โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปณิธาน” จี้ไทยเร่งทำความเข้าใจสื่อต่างประเทศ หลัง “กัมพูชา” เดินเกมนำหน้าไทยอย่างเป็นระบบ

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 27 ก.ค. 2568 เวลา 14.35 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 14.34 น.
ภาพไฮไลต์

“ปณิธาน” ชี้ “ทรัมป์” โทรหาเป็นโอกาสดีผนึกทีมเศรษฐกิจและความมั่นคงเจรจาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ เป็นห่วงไทยตามหลัง “กัมพูชา” ในเวทีนานาชาติ ทำให้เสียเปรียบบนเวทีโลก

วันที่ 27 ก.ค. 2568 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ได้วิเคราะห์กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา โทรศัพท์ถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีของไทย เพื่อขอให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง มิฉะนั้นจะไม่เจรจาการค้าด้วย โดย รศ.ปณิธาน มองว่าแม้จะเพิ่มความซับซ้อนและสุ่มเสี่ยง แต่ก็เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยได้ต่อสายตรงกับประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งจะนำไปใช้ประโยชน์ในประเด็นความมั่นคงความขัดแย้ง และเรื่องภาษี เนื่องจากทรัมป์มักจะผูกโยงประเด็นความมั่นคงกับเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องผนึกกำลังทีมเศรษฐกิจและทีมความมั่นคงเข้าด้วยกันเพื่อใช้โอกาสนี้เจรจาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

ต้องมีตัวกลางไกล่เกลี่ย

รศ.ดร.ปณิธาน มองสถานการณ์ปัจจุบันว่า หากจะมีการหยุดยิงชั่วคราวหรือถาวร จำเป็นต้องมีตัวกลางในการไกล่เกลี่ยหรือประสานงาน บนพื้นฐานของการเจรจา พร้อมกับการสถาปนากำลังเข้าสู่พื้นที่เพื่อสร้างความปลอดภัยเพิ่มเติมให้กับประชาชน และป้องกันการรุกรานอธิปไตยของไทย ตามที่ได้แจ้งต่อสหประชาชาติแล้วว่าไทยถูกรุกรานนอกจากนี้ อาจต้องมีการวางแนวความปลอดภัยหรือแนวกันชนทางด้านความมั่นคง เหมือนที่เคยทำในอดีตช่วงสงครามกลางเมืองในกัมพูชา แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น

ต้องมีผู้สังเกตุการณ์

เพราะการเจรจาหยุดยิงต้องมีผู้บังคับใช้ข้อตกลงที่ชัดเจน และในระหว่างการเจรจาหรือระหว่างที่ยังบังคับใช้ข้อตกลงไม่ได้ มักจะมีการปะทะและการปกป้องตนเองเกิดขึ้น จึงต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้จะต้องมีคณะผู้สังเกตการณ์เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลง เนื่องจากมักจะมีฝ่ายที่ละเมิดอยู่เสมอ

เงื่อนไขหยุดยิงต้องรอบคอบ

สำหรับเงื่อนไขการหยุดยิง ควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยขณะนี้ไทยมีโอกาสที่จะให้ผู้ประสานงานผลักดันให้กัมพูชากลับมาอยู่ในกรอบทวิภาคี ตามที่ไทยได้ยื่นข้อเสนอต่อสหรัฐฯ ไปแล้วว่า หากกัมพูชาเสนอหยุดยิง ไทยก็ยินดี แต่กัมพูชาจะต้องกลับมาเจรจาตามที่ได้ตกลงไว้ว่าจะไม่กระทำเช่นนี้อีกในอนาคต

รับ “ทรัมป์” โยงภาษีทำซับซ้อน

รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แม้จะมีหลายประเทศแสดงความสนใจเข้ามาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย แต่ไทยต้องการให้เข้ามาเพียงแค่ประสานงานและสื่อสารโดยตรงกับกัมพูชา การมีคนกลางตอนนี้ถือเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตาม หากคนกลางคือสหรัฐฯ และนำเรื่องนี้ไปผูกโยงกับประเด็นภาษีและเศรษฐกิจ จะยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

รับไทยเสียเปรียบบนเวทีโลก

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวด้วยว่าประเด็นที่น่ากังวลคือ ประเทศไทยยังคงเสียเปรียบกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ ด้านการต่อสู้ทางข้อมูลข่าวสาร เพราะแม้ผู้แทนไทยจะชี้แจงรายละเอียดการละเมิดกฎกติการะหว่างประเทศของกัมพูชาได้อย่างดีเยี่ยม แต่ผลลัพธ์จาก UNSC กลับแทบไม่มีอะไรเลย ซึ่งผิดปกติอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2554 ที่เกิดการปะทะกัน และมีข้อยุติที่ชัดเจนจาก UN ออกมาหลายข้อ เช่น ให้หยุดยิงทันที การใช้แนวทางสันติวิธี การให้ประเทศที่เป็นประธานอาเซียน (อินโดนีเซียในขณะนั้น) เข้ามาไกล่เกลี่ย และการส่งผู้แทน UN เข้ามาสำรวจความเสียหาย

