โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภัยเงียบในครัวที่มีทุกบ้าน! เช็กด่วน แก้ว 6 ประเภท หากใส่น้ำร้อน อาจกลายเป็นพิษ

Khaosod

อัพเดต 18 พ.ค. 2568 เวลา 10.48 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2568 เวลา 10.48 น.

ภัยเงียบในครัวที่มีทุกบ้าน! เช็กด่วน แก้ว 6 ประเภท หากใส่น้ำร้อน อาจกลายเป็นพิษ หากปล่อยไว้ สะสมในร่างกาย นำไปสู่โรคร้ายในอนาคต พร้อมเทคนิคเลือกใช้แก้ว

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2568 รายงานจากสื่อต่างประเทศ เตือนภัยประชาชนให้ตรวจสอบแก้วน้ำในครัวเรือนที่มีลักษณะเข้าข่ายแก้ว 6 ประเภทนี้ หากใส่น้ำร้อน อาจกลายเป็นพิษ ควรกำจัดทิ้งทันที มิเช่นนั้นอาจเป็นภัยเงียบสะสมในร่างกาย ส่งผลให้มีปัญหาสุขภาพ นำไปสู่โรคร้าย

1. แก้วเคลือบที่มีรอยลอกหลุดร่อน

เมื่อชั้นเคลือบของแก้วหลุดลอก โลหะด้านในจะเผยออกมา และเมื่อเวลาผ่านไปอาจเกิดสนิมได้
หากเทน้ำร้อนลงในแก้วเช่นนี้ จะเพิ่มความเสี่ยงที่โลหะอันตรายจะละลายลงในน้ำ เมื่อสะสมในร่างกาย ทำให้เกิดอันตรายต่อระบบประสาทและภูมิคุ้มกัน ส่งผลเสียอย่างมากต่อสุขภาพ

ภาพประกอบ

2. แก้วใสที่มีส่วนผสมของตะกั่ว

แก้วบางชนิดมีส่วนผสมของตะกั่วเพื่อเพิ่มความใสและความสวยงาม ตะกั่วเป็นโลหะหนักที่เป็นพิษ หากร่างกายดูดซึมตะกั่วเป็นเวลานาน ระดับตะกั่วในเลือดจะเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสติปัญญาและระบบประสาทของเด็ก

ดังนั้นเมื่อซื้อแก้วใส จึงควรเลือกชนิด "ปราศจากตะกั่ว" เพื่อความปลอดภัย

ภาพประกอบ

3. แก้วเกลเชียร์ (Glacier) หลากสี

แก้วเกลเชียร์ (Glacier) สีสันสวยงาม เป็นที่นิยมเพราะมีลักษณะที่ดึงดูดสายตา แต่สีสันเหล่านั้นมักเกิดจากการชุบโลหะ หรือพ่นสี องค์ประกอบทางเคมีและโลหะหนักในแก้วเหล่านี้อาจเกินระดับความปลอดภัย มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อตับ ไต และระบบประสาทส่วนกลาง

วิธีหลีกเลี่ยงการซื้อแก้วเกลเชียร์ (Glacier) ที่เป็นอันตราย ได้แก่

  • เลือกผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีฉลาก
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ราคาถูกผิดปกติ
  • ตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด

ภาพประกอบ

4. แก้วพลาสติกชนิด PC

แก้วชนิดนี้พบเห็นได้ทั่วไป แต่ส่วนใหญ่เหมาะสำหรับใส่น้ำเย็นเท่านั้น เมื่อเทน้ำร้อนลงไป อาจทำให้เกิดการปล่อยสาร Bisphenol A (BPA) ซึ่งเป็นสารที่อาจส่งผลกระทบต่อฮอร์โมน ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบประสาท และอาจกระตุ้นการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

หากจำเป็นต้องใช้แก้วพลาสติก ควรเลือกชนิดที่มีสัญลักษณ์หมายเลข 5 (PP) ที่ก้นแก้ว – แก้วชนิดนี้ทนความร้อนได้ถึง 120 องศาเซลเซียส ปลอดภัยกับน้ำร้อน และสามารถใช้ในไมโครเวฟได้

5. แก้วสแตนเลสที่ไม่ได้มาตรฐาน

แก้วเก็บความร้อนสแตนเลสคุณภาพต่ำ เมื่อเทน้ำร้อน อาจปล่อยโลหะหนัก เช่น โครเมียมหากสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

วิธีเลือกแก้วสแตนเลสที่ปลอดภัย ได้แก่

  • ควรเลือกชนิดที่ทำจากสแตนเลส 304 หรือ 316 ซึ่งมีความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อนที่อุณหภูมิต่างๆ
  • หลีกเลี่ยงชนิดที่มีรหัสสแตนเลส 201 เพราะมีความสามารถในการต้านทานกรด-ด่างต่ำ ไม่แนะนำให้ใช้

6. แก้วเซรามิกที่มีลวดลายวาดบนผิวเคลือบ

แก้วเซรามิกโดยทั่วไปเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัย แต่ชนิดที่มีลวดลายวาดบนชั้นเคลือบไม่ควรใช้ หากวัสดุสีมีคุณภาพต่ำหรือกระบวนการเผาไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้โลหะหนักเกินขีดจำกัด โดยเฉพาะเมื่อใส่น้ำร้อน ความเสี่ยงในการปล่อยโลหะจะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ภาพประกอบ

3 ข้อควรระวังในการใช้แก้วน้ำอย่างปลอดภัย

1.แก้วเก็บความร้อน : ไม่ควรใช้ชงชา

ชา มีแทนนิน, คาเฟอีน และน้ำมันหอมระเหย เหมาะสำหรับการชงที่อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียส การชงชาในแก้วเก็บความร้อนทำให้ชาแช่นานเกินไป ทำให้ชาขมและสูญเสียรสชาติ

2.แก้วเซรามิก : เหมาะที่สุดสำหรับชงชา

เมื่อเทียบกับแก้วสแตนเลส แก้วเซรามิกมีคุณสมบัติในการนำความร้อนที่ช้ากว่า ไม่ทำให้มือพองง่าย ไม่ดูดซึมน้ำ และไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมีกับชา ช่วยรักษารสชาติดั้งเดิม

3.แก้วใส : เหมาะสำหรับใส่น้ำผลไม้

น้ำผลไม้มีฤทธิ์เป็นกรด อาจกัดกร่อนวัสดุบางชนิด แต่แก้วใสไม่พบปัญหาเช่นนั้น เพราะแก้วเป็นวัสดุ ที่ไม่ทำปฏิกิริยากับกรด นอกจากนี้ยังมีการกระจายความร้อนที่รวดเร็ว เย็นสบายมือ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับน้ำผลไม้

ที่มา : Soha

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ภัยเงียบในครัวที่มีทุกบ้าน! เช็กด่วน แก้ว 6 ประเภท หากใส่น้ำร้อน อาจกลายเป็นพิษ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...