โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปภาพรวมตลาดเอเชียครึ่งปีแรก 2025: ภาษีทรัมป์-สงครามการค้า-ภูมิรัฐศาสตร์ เขย่าความเชื่อมั่นนักลงทุน

efinanceThai

เผยแพร่ 01 ก.ค. 2568 เวลา 07.07 น.

สรุปภาพรวมตลาดเอเชียครึ่งปีแรก 2025: ภาษีทรัมป์-สงครามการค้า-ภูมิรัฐศาสตร์ เขย่าความเชื่อมั่นนักลงทุน

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -1 ก.ค. 68 14:07 น.

ผ่านมาครึ่งปีแล้วสำหรับปี 2025 หลายคนคงเห็นตรงกันว่า ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย! โดยเฉพาะในแวดวงการลงทุนที่ตลาดทั่วโลก รวมถึงในเอเชียบ้านเรา ต่างเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบจากภาษีทรัมป์และสงครามการค้า สถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค รวมถึงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในหลายประเทศสำคัญ

โดยสำนักข่าว Nikkei Asia ได้รวบรวมสถานการณ์ของตลาดในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ทั้งตลาดหุ้น ค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดพันธบัตรในเอเชียไว้ดังนี้

*** ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และฮ่องกงเป็นหนึ่งในตลาดที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นที่สุดในช่วงปีนี้ โดยดัชนีหลักพุ่งขึ้นกว่า 20% ในครึ่งแรกของปี ซึ่งปัจจัยที่หนุนการพุ่งขึ้นของหุ้นในเกาหลีใต้มาจากการเมืองที่กลับบมามีเสถียรภาพหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำคนใหม่ของเกาหลีใต้ ได้ให้คำมั่นว่าจะดำเนินการปฏิรูปตลาดเพื่อกระตุ้นตลาดหุ้นของประเทศ

หุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อย่าง SK Hynix และ Samsung Electronics เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสการพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

ส่วนในฝั่งฮ่องกง การเสนอขายหุ้น IPO กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากบริษัทในจีนแผ่นดินใหญ่เลือกเข้ามาระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงกันมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างรัฐบาลปักกิ่งและวอชิงตัน

ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า จีนเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทหลายแห่งที่อยู่ในดัชนี Hang Seng โดยคิดเป็นสัดส่วน 70% ของรายได้ทั้งหมด

Heron Lim นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคจีน ของ Moody's Analytics กล่าวว่า "แนวโน้มตลาด IPO ของฮ่องกงและความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ช่วยฟื้นความสนใจของนักลงทุนในจีน ที่กำลังแสวงหาผลตอบแทน โดยลดสัดส่วนการลงทุนในสหรัฐฯ ลง และมองหาโอกาสเติบโตในตลาดฮ่องกง" โดยมีภาคส่วนอย่างเทคโนโลยีและรถยนต์ไฟฟ้าของจีนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนแนวโน้มขาขึ้น

อย่างไรก็ตาม Lim ระบุว่า หุ้นฮ่องกงยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัว เห็นได้จากดัชนี Hang Seng ที่ยังคงต่ำกว่าระดับปี 2021 และการหยุดชะงักในประเด็นการหารือกรอบการค้าสหรัฐฯ-จีน อาจเป็นความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นได้เช่นกัน

ขณะที่ฝั่งตลาดหุ้นวอลล์สตรีทและโตเกียวกำลังพุ่งขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่ามกลางการคาดการณ์ถึงการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (30 มิ.ย.) ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นแตะระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือน

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงขาลง โดยดัชนี SET ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองที่กำลังสั่นคลอน จากกรณีบทสนทนารั่วไหลในประเด็นข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชา ความขัดแย้งนี้อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ยังคงต้องเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ต่อไป โดยทรัมป์กำหนดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากไทยอยู่ที่ 36%

*** ค่าเงิน

ค่าเงินเอเชียฝั่งตะวันออก อาทิ ดอลลาร์ไต้หวัน, เยนญี่ปุ่น และ วอนเกาหลีใต้ แข็งค่าขึ้นมากในปีนี้

ดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่าขึ้นมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเริ่มพุ่งขึ้นในเดือนพ.ค. หลังมีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลทรัมป์ได้กดดันให้ไต้หวันยอมให้สกุลเงินของตนเองแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้า

