‘หิ่งห้อย’ และ ‘มนุษย์’ ความสัมพันธ์อันงดงามที่ไม่จีรัง เมื่อแมลงประกายแสงยามมืดมิด อาจหมดอายุขัยจากโลกนี้ในไม่ช้า
แสงไฟยามค่ำคืนสว่างไสวไปทั่วเมืองมาหลายร้อยปีนับตั้งแต่มนุษย์ประดิษฐ์หลอดไฟขึ้นมา ราตรีไร้ความมืดนี้ทำให้มนุษย์รู้สึกปลอดภัยและมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ แต่แสงสว่างถือเป็นมลภาวะอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตหลายชนิด หนึ่งในสัตว์ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือ ‘หิ่งห้อย’ แมลงที่เปล่งแสงเพื่อหาคู่และสืบพันธุ์
เมื่อแสงสว่างที่มากเกินไปรบกวนกระบวนการทางธรรมชาติของพวกมัน หิ่งห้อยจึงมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหิ่งห้อยตัวผู้ไม่สามารถมองหาหิ่งห้อยตัวเมียที่กำลังเปล่งแสงเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของพวกมันได้
โดยธรรมชาติหิ่งห้อยมักอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำและต้นไม้ เช่น ต้นลำพู ต้นลำแพน หรือพุ่มไม้ที่สามารถซ่อนตัวได้ ซึ่งจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่อากาศและน้ำสะอาดเท่านั้นและไม่มีแสงรบกวน เพราะตัวอ่อนของหิ่งห้อยจะอาศัยอยู่ในดินชื้นแฉะโดยกินหอยทากและไส้เดือนเป็นอาหารก่อนจะโตเต็มวัยที่กระพริบแสงเพื่อหาคู่ได้ หากกระบวนการส่วนไหนถูกรบกวนหิ่งห้อยก็ไม่สามารถอยู่รอดได้
ปัจจุบันหิ่งห้อยจึงกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยากจะพบเจอและหลายคนยังไม่เคยเห็นหิ่งห้อยเลยสักครั้งในชีวิต แม้นี่จะเป็นเพียงแมลงตัวน้อยในบรรดาสิ่งมีชีวิตมากมายบนโลก แต่ ‘หิ่งห้อย’ ถือเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ก่อนมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นมาและดำรงเผ่าพันธุ์มาได้หลายร้อยล้านปีจนถึงปัจจุบัน
หิ่งห้อยจึงมักอยู่ในส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในหลายยุคสมัยและผูกพันกับวัฒนธรรมของผู้คนทั่วโลก แม้ในหลายประเทศจะมีมุมมองต่อหิ่งห้อยแตกต่างกันออกไป แต่แมลงที่ส่องแสงสวยงามยามค่ำคืนคือความงามของธรรมชาติที่ถูกถ่ายทอดเป็นผลงานศิลปะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบทกวี ภาพวาด นิทาน และภาพยนตร์ต่างๆ
เนื่องในวันหิ่งห้อยโลกปี 2025 ที่จะตรงกับวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคมนี้ ไทยรัฐพลัสชวนตามหาแสงของแมลงตัวจ้อยที่เรียกว่าหิ่งห้อยผ่านวัฒนธรรมและความเชื่อต่างๆ จากทั่วโลกที่สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในอดีตสู่ปัจจุบันที่แสงเหล่านั้นกำลังริบหรี่ลงไปทุกที
ความงามแสงหิ่งห้อยเปรียบดั่งเพชรในวรรณกรรมไทย
เมื่อลองพินิจดูคำว่า ‘หิ่งห้อย’ ถือเป็นชื่อแมลงที่มีเอกลักษณ์และเป็นคำไทยแท้โดยไม่มีการยืมภาษาอื่น ถือเป็นสิ่งสะท้อนว่าหิ่งห้อยอยู่คู่กับวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน ในสมัยก่อนคนไทยมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับหิ่งห้อย เช่น หากแสงหิ่งห้อยเข้าตา ตาจะบอด หรือถ้าหิ่งห้อยบินเข้าบ้านใคร ในวันรุ่งขึ้นบ้านนั้นจะมีคนตาย หรือจะมีคนเกิด 1 คน หรือจะมีเพื่อนเก่ามาเยี่ยมเยือนในอีกไม่นาน
ในบางพื้นที่เชื่อว่าหิ่งห้อยอาจเปรียบเสมือนวิญญาณของผู้ล่วงลับที่กลับมาเยี่ยมครอบครัว หรือมาปรากฏกายให้เห็น นอกจากนี้ยังมีข้อต้องห้ามในสมัยโบราณห้ามจับหิ่งห้อยมาเล่นหรือนำมาขังใส่ขวดโหลในบ้าน เพราะเชื่อว่าไม่เป็นมงคล หรืออาจนำเรื่องไม่ดีมาให้บ้านได้ ซึ่งเป็นอุบายที่ดีในการห้ามคนไม่ให้ไปรบกวนธรรมชาติ
