โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอ็นวีเดีย (Nvidia) ยักษ์ผลิตไมโครชิพเอไอใหญ่สุดในโลกของสหรัฐ กลายเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดในโลก แตะหลัก 4 ล้านล้านดอลล์ (132 ล้านล้านบาท) เป็นวันที่ 2 บริษัทแรกของโลกและของสหรัฐ แซงแอปเปิลและไมโครซอฟท์

BTimes

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 11.47 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 02.29 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ตลาดหลักทรัพย์ นิวยอร์ก สหรัฐ รายงานว่า วันที่ 10 กรกฎาคม 2025 ตามเวลาในนิวยอร์กสหรัฐอเมริกา ราคาหุ้นบริษัทเอ็นวีเดีย (Nvidia) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไมโครชิพยักษ์ใหญ่ และชื่อดังที่สุดของโลก มีราคาซื้อขายสูงขึ้น 0.75% แตะที่ระดับ 164.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น หรือกว่าหุ้นละ 5,415 บาท ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทเอ็นมีเดียพุ่งสูงทะลุถึง 4,004 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีมูลค่ากว่า 132.1 ล้านล้านบาท แตะหลัก 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นวันที่ 2 ต่อเนื่อง หรือมีมูลค่ากว่า 132 ล้านล้านบาท ทำให้บริษัทเอ็นวีเดียไม่เพียงกลายเป็นบริษัทแรกของโลก แต่ยังเป็นบริษัทแรกของสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าบริษัทแตะหลัก 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรก และครั้งประวัติศาสตร์ของโลกและสหรัฐอเมริกาตามลำดับ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2025 ตามเวลาในนิวยอร์กสหรัฐอเมริกา ราคาหุ้นบริษัทเอ็นวีเดีย(Nvidia) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไมโครชิพยักษ์ใหญ่ และชื่อดังที่สุดของโลก มีราคาซื้อขายสูงขึ้น 2.48% แตะที่ระดับ 164.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น หรือกว่าหุ้นละ 5,425 บาท ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทเอ็นมีเดียพุ่งสูงทะลุถึงหลัก 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีมูลค่ากว่า 132 ล้านล้านบาท ทำให้บริษัทเอ็นวีเดียไม่เพียงกลายเป็นบริษัทแรกของโลก แต่ยังเป็นบริษัทแรกของสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าบริษัทแตะหลัก 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก และครั้งประวัติศาสตร์ของโลกและสหรัฐอเมริกาตามลำดับ

นับตั้งแต่ต้นปี 2025 นี้จนมาถึงในวันที่ 8 กรกฎาคม ตามเวลาในสหรัฐ ปรากฏว่าราคาหุ้นของบริษัทเอ็นวีเดียพุ่งทะยานขึ้นกว่า 20% ที่สำคัญ มีราคาพุ่งสูงขึ้นกว่า 1,000% นับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา และพุ่งขึ้นกว่า 1,500% ในช่วง 5 ปีผ่านมา ด้วยเหตุนี้ทำให้หุ้นของบริษัทเอ็นมีเดียคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 7.5% ของดัชนีหุ้นเอสแอนด์พี 500 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นที่รวบรวมบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เป็นขนาดใหญ่ที่สุด 500 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกา

สาเหตุจากเอ็นวีเดียกลายเป็นบริษัทที่ผลิตไมโครชิพซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนี้ ธุรกิจและตลาดไมโครชิพเอไอขยายตัวอย่างรวดเร็วและเติบโตอย่างมากมายทั่วโลกจากแนวโน้มการขยายตัวของธุรกิจที่นำเทคโนโลยีเอไอเข้ามาใช้ในกิจการเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง ที่สำคัญ บริษัทไมโครซอฟท์ อินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าในปัจจุบันกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 99,000,000 ล้านบาทเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัทเอ็นวีเดีย และยังมีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำยักษ์ใหญ่ระดับโลกเป็นลูกค้าของบริษัทเอ็นวีเดีย ได้แก่ เมตะ แพลทฟอร์ม อินคอร์ปอเรชั่น, อเมซอนดอทคอม อินคอร์ปอเรชั่น และอัลฟาเบธ อินคอร์ปอเรชั่น เจ้าของกูเกิ้ล

บริษัทเหล่านี้ได้ตั้งงบประมาณเงินลงทุนในปีงบประมาณ 2026 มีมูลค่าสูงถึง 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 11.55 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากในปีปัจจุบันที่ 310,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 10.32 ล้านล้านบาท บริษัททั้งหมดที่กล่าวมานั้นคิดเป็น 40% ของรายได้บริษัทเอ็นวีเดีย

ผลพวงจากราคาหุ้นที่พุ่งสูงในขณะนี้ทำให้บริษัทเอ็นวีเดียกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหรือใหญ่โตมากที่สุดของโลก โดยมีขนาดใหญ่แซงทั้งบริษัท แอปเปิล อินคอร์ปอเรชั่น และบริษัทไมโครซอฟท์ อินคอร์ปอเรชั่น ที่แต่ละบริษัทมีมูลค่าบริษัทในปัจจุบันที่ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 102 ล้านล้านบาท และ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 122 ล้านล้านบาท ตามลำดับ

ทั้งนี้ บริษัทเอ็นวีเดียก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1993 หรือมีอายุมา 32 ปีจนถึงปัจจุบัน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 เอ็นวีเดียมีมูลค่าบริษัทแตะหลัก 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก หรือกว่า 66 ล้านล้านบาท ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี 2025 นี้ มีมูลค่าบริษัทแตะหลัก 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก หรือกว่า 99 ล้านล้านบาท จนกระทั่งในวันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ของทางบริษัทเอ็นวีดีและของโลกที่มีมูลค่าบริษัทแตะหลัก มีมูลค่าบริษัทแตะหลัก 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก หรือกว่า 132 ล้านล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...