AOT ปิดลบกว่า 8% เซ่นข่าวยกเลิกดิวตี้ฟรี การท่าฯ แจงอยู่ระหว่างหารือ “King Power” ฟากโบรกฯ แนะ “ขาย” พร้อมหั่นกำไร 19%
AOT ปิดลบกว่า 8% เซ่นข่าวรับหนังสือขอยกเลิกดิวตี้ฟรี ด้าน “การท่าฯ” แจงยังอยู่ระหว่างพิจารณาหาทางออกร่วมกับ “King Power” ส่วนโบรกฯ แนะ “ขาย” พร้อมหั่นคาดการณ์กำไรปี 69 ลง 19% รับปัจจัยลบรอบด้าน
วันนี้ (16 มิ.ย. 68) ราคาหุ้นของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 27.25 บาท ลดลง 2.50 บาท หรือ -8.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4,190.76 ล้านบาท โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง คาดว่ามาจากความกังวลกรณีที่มีข่าวว่า King Power ยื่นคำร้องขอยกเลิกสัญญา Duty Free ทั้งหมดต่อ AOT
อย่างไรก็ดี ช่วงเช้าของวันนี้ AOT ได้แจ้งต่อตลากหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุ ตามที่ได้ปรากฏข่าวในสื่อออนไลน์ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ระบุว่าบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) ได้มีหนังสือถึงบริษัทฯ เพื่อขอหารือแนวทางยกเลิกสัญญา อนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่
เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ การหยุดดำเนินการร้านค้าปลอดอากรขาเข้าจากนโยบายภาครัฐ การลดภาษีสินค้าประเภทไวน์อันส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายภายในร้านค้าปลอดอากร การขอคืนพื้นที่ประกอบกิจการของ ทอท. การขาดมาตรการเชิงรุก ของภาครัฐในการบริหารจัดการความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวส่งผลต่อการลดลงของนักท่องเที่ยวชาวจีน สถานการณ์ภายในประเทศไทยที่ส่งผลทางลบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวและจำนวนผู้โดยสาร สถานการณ์แพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รวมถึงสถานการณ์สงครามและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ส่งผลทั้งในทางตรงและทางอ้อมให้ KPD ไม่สามารถประกอบกิจการและปฏิบัติตามสัญญา ที่ได้ตกลงไว้ อีกทั้งยังส่งผลให้ KPD ต้องประสบกับภาวะการขาดทุนมาโดยตลอด โดยที่ปัจจัยข้างต้นเป็นเหตุสุดวิสัย ที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำหรือความผิดของ KPD แต่ประการใด
ทั้งนี้ ทอท.ได้รับหนังสือดังกล่าวจาก KPD โดย KPD มีวัตถุประสงค์เพื่อขอหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สามารถยังคงประกอบกิจการต่อไปได้ หรือข้อยุติอื่น ๆ รวมถึงแนวทางในการ พิจารณาหากจะมีการขอยกเลิกสัญญาฯ ซึ่ง ทอท. และ KPD ควรต้องเจรจาร่วมกันเพื่อให้เกิดแนวทางแก้ไขอันเป็นธรรมต่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ซึ่งสอดคล้องและสามารถดำเนินการได้ตามที่ระบุในเงื่อนไขสัญญาฯ
โดยปัจจุบัน ทอท.อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อหารือแนวทางกับ KPD รวมถึงการดำเนินการจัดจ้าง ที่ปรึกษาที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ทางเลือกที่เป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาในการ ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานของ ทอท. พร้อมทั้งเสนอแนะทางเลือกที่ได้จาก ผลการศึกษาและวิเคราะห์ที่เหมาะสมที่สุดในการดำเนินการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดต่อ ทอท. และเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ KPD ยังคงประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานของ ทอท.ตามปกติ
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ สื่อท้องถิ่นรายงานว่า King Power (KP) ได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อ AOT เพื่อยกเลิกสัญญาร้านค้าปลอดอากร (duty-free) ทั้งสามสัญญา ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK), ดอนเมือง (DMK) และท่าอากาศยานภูมิภาคสามแห่งภายใต้การบริหารของ AOT ได้แก่ ภูเก็ต (HKT), เชียงใหม่ (CNX) และหาดใหญ่ (HDY) โดยคาดว่า AOT จะสรุปการเจรจากับ KP ภายในสองเดือน
อย่างไรก็ตาม KP ได้ยกเหตุผลหลายประการสำหรับการยกเลิกสัญญา ได้แก่ การยกเลิกการขาย duty-free สำหรับผู้เดินทางเข้า, การลดภาษีสรรพสามิตไวน์, การลดลงของยอดขายเนื่องจากพื้นที่ค้าปลีกที่ถูกเรียกคืน, การสนับสนุนการท่องเที่ยวจากภาครัฐที่ไม่เพียงพอ, สภาพเศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอ, ผลกระทบที่ยืดเยื้อจาก COVID-19 และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ควบคู่กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ คงคำแนะนำ “ขาย” สำหรับ AOT โดยปรับมูลค่าที่เหมาะสม (Target Price) เป็น 25.00 บาท ลดลงจาก 37.00 บาท โดยมูลค่าที่เหมาะสมนี้คิดเป็นอัตราส่วน P/E ปี 2569 ที่ 18.3 เท่า ซึ่งสอดคล้องกับผู้ประกอบการท่าอากาศยานในภูมิภาค (ยกเว้นท่าอากาศยานในจีน)
อีกทั้งได้ปรับลดคาดการณ์กำไรลง 19% สำหรับปี 2569 และ 17% สำหรับปี 2570 จาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1. ปรับลดคาดการณ์จำนวนผู้เดินทางต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสาร (PAX) ลดลงราว 5-7%
2. ปรับลดคาดการณ์การใช้จ่ายต่อผู้โดยสารในทุกสนามบิน โดยลดรายได้สัมปทานต่อผู้โดยสารลง 20% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ KP เกี่ยวกับความท้าทายด้านกำไรในส่วน duty-free
3. ปรับสมมติฐานตามข้อมูลกำไรรายไตรมาสล่าสุด ซึ่งรวมถึงรายได้สัมปทานต่อผู้โดยสารปี 2568 ที่สูงกว่าคาด เนื่องจาก AOT รับรู้รายได้รอการรับรู้ ตรงข้ามกับคาดการณ์เดิมที่ประเมินว่าจะมีการลดการชำระเงิน
อย่างไรก็ดี ยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้าน downside ที่อาจเกิดขึ้นราว 1.4 บาทต่อหุ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับหนังสือค้ำประกันธนาคารที่ค้างอยู่จาก King Power หาก AOT ไม่สามารถเรียกคืนทั้งหนังสือค้ำประกันการชำระเงินรอการรับรู้ และหนังสือค้ำประกันสัญญาเต็มจำนวนได้ ความสูญเสียรวมอาจสูงถึง 20,000 ล้านบาท ตามประมาณการของ บล.ทิสโก้