โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ครม.ขยายเวลา-ปรับเกณฑ์โครงการช่วยเหลือทางการเงิน “ผู้ประกอบการ 3 จว.ใต้” ปี 68

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 16.20 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 09.20 น.

ครม.เห็นชอบการขยายระยะเวลาและปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปรับปรุงใหม่) ปี 2568

วันที่ 24 มิถุนายน 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาและปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปรับปรุงใหม่) (โครงการฯ) (ตามข้อ 2) และอนุมัติวงเงินรวมไม่เกิน 750 ล้านบาท สำหรับการดำเนินโครงการดังกล่าว และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ กค. ดำเนินโครงการฯ (ตามข้อ 2) โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568

ซึ่งผลการดำเนินงานของโครงการฯ ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 มียอดอนุมัติสินเชื่อแล้ว จำนวน 2,980 ราย (แบ่งเป็นผู้ประกอบการรายเดิม 2,772 ราย และผู้ประกอบการรายใหม่ 208 ราย) วงเงินรวม 17,017 ล้านบาท (กรอบวงเงินโครงการฯ 25,000 ล้านบาท) โดยมีสินเชื่อคงค้าง จำนวน 2,568 ราย วงเงินรวม 10,261 ล้านบาท และไม่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non - Performing Loans : NPLs)

2. โครงการฯ จะสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินการในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ซึ่งหากไม่ได้รับการเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดำเนินการจะส่งผลให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568

และหากไม่สามารถชำระ คืนเงินกู้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ประกอบการจะต้องรับภาระดอกเบี้ยในอัตราปกติของธนาคาร ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเดิมตามโครงการฯ ที่กำหนดไว้อยู่ที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี (โดยอัตราดอกเบี้ยใหม่จะเป็นไปตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่แท้จริงของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ให้สินเชื่อ)

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีเงินทุนเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจ เกิดความมั่นใจในการประกอบกิจการ และมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง กค. จึงมีความจำเป็นต้องขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (20 ธันวาคม 2565 และ 14 มีนาคม 2566) เพื่อขยายระยะเวลาและปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการฯ โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

1) คุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อ เป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศซึ่งมีบุคคล สัญชาติไทยถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน ประกอบกิจการการผลิตการให้บริการ ค้าส่ง และค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีสถานประกอบการอยู่ในเขตจังหวัดยะลา ปัตตานีนราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอเทพา จะนะ นาทวี และสะบ้าย้อย) โดยอาจเป็นผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อเดิมหรือผู้ประกอบการรายใหม่ และรวมถึงการรับซื้อหรือรับโอนกิจการเพื่อดำเนินธุรกิจในพื้นที่ดังกล่าว

2) วัตถุประสงค์ เพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยของยอดสินเชื่อคงค้างและเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการฟื้นฟูกิจการในรูปของการกู้ยืมเงินประเภทวงเงินหมุนเวียนแบบมีกำหนดระยะเวลาเป็นลำดับแรก และสามารถให้เป็นสินเชื่อระยะยาว (L/T) เพื่อวัตถุประสงค์ในการลงทุนขยายกิจการได้ เช่น ขยายโรงงาน ซื้อเครื่องจักร เป็นต้น

3) วงเงินโครงการฯ วงเงินรวมทั้งโครงการฯ 15,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

3.1) วงเงิน 12,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการฯ

3.2) วงเงิน 3,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการฯ มาก่อน

ทั้งนี้ ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ ให้ความสำคัญกับ ผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสินเชื่อมาก่อนเป็นลำดับแรก โดยธนาคารออมสินสามารถบริหาร จัดการวงเงินโครงการฯ ได้ตามความเหมาะสม

4) วงเงินกู้ต่อรายและระยะเวลาชำระเงินกู้

4.1) ผู้ประกอบการที่เคยได้รับสินเชื่อของโครงการฯ วงเงินกู้สูงสุดต่อรายรวมทุกสถาบันการเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท และไม่เกินวงเงินที่เคยได้รับ

4.2) ผู้ประกอบการรายใหม่ วงเงินกู้สูงสุดต่อรายรวมทุกสถาบันการเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องชำระคืนเงินกู้ให้คงเหลือไม่เกิน 10 ล้านบาท ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 หลังจากนั้นต้องชำระเงินกู้ส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2570 โดยให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ ร่วมกับผู้ประกอบการ จัดทำแผนการชำระหนี้และกำหนดหลักเกณฑ์การชำระคืนสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถชำระคืนสินเชื่อให้แล้วเสร็จได้ตามระยะเวลาที่กำหนดภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2570

5) วิธีการให้ความช่วยเหลือ

5.1) ธนาคารออมสินจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ โดยการให้กู้ยืมเงิน ผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่เข้าร่วมโครงการฯ

5.2) ธนาคารออมสินสามารถใช้วงเงินโครงการเพื่อให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการได้เช่นเดียวกับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ