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทประกันภัยยังมีส่วนทำให้เงินดอลลาร์ไต้หวันแข็งค่าขึ้น โดยบริษัทหลายแห่งได้พยายามลดผลกระทบจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง ด้วยการเพิ่มอัตราการป้องกันความเสี่ยง (Hedge ratios) โดยเทขายดอลลาร์สหรัฐฯ และเข้าซื้อดอลลาร์ไต้หวัน

*** สินค้าโภคภัณฑ์

ราคาน้ำมันดิบเว็สต์ เท็กซัส (WTI) ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก ผันผวนอย่างหนักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน และการที่อิหร่านขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมัน อย่างไรก็ดี การที่ทรัมป์ประกาศข้อตกลงหยุดยิงในเวลาอันรวดเร็ว ได้คลายความกังวลเหล่านั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ น้ำมันดิบ WTI และน้ำมันดิบเบรนท์ ลดลง 10% และ 11% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปลายปีที่แล้ว

ขณะที่กลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน OPEC+ ได้เพิ่มการผลิตในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดย Seiichiro Shirai นักยุทธศาสตร์จาก Tokai Tokyo Intelligence Laboratory กล่าวว่า ปัจจัยนี้ทำให้อุปทานน้ำมันมีแนวโน้มล้นตลาดได้ง่ายขึ้น และคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะลดลงต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปีนี้

ด้านราคาทองแดงเพิ่มขึ้นกว่า 25% ขณะที่ทองคำพุ่งขึ้น 24% โดยสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะที่กว่า 3,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในเดือนเม.ย. เนื่องจากนักลงทุนเร่งซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความกังวลเรื่องภาษีและการที่ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เรื่องการลดดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม Shirai กล่าวว่า ตลาดทองคำมีภาวะ "top-heavy" หมายถึง มีแรงขายรออยู่มากเมื่อราคาขึ้นสูง และน่าจะซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 3,200 - 3,450 ดอลลาร์ไปตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มขาย หรือชะลอการซื้อลง นอกจากนี้ยังมีการซื้อตุนไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากความไม่แน่นอนว่าทรัมป์จะเก็บภาษีทองคำหรือไม่ จึงไม่มีใครรีบร้อนที่จะซื้อทองคำในช่วงที่ผ่านมา

*** ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล

ผลตอบแทนพันธบัตร หรือบอนด์ยีลด์ในภูมิภาคที่พุ่งแรงนั้น คือบอนด์ยีลด์รัฐบาลญี่ปุ่น อายุ 10 ปี ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยพันธบัตร JGB เพิ่มขึ้นกว่า 0.35 จุดเปอร์เซ็นต์ แตะที่ประมาณ 1.445% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตร รุ่นอายุยาวพิเศษของญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางอุปสงค์ที่ซบเซา ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นตัดสินใจชะลอการลดซื้อพันธบัตรรัฐบาลตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิหน้า โดยกระทรวงการคลังจะเริ่มลดการออกพันธบัตร JGB รุ่นอายุยาวพิเศษตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป

Masamichi Adachi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศญี่ปุ่นของ UBS Securities ระบุว่า "แรงกดดันต่อผลตอบแทนพันธบัตรจะสูงขึ้น เนื่องจากผลตอบแทนจำเป็นต้องน่าสนใจมากพอที่จะดึงดูดนักลงทุนภาคเอกชน รวมถึงนักลงทุนต่างชาติและบุคคลทั่วไป นอกเหนือจากนักลงทุนดั้งเดิม เช่น ธนาคารและบริษัทประกันชีวิต ซึ่งปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญกว่า ซึ่งจะช่วยคลายความกังวลคือ วินัยทางการคลัง

ตลาดพันธบัตรยังได้รับผลกระทบจากการผ่อนคลายนโยบายการคลังของเยอรมนีในเดือนมี.ค. นำไปสู่การเทขายพันธบัตรทั่วโลก ขณะที่เดือนพ.ค. ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังพุ่งสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ หลังจาก Moody's ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ

ตรงกันข้าม ผลตอบแทนพันธบัตรฝั่งตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย กลับลดลง จากการที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ และการที่ธนาคารกลางผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ด้าน Kota Hirayama หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ตลาดเกิดใหม่ของ SMBC Nikko Securities มองว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินและผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน รวมถึงภาษีทรัมป์

Hirayama ระบุว่า ฉากทัศน์หนึ่งที่มีการคาดการณ์ คือทรัมป์จะขยายเวลาการระงับภาษี 90 วันออกไป และเปิดช่องเจรจาเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวอย่างรุนแรง ซึ่งจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเงินดอลลาร์ และจะชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ได้

ที่มา Nikkei Asia

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...