เชื่อกัมพูชาเตรียมพร้อมทุกอย่าง

และการที่ครั้งนี้ไม่มีข้อยุติที่ชัดเจนจาก UN อาจเป็นไปได้ว่ากัมพูชาได้มีการล็อบบี้นานาชาติ รวมถึงสมาชิกถาวรของ UNSC อย่างฝรั่งเศสและจีนไว้แล้ว หรือแม้แต่สหรัฐฯ เองก็อาจมีความสัมพันธ์ทางการทหารที่ใกล้ชิดกับกัมพูชา โดยกัมพูชาสามารถขอให้ UNSC บรรจุวาระเรื่องนี้ได้อย่างเร่งด่วนภายใต้หัวข้อ “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของนานาชาติ” ซึ่งครั้งก่อนไม่ได้บรรจุในวาระลักษณะนี้ แสดงให้เห็นว่ากัมพูชาก้าวไปไกลกว่าไทยในเวทีนานาชาติ และมีการเตรียมข้อมูลพร้อมทุกอย่าง

ไทยมีจุดอ่อนด้านสื่อสารตปท.

อีกทั้งสื่อต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงรายงานข่าวการปะทะว่าเป็น การปะทะซึ่งกันและกัน และแทบไม่มีการรายงานรายละเอียดว่ากัมพูชาโจมตีเป้าหมายพลเรือน และข่าวที่ต่างประเทศนำเสนอแสดงภาพลักษณ์ว่าไทยเป็นฝ่ายข่มเหงกัมพูชาด้วยซ้ำ ซึ่งไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์นี้ และควรเปิดวอร์รูมด้านการข่าวต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและสื่อสารในหลายภาษา ให้แต่ละประเทศเข้าใจในข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

ยังไม่บานปลายเป็นสงครามใหญ่

รศ.ดร.ปณิธาน มองว่า ขณะนี้การปะทะลดระดับลงบ้างแล้ว แต่อาจมีการประทุขึ้นเป็นระยะในบางจุด โดยไม่ได้ปะทะตลอดแนวหรือใช้อาวุธหนักจำนวนมาก ปฏิกิริยาของ UN, อาเซียน, สหรัฐฯ, จีน และยุโรป ทำให้มั่นใจในระดับหนึ่งว่าเหตุการณ์จะไม่บานปลายจนเกิดเป็นสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลดีกับไทย อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถตอบได้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ เพราะหน่วยปฏิบัติการทางการทหารทั้งสองฝ่ายยังคงทำหน้าที่ในพื้นที่ โดยฝ่ายไทยยังคงป้องกันการรุกรานอธิปไตยและการยึดพื้นที่ทางยุทธวิธีของกัมพูชา

มองโอกาสพลิกสถานการณ์

แม้ไทยจะได้เปรียบในเรื่องพื้นที่ กำลังพล และศักยภาพของกองทัพ แต่ในการต่อสู้บนเวทีระหว่างประเทศ ไทยยังคงเสียเปรียบและตามกัมพูชาไม่ค่อยทัน ดังนั้น การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ติดต่อมาจึงเป็นโอกาสที่ไทยต้องคิดหาทาง พลิกสถานการณ์ โดยขอให้สหรัฐฯ ช่วยเหลือในเวทีนานาชาติมากขึ้น เพื่อให้มีการประจาน ประณาม หรือกดดันกัมพูชาให้ชัดเจนในเรื่องการโจมตีพลเรือนและโรงพยาบาล ซึ่งผิดกฎกติกาสากลและร้ายแรงที่สุด หรือใช้ช่องทางที่ทรัมป์ติดต่อมาเป็นช่องทางพิเศษในการพูดคุยและกดดันอีกหลายประเทศให้ลดการสนับสนุนทางการเมืองและอาวุธยุทโธปกรณ์กับกัมพูชา รวมถึงหารือกับจีนให้ลึกซึ้งขึ้นเพื่อไม่ให้ส่งอาวุธให้กับกัมพูชา

จี้เร่งแจงสื่อนอก เขมร โจมตีพลเรือน

รศ.ดร.ปณิธาน กลาวด้วยว่า เราต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้สื่อต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันมีรายงานข่าวต่างประเทศน้อยมากที่ชี้ว่ากัมพูชาโจมตีพลเรือนไทย และมักนำเสนอภาพว่าไทยไปข่มเหงกัมพูชา ซึ่งไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงพื้นที่นี้ เพราะปัจจุบันกัมพูชาสร้างข่าวให้ต่างประเทศรับรู้อย่างต่อเนื่อง เช่น การอ้างว่าหยุดยิงแล้ว เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง ซึ่งไทยยังคงเสียเปรียบจุดนี้อยู่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ปณิธาน” จี้ไทยเร่งทำความเข้าใจสื่อต่างประเทศ หลัง “กัมพูชา” เดินเกมนำหน้าไทยอย่างเป็นระบบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...