6) อัตราดอกเบี้ย

6.1) ธนาคารออมสินคิดดอกเบี้ยจากสถาบันการเงินในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี

6.2) สถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยจากผู้ประกอบการในอัตราร้อยละ 1.99 ต่อปี

7) จำนวนเงินและอายุของตั๋วสัญญาใช้เงิน ธนาคารออมสินจะให้กู้ยืมเงินผ่านสถาบันการเงินในอัตราเต็มตามจำนวนเงินในตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยผู้ประกอบการหรือตามรายงานสรุปยอดสินเชื่อของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับต้องไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทและไม่มีเศษของหลักพัน โดย (1) กรณีเป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการการผลิตไม่เกิน 360 วัน นับแต่วันที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และกิจการอื่น ๆ ไม่เกิน 180 วัน นับแต่วันที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน และ (2) กรณีเป็นสินเชื่อระยะยาว (L/T) ไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน นับแต่วันที่ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน

8) ระยะเวลาโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2570 (2 ปี 6 เดือน) โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 หรือจนกว่าวงเงินที่กำหนดไว้จะถูกจัดสรรหมด แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

9) การชดเชยจากรัฐบาล รัฐบาลชดเชยต้นทุนเงินให้กับธนาคารออมสินในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 750 ล้านบาท (คิดจากวงเงิน 15,000 ล้านบาท x ร้อยละ 2 ต่อปี x ระยะเวลา 2.5 ปี) โดยให้ธนาคารออมสินเบิกจ่ายตามที่เกิดขึ้นจริงและทำความตกลงกับ สงป. เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีตามความเหมาะสมและความจำเป็นต่อไป

10) เงื่อนไขอื่น ๆ ของธนาคารออมสิน

10.1) ขอแยกบัญชีโครงการเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA)

10.2) ขอนำผลการดำเนินงานของโครงการฯ นับรวมเป็นผลงานของตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนตามภารกิจเชิงสังคมรวมถึงนำผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการฯ มาปรับผลงานของตัวชี้วัด ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินประสิทธิภาพในการบริหารรายได้ ค่าใช้จ่าย และการบริหาร คุณภาพหนี้ สำหรับการประเมินผลการดำเนินงานตามบันทึกข้อตกลงของธนาคารออมสิน

10.3) สามารถกำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการในการให้สินเชื่อกับสถาบันการเงิน ที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ และสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ จัดทำข้อมูลรายละเอียดและวัตถุประสงค์การใช้วงเงิน สินเชื่อของลูกหนี้ ตามหลักเกณฑ์ตามที่ธนาคารออมสินกำหนด เพื่อประกอบการเบิกจ่ายสินเชื่อกับธนาคารออมสิน

10.4) ธนาคารออมสินสามารถใช้วงเงินโครงการฯ เพื่อให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการได้และสามารถกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการจัดสรรวงเงินให้แก่สถาบันการเงิน ที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ตามความเหมาะสม

10.5) สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องสอบทานกระบวนการอนุมัติสินเชื่อและสุ่มสอบทานสินเชื่อรายลูกหนี้ในโครงการฯ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ พร้อมทั้งจัดทำรายงานสรุปผลการสอบทานดังกล่าวเป็นการเฉพาะแยกจากธุรกรรมสินเชื่อประเภทอื่น ๆ เป็นประจำ ทุกไตรมาส และรวบรวมรายงานดังกล่าวไว้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการสอบทานสินเชื่อสำหรับการเข้าตรวจสอบสถาบันการเงินประจำปีของ ธปท.

10.6) สำหรับหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการฯ อื่น ๆ ยังคงเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 และวันที่ 14 มีนาคม 2566

กค. โดยธนาคารออมสินได้จัดทำรายละเอียดการดำเนินการตามมาตรา 27 และมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อประกอบการเสนอเรื่อง ต่อคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว โดยในส่วนของการดำเนินการตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 กค. แจ้งว่า ณ สิ้นวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ภาระที่รัฐต้องรับชดเชย ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมียอดคงค้างจำนวน 1,077,913 ล้านบาท

ดังนั้น หากมีการอนุมัติโครงการฯ จำนวน 750 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว จะส่งผลให้ยอดคงค้างเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 1,088,115 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราร้อยละ 29 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งยังคงไม่เกินอัตราร้อยละ 32 ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดไว้และเพื่อให้เป็นไป ตามมาตรา 29 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการดำเนินโครงการดังกล่าว ธนาคารออมสินจะจัดทำบัญชีสำหรับการดำเนินกิจกรรมมาตรการ หรือโครงการที่ได้รับมอบหมายแยกต่างหากจากบัญชีการดำเนินงานทั่วไป พร้อมทั้งเสนอรายงานผลการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและผลสัมฤทธิ์ต่อรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อไป

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...