โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

MAJOR จะฟื้นไหม? จากต้นปีราคาดิ่ง 44% นักวิเคราะห์ยังแนะ “ซื้อ” มองผลงานครึ่งปีหลังฟื้น-มีอัพไซด์เพิ่ม

Wealthy Thai

อัพเดต 13 พ.ย. 2568 เวลา 15.22 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 10.52 น.

ราคาหุ้น บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยวันที่ 6 มิ.ย. 68 ราคาหุ้นปิดตลาดที่ระดับ 8.05 บาท ลดลง 1.83% จากวันก่อนหน้า ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 22.18 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากนับจากต้นปีราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปแล้ว 44.48% จากระดับ 14.50 บาท ณ วันที่ 2 ม.ค. 68 โดยคาดว่าปัจจัยที่กดดันราคาหุ้น เกิดจากความวิตกกังวลในด้านผลการดำเนินงาน เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกมีผลกำไรที่อ่อนแอเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ดี ในส่วนของมุมมองนักวิเคราะมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน คือแนะนำ “ซื้อ” หุ้น MAJOR มองว่าแม้กำไรในช่วงครึ่งปีแรกจะอ่อนแอ แต่คาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จากภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่และหนังไทยภาคต่อที่ได้ความนิยมสูงที่จะเข้าฉายในช่วงไตรมาส 3-4 อีกจำนวนหลายเรื่อง ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันรายได้ช่วงที่เหลือของปี อีกทั้งมองว่าราคาหุ้นมี Upside เพิ่มขึ้น 8.59% จากการลดทุนจดทะเบียน
โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” MAJOR ด้วยราคาเป้าหมาย 12.80 บาท ทั้งนี้ ได้ปรับประมาณการกำไรลง 26% และ 26.28% เป็น 620 ลบ. และ 681 ลบ. ในปี 2568-69 ตามลำดับ สะท้อน 1) กำไรที่อ่อนแอลงอย่างมากในไตรมาส 1/68
2) รายได้ Admission และ Concession ที่คาดทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนก่อน (คิดเป็นสัดส่วน 75.1%ของรายได้ทั้งหมด) จากจานวนผู้เข้าชมที่อาจเติบโตน้อยกว่าที่คาดเหลือ 25.5 ล้านใบ, 26.3 ล้านใบ ในปี 2568-69
3) ค่าใช้จ่ายที่ยังทรงตัวสูงราว 29.5%, 29.8% ซึ่งยังอยู่ในช่วงการลงทุนอุปกรณ์และซอฟแวร์เพิ่มขึ้นเพื่อลดต้นทุนคงที่ลงโดยบริษทได้มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์เพื่อดึงดูดผู้เข้าชมอย่างคุ้มค่ามากขึ้นเช่นการสั่งซื้อป๊อปคอร์นภายในโรงหนังด้วยแอปพลิเคชันโดยคาดจะเห็นรายได้ตั๋วหนังที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน ตั้งแต่ไตรมาส 2/68
ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 จะฟื้นตัวเด่นจากครึ่งปีแรก โดยหน้าหนังในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ที่มีความแข็งแรงที่สุดในช่วงปี 2568 จะช่วยผลักดันรายได้หลักในธุรกิจ Admissions และ Concession ให้เติบโตขึ้นจากครึ่งปีแรก หนุนด้วยหน้าหนัง Hollywood ฟอร์มยักษ์ในไตรมาส 3/68 ได้แก่ “Jurassic World”, “Superman”, “Fantastic 4” และในไตรมาส 4/68 “Avatar 3”, และ “Tron: Ares” รวมถึงหน้าหนังผีไทยที่ยังคงแข็งแกร่งตลอดช่วงครึ่งปีหลัง 2568 อย่าง “ท่าแร่”, “ป่าช้าผีแขก”, “ธี่หยด 3” และ “อนงค์ 2” จากหนังไทยมากกว่า 70 เรื่อง (ซึ่งมาจากหนังค่าย M Studio สูงถึง 24 เรื่อง เช่น “อีเรียมซิ่ง 2”) ในปี 2568
นอกจากนี้ MAJOR ประกาศลดทุนจดทะเบียนลง 71.219 ล้านหุ้น หรือราว 8.59% ของทุนจดทะเบียน ในวันที่ 13 พ.ค. 2568 เนื่องจากบริษัทไม่สามารถจำหน่ายหุ้นหลังโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงินได้ทั้งหมด ทำให้จำนวนหุ้นจดทะเบียนจะลดลงเหลือ 757.92 ล้านหุ้น มี upside เพิ่มขึ้น 8.59% (ซึ่งได้รวมอยู่ในประมาณการใหม่แล้ว) โดยโครงการซื้อหุ้นคืนคาดจะยังคงเป็นหนึ่งในมาตรการที่บริษัทเลือกใช้ในช่วงรอโอกาสการลงทุนมากขึ้น ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นการขยายธุรกิจเชิงรุกและการจ่ายปันผลเหมือนเมื่อก่อน
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” MAJOR ทั้งนี้ มองว่าราคาหุ้นปรับลดลงสะท้อนผลประกอบการที่อ่อนแอไปแล้ว โดยคาดหวังกำไรจะกลับมาเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 โดยคงมูลค่าพื้นฐานที่ 13.50 บาท ขณะที่คาดผลประกอบการในไตรมาส 2/68 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน แต่เทียบจากช่วงเกียวกันของปีก่อน ยังมีโอกาสชะลอตัวต่อแม้จะมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายมากขึ้น อาทิ Mission Impossible8, Thunderbolts แต่เทียบปีก่อนมีภาพยนตร์ฟอร์มดีหลายเรื่องที่ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท อาทิ หลานม่า, อนงค์, Godzilla vs Kong และ Inside Out 2
ทั้งนี้ คาดรายได้จากภาพยนตร์จะพลิกกลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ซึ่งมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่จากฝั่งฮอลลีวูดที่กระแสดีรอเข้าฉายหลายเรื่องมากกว่าเมื่อเทียบปีก่อน ได้แก่ Avatar 3, Superman, Fantastic 4, Jurassic World และภาพยนตร์ไทยภาคต่อที่แนวโน้มดีหลายเรื่อง ได้แก่ ธี่หยด 3, อีเรียมซิ่ง 2 และอนงค์ 2
สำหรับธุรกิจอื่น ๆ คาดจะฟื้นตัวดีกว่าครึ่งปีแรกอาทิธุรกิจป๊อปคอร์นที่เลิกใช้กลยุทธ์ปรับลดราคาและหาช่องทางการขายใหม่ ๆ มากขึ้น ส่วนรายได้โฆษณาคาดดีขึ้น เนื่องจากภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายมากขึ้นกว่าทั้งครึ่งปีแรกและปีก่อน
ส่วนประเด็นข่าวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ประกาศจะเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 100% สำหรับภาพยนตร์ที่ผลิตนอกประเทศสหรัฐฯ มองเป็น Sentiment ลบต่อหุ้น MAJOR ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงจาก 1) ภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่ถ่ายทำในต่างประเทศอาจลดลง หรือชะลอการผลิต เนื่องจากผลกระทบของภาษี 2) หากสตูดิโอสหรัฐฯ ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น หรือถูกตอบโต้จากประเทศอื่นก็อาจส่งผลให้ค่าลิขสิทธิ์ในการนำภาพยนตร์เข้าฉายในต่างประเทศแพงขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้เกิดขึ้น ต้องติดตามต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...