แม้จะมีความเชื่อเหล่านี้อยู่บ้าง แต่ความสวยงามของแสงหิ่งห้อยก็ช่างน่าเชยชมและถูกนำไปเปรียบเปรยในบทวรรณกรรมหรือวรรณคดีต่างๆ มาหลายยุคสมัย
เช่น ในสมัยอยุธยา เจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่ถูกยกย่องให้เป็นกวีเอกในยุคนั้นเคยแต่งกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกในบทหนึ่งว่า
ปีเถาะจำเพาะกต่าย เคราะห์พี่ร้ายเจ้าหายไป
เทียวหาลาแห่งใด ใจเรียมฝ่อบเห็นนาง
สสานาเมศอ้าง อรไคล
เคราะห์พี่ร้ายนางไกล โศกสร้อย
เรียมเดียวเที่ยวแดนใด ดูทั่ว
ใจพี่เท่าหิ่งห้อย ฝ่อแล้วอรเอย ฯ
บทประพันธ์นี้เจ้าฟ้ากุ้งทรงพรรณนาถึงความรู้สึกโศกเศร้าเมื่อคิดถึงนางอันเป็นที่รัก เปรียบเทียบความรู้สึกกับหิ่งห้อย
หรือในบทละครรำเรื่อง อิเหนา โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยหรือรัชกาลที่ 2 มีบทพรรณนาว่า
น้ำค้างตกต้องใบพฤกษา จับแสงจันทราจำรัสฉาย
หิ่งห้อยย้อยระยับจับไม้ราย พรายพรายแพร้วแพร้วที่แถวทาง
นอกจากนี้ในนิราศวัดเจ้าฟ้า ที่เชื่อกันว่าถูกแต่งโดยกวีเอกของไทยอย่าง สุนทรภู่ เคยเอือนเอ่ยถึงหิ่งห้อยว่า
พอฟ้าคล้ำค่ำพลบเสียงกบเขียด ร้องกรีดเกรียดเกรียวแซ่ดังแตรสังข์
เหมือนเสียงฆ้องกลองโหมประโคมวัง ไม่เห็นฝั่งฟั่นเฟือนด้วยเดือนแรม
ลำภูรายชายตลิ่งล้วนหิ่งห้อย สว่างพรอยแพร่งพรายขึ้นปลายแขม
อร่ามเรืองเหลืองงามวามวามแวม กระจ่างแจ่มจับน้ำเห็นลำเรือฯ
เช่นเดียวกับนิราศพระประธม แต่งโดยสุนทรภู่ เคยพรรณนาถึงการเชยชมหิ่งห้อยว่า
บางขุนนนต้นลำภูดูหิ่งห้อย
เหมือนเพ็ชรพลอยพรายพร่างสว่างไสว
จังหรีดร้องซร้องเสียงเรียงเรไร
จะแลไหนเงียบเหงาทุกเหย้าเรือน
บทนี้ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าในกรุงเทพฯ เคยมีหิ้งห้อยอาศัยอยู่มาก่อนและต้นลำภูหรือต้นลำพูคือแหล่งอาศัยของหิ่งห้อยมาตั้งแต่ในอดีต แต่ปัจจุบันเมื่อต้นลำพูลดลงและกรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองมากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันเราแทบไม่เคยเห็นหิ่งห้อยในกรุงเทพฯ เลย แต่หิ่งห้อยก็ยังคงอาศัยอยู่ในบางพื้นที่ของไทย เช่น อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม, คุ้งบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ และบริเวณค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี พบเห็นได้ในช่วงในระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ซึ่งหลายพื้นที่ถือเป็นพื้นที่อนุรักษ์หิ่งห้อยและยังมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
หิ่งห้อยสัญลักษณ์แทนปรัชญาชีวิตในญี่ปุ่น
หิ่งห้อยในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า โฮตารุ (Hotaru) เขียนด้วยอักษรคันจิที่รวมคำว่าแมลงและเรืองแสงภายในตัวอักษรเดียว ในวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นในอดีตเชื่อว่าหิ่งห้อยคือวิญญาณของนักรบที่เสียชีวิตในการต่อสู้ เนื่องจากเคยมีเรื่องเล่าในตำนานเฮเกะ (Tale of the Heike) ที่กล่าวถึงวิญญาณของนักรบซามูไรผู้ล่วงลับกลายเป็นหิ่งห้อย และผูกโยงไปกับความเชื่อที่ว่าหิ้งห้อยคือวิญญาณของบรรพบุรุษหรือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือภาพยนตร์อนิเมชั่น ‘สุสานหิ่งห้อย’ (Grave of the Fireflies) ที่ใช้หิ่งห้อยเป็นสัญลักษณ์แทนความหวังอันริบหรี่และความสูญเสียในสงคราม
