โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Starbucks เนื้อหอม เกือบ 30 บริษัทแห่เสนอซื้อกิจการในจีน! มูลค่าพุ่ง 3.27 แสนล้านบาท แม้ส่วนแบ่งตลาดวูบ จาก 34% เหลือ 14%

THE STANDARD

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 03.38 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 03.38 น. • thestandard.co
Starbucks เนื้อหอม เกือบ 30 บริษัทแห่เสนอซื้อกิจการในจีน! มูลค่าพุ่ง 3.27 แสนล้านบาท แม้ส่วนแบ่งตลาดวูบ จาก 34% เหลือ 14%

หลังจากมีข่าวว่า Starbucks กำลังพิจารณาขายหุ้นในธุรกิจประเทศจีน ยักษ์ใหญ่ร้านกาแฟก็เนื้อหอมขึ้นมาทันที เพราะรายงานจาก CNBC ระบุว่า มีข้อเสนอจากนักลงทุนหลั่งไหลเข้ามามากมาย พร้อมประเมินมูลค่าธุรกิจในจีนไว้สูงสุดถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.27 แสนล้านบาท)

แหล่งข่าวระบุว่า มีบริษัทไพรเวตอิควิตี้ (PE) ทั้งในและต่างประเทศเกือบ 30 แห่งได้ยื่นข้อเสนอเข้ามาแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Centurium Capital (ผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Luckin Coffee), Hillhouse Capital, Carlyle Group และ KKR

การแข่งขันที่ดุเดือดนี้ฉายภาพให้เห็นว่าดีลของ Starbucks เป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่นักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสเติบโตในตลาดจีน

ความเนื้อหอมนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่บรรดาบริษัทจัดการกองทุนต้องรีบนำเงินทุนสำรอง (Dry Powder) ที่มีอยู่มหาศาลออกมาใช้ หลังจากตลาดการซื้อขายกิจการในจีนซบเซามานาน

“การปิดดีลให้ได้และนำเงินทุนที่ไม่ได้ใช้งานไปลงทุนคือภารกิจสำคัญที่สุดในตอนนี้” ผู้คร่ำหวอดในวงการกล่าว พร้อมเสริมว่าการได้เป็นส่วนหนึ่งของดีลใหญ่อย่าง Starbucks ถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือของบริษัทจัดการกองทุนเหล่านี้ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทายเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม Starbucks ได้ออกมาย้ำจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ทิ้งธุรกิจในจีนไปทั้งหมด โดยโฆษกของบริษัทระบุว่าจะยังคงถือ ‘หุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ’ ต่อไป ซึ่งอาจหมายถึงการถือหุ้นไว้ประมาณ 30% และแบ่งส่วนที่เหลือให้กับกลุ่มผู้ซื้อหลายราย เพื่อกระจายความเสี่ยงและดึงความเชี่ยวชาญจากพันธมิตรที่หลากหลายเข้ามาช่วยในการเติบโตสู่เป้าหมาย 20,000 สาขาในอนาคต

‘กลยุทธ์’ ดึงพันธมิตรท้องถิ่นเข้ามาถือหุ้นนี้เคยถูกใช้มาแล้วโดย McDonald’s ในปี 2017 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในครั้งนั้น McDonald’s ได้ขายหุ้นใหญ่ในจีนและฮ่องกงให้กับกลุ่มทุนจีนและ Carlyle แต่ยังคงถือหุ้นส่วนน้อยไว้เพื่อรับผลประโยชน์จากการเติบโต

สำหรับ Starbucks สาเหตุสำคัญที่บีบให้ยักษ์ร้านกาแฟต้องปรับทัพ คือการเผชิญมรสุมสามด้านพร้อมกัน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรง, พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างหนักจาก 34% ในปี 2019 เหลือเพียง 14% ในปี 2024 ให้กับคู่แข่งท้องถิ่นราคาประหยัดอย่าง Luckin Coffee รวมถึงแบรนด์ชานมไข่มุกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ในยุคที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคชาวจีนไม่ต้องการจ่ายเงินในราคาพรีเมียมเพื่อแบรนด์ต่างชาติอีกต่อไป ตราบใดที่ยังมี ‘สินค้าทดแทนที่ดีพอ’ ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ทำให้ Starbucks ต้องดิ้นรน ‘เอาตัวรอด’ ด้วยการลดราคาเครื่องดื่มบางรายการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และออกเมนูใหม่ๆ เพื่อเอาใจลูกค้า แต่ยอดขายสาขาเดิมก็ยังคงทรงตัวหลังจากที่ลดลงติดต่อกันถึง 4 ไตรมาส

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือต้นทุนค่าเช่าที่อาจพุ่งสูงขึ้นในอนาคต ในอดีต Starbucks มักได้รับข้อเสนอส่วนลดค่าเช่าจากห้างสรรพสินค้าเพื่อใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้า แต่แนวโน้มนี้อาจกำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็อาจกลายเป็นหายนะต่อผลกำไรของบริษัท นี่จึงเป็นเหตุผลที่การมีพันธมิตรท้องถิ่นที่มีความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

นักวิเคราะห์มองว่าการนำพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เข้ามาจะช่วยลดช่องว่างการรับรู้ระหว่างสำนักงานใหญ่และทีมในจีน ซึ่งมักเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจที่รวดเร็ว

ฮั่น เซิน หลิน ผู้อำนวยการของ The Asia Group เปรียบเปรยสถานการณ์นี้ว่า “เหมือนสมาชิกในทีมเดียวกันกำลังอ่านบทคนละฉบับเพื่อตัดสินใจร่วมกัน” การมีพันธมิตรท้องถิ่นจึงเป็นไพ่ตายที่จะช่วยให้ Starbucks กลับมาตอบสนองตลาดได้เร็วและตรงจุดยิ่งขึ้นในสมรภูมิกาแฟที่ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ที่ปรับตัวช้า

ภาพ: Kevin Frayer/Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...