โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้ก่อน ‘มะเร็งกระเพาะอาหาร’ถามหา

เดลินิวส์

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 22.36 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 23.30 น. • เดลินิวส์
อาการปวดท้องเรื้อรัง หรือแสบกลางอกบ่อย ๆ อาจมีแบคทีเรียที่แฝงตัวอยู่ในกระเพาะอาหารโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวอาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่าง

วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากเพจรามาแชนแนล โดย รศ. นพ.ไชยรัตน์ ทรัพย์สมุทรชัย สาขาวิชาทางเดินอาหารและศัลยศาสตร์ทั่วไป ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาพูดถึงเรื่อง“เชื้อเอชไพโลไร” ที่เราควรรู้จักก่อนกลายเป็นเหยื่อมะเร็งกระเพาะอาหาร

เชื้อเอชไพโลไร (helicobacter pylori) คือ แบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถอาศัยอยู่ในเยื่อบุของกระเพาะอาหารได้ แม้ในสภาวะที่เป็นกรดจัด แบคทีเรียชนิดนี้สามารถหลบหลีกกรดในกระเพาะได้ด้วยเอนไซม์พิเศษ ทำให้สามารถเจริญเติบโตและอาศัยอยู่ได้นานโดยไม่ถูกทำลาย เชื้อเอชไพโลไรเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะ และในบางกรณีอาจนำไปสู่มะเร็งกระเพาะอาหารได้

การแพร่กระจายของเชื้อเอชไพโลไร มาจากไหน ? สามารถเกิดได้หลายช่องทาง โดยเฉพาะจาก “คนสู่คน” ผ่านการกินสิ่งที่มีเชื้อโรคจากในกระเพาะของคนที่มีเชื้อโรคเข้าไป เช่น อาเจียน หรืออุจจาระ หากมีสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น การใช้ภาชนะร่วมกันโดยไม่ล้างให้สะอาด การดื่มน้ำที่ไม่สะอาด หรือการไม่ล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ ก็มีโอกาสได้รับเชื้อได้สูง ทั้งนี้ “เชื้อเอชไพโลไร” สามารถติดในเด็กและอยู่ในร่างกายได้นานจนโตเป็นผู้ใหญ่โดยไม่แสดงอาการ จึงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง

เชื้อเอชไพโลไร ก่อให้เกิดโรคอะไรบ้าง ? เมื่อเชื้อ H. pylori เข้าไปฝังตัวในกระเพาะอาหาร เชื้อจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะอาหาร และแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งอันตรายถึงชีวิต อีกทั้งยังก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

ความเชื่อมโยงระหว่าง “เชื้อเอชไพโลไร” กับ “มะเร็งกระเพาะอาหาร”

องค์การอนามัยโลกจัดให้เชื้อ H. pylori เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร เชื้อชนิดนี้จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในเยื่อบุและเปลี่ยนแปลงเซลล์เยื่อบุจนกลายเป็นเซลล์ผิดปกติ หากเป็นเรื้อรังนานหลายปี โอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งก็เพิ่มขึ้น ยิ่งถ้ามีปัจจัยร่วมอื่น เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรได้อย่างไร ? ปัจจุบันสามารถตรวจหาเชื้อ H. pylori ได้หลายวิธี เช่น

  • การทดสอบลมหายใจ (urea breath test) ซึ่งสะดวกและแม่นยำ
  • การตรวจอุจจาระเพื่อหาแอนติเจนของเชื้อ
  • การตรวจเลือดเพื่อดูแอนติบอดี
  • การส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อตัดชิ้นเนื้อไปตรวจโดยตรง

วิธีใดเหมาะสมที่สุดขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรง และคำแนะนำของแพทย์ การตรวจพบเชื้อได้เร็วมีส่วนสำคัญในการรักษาและป้องกันโรคแทรกซ้อนในระยะยาว

วิธีรักษา การรักษา H. pylori ต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกันอย่างน้อย 2 ชนิด ควบคู่กับยาลดกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยให้สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ ระยะเวลาการรักษามักใช้ประมาณ 10-14 วัน หากรักษาไม่ครบ หรือเชื้อดื้อยา อาจต้องเปลี่ยนสูตรการรักษาใหม่ ในบางกรณีแพทย์อาจนัดตรวจซ้ำหลังรักษาเพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อหมดแล้ว และไม่เสี่ยงกลับมาเป็นอีก

ปรับพฤติกรรม ลดเสี่ยงติดเชื้อเอชไพโลไร

การป้องกันการติดเชื้อ H. pylori ทำได้โดยเริ่มจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ล้าง
  • บริโภคน้ำและอาหารที่ปรุงสุกใหม่
  • ดูแลสุขอนามัยในครัวเรือน
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่หมักดองหรือเผ็ดจัดบ่อย ๆ ก็ช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะได้เช่นกัน

ใครบ้างที่ควรตรวจหาเชื้อเอชไพโลไร เป็นพิเศษ ?

กลุ่มที่ควรตรวจหาเชื้อ H. pylori ได้แก่

  • ผู้ที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ อาเจียน หรือจุกแน่นบ่อย ๆ
  • ผู้ที่เคยเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีประวัติมะเร็งกระเพาะในครอบครัว
  • ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปที่มีอาการผิดปกติทางระบบทางเดินอาหาร

การตรวจแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายและวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เชื้อเอชไพโลไร” แม้จะเป็นแบคทีเรียเล็ก ๆ แต่มีอิทธิพลต่อสุขภาพกระเพาะอาหารของเรามากกว่าที่คิด หากละเลย อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็งกระเพาะอาหารได้ การใส่ใจพฤติกรรมสุขอนามัย การสังเกตอาการผิดปกติ และการเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยให้คุณป้องกันและดูแลสุขภาพทางเดินอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...