นอกจากนี้หิ่งห้อยยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของปรัชญาชีวิตของคนญี่ปุ่นที่เรียกว่า โมโน โนะ อาวาเระ (Mono no Aware) เป็นแนวคิดที่สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของสิ่งต่างๆ ในชีวิต โมโน โนะ อาวาเระ จึงเป็นความรู้สึกเศร้าต่อการชื่นชมความงามอันไม่จีรัง เฉกเช่นแสงของหิ่งห้อยอันงดงามที่สว่างไสวในยามค่ำคืนแต่ก็ต้องลาจากไปเมื่อยามรุ่งอรุณ
สืบเนื่องจากแนวคิดนั้น หิ่งห้อยจึงหมายรวมไปถึงความรัก อีกทั้งในวัฒนธรรมญี่ปุ่นในสมัยโบราณคู่รักมักนัดพบเจอตามริมแม่น้ำ การที่คู่รักได้มองดูหิ่งห้อยกระพริบแสงในยามค่ำคืนร่วมกันถือเป็นกิจกรรมที่โรแมนติกและเงียบสงบ
หิ่งห้อยปรากฏในงานศิลปะญี่ปุ่นมากมาย โดยเฉพาะ ภาพพิมพ์อุคิโยเอะ (Ukiyo-e) ที่มักแสดงภาพหญิงสาวหรือผู้คนกำลังชื่นชมหิ่งห้อยริมน้ำ หรือในฉากกลางคืนที่สวยงาม นอกจากนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจในบทกวีสั้นไฮกุ (Haiku) และวรรณกรรมต่างๆ นับตั้งแต่สมัยเอโดะ เช่น บทกวีไฮกุของมัตสึโอะ บาโช (Matsuo Bashō) ที่กล่าวว่า
ほたる飛ぶ
光の速さで
闇を裂く
(Hotaru tobu Hikari no hayasa de Yami o saku)
แปลว่า ‘เจ้าหิ่งห้อยที่โบยบินดั่งความเร็วแสงผ่านความมืดมิด’ บทนี้เป็นการพรรณนาภาพที่เรียบง่าย แต่แสดงให้เห็นถึงความทรงพลังของหิ่งห้อยที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในยามค่ำคืน สะท้อนถึงความงามที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ
นอกจากนี้ยังมีบทกวีไฮกุอีกมากมายที่กล่าวถึงหิ่งห้อย โดยมักจะสื่อถึงความงาม ความเปราะบาง ความโรแมนติก หรือความเศร้าสร้อยที่มาพร้อมกับฤดูร้อน
ปัจจบันยังมีผลงานหนังและแอนิเมะมากมายที่ยังนำหิ่งห้อยเข้ามาเล่าเรื่องราวรักโรแมนติกอยู่ แต่น่าเสียดายที่จำนวนหิ่งห้อยในญี่ปุ่นก็ลดลงมากเช่นเดียวกัน เนื่องจากมลพิษและในอดีตเคยมีธุรกิจขายหิ่งห้อย ส่งผลให้หิ่งห้อยจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว ทางด้านรัฐบาลญี่ปุ่นก็พยายามอนุรักษ์หิ่งห้อยโดยกำหนดเป็นพื้นที่อนุรักษ์และเพาะพันธ์หิ่งห้อยให้กลับสู่ธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีการจัดเทศกาลชมหิ่งห้อยในหลายพื้นที่เพื่อให้ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์หิ่งห้อยเหล่านี้ไว้
นักปราชญ์และหิ่งห้อยในวรรณกรรมจีน
ในวรรณกรรมจีน หิ่งห้อยมักถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของความขยันหมั่นเพียร ความมุ่งมั่น และความงดงามตามธรรมชาติ เพราะในอดีตมีเรื่องเล่าของนักปราชญ์เชออิ่น (车胤) บุคคลสำคัญในสมัยราชวงศ์จิ้นที่ใช้แสงจากหิ่งห้อยจับมาใส่ถุงผ้าเพื่อเป็นแสงสว่างในการอ่านหนังสือยามกลางคืน เนื่องจากครอบครัวไม่มีเงินซื้อน้ำมันตะเกียง
โดยทั่วไปหิ่งห้อยในวรรณกรรมจีนมักปรากฏในบทกวีที่พรรณนาถึงทิวทัศน์ธรรมชาติในฤดูร้อน หรือใช้เป็นสัญลักษณ์แฝงถึงความอุตสาหะและการใฝ่รู้ โดยเฉพาะนักกวีในช่วงราชวงศ์ถัง เช่น ตู้ฝู่ (Du Fu), หลัวเย่ (Luo Ye) และสวี่อิ่น (Xu Yin) ที่กล่าวในบทกวีบรรยายถึงความงามของหิ่งห้อยในยามค่ำคืน ซึ่งบางครั้งหิ่งห้อยก็กลายเป็นตัวแทนของความเจริญรุ่งเรืองที่นำโชคลาภมาให้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้จีนและญี่ปุ่นยังมีวัฒนธรรมร่วมกันที่มองหิ่งห้อยเกี่ยวกับความรักและความหมายของหิ่งห้อยที่สื่อถึงความขยันหมั่นเพียรก็ถูกส่งต่อไปยังญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
ปัจจุบันประเทศจีนก็ประสบปัญหาหิ่งห้อยลดลงเช่นเดียวกัน และยังมีการลักลอบนำหิ่งห้อยมาขายเป็นของหายาก โดยนำประดับตกแต่ง เช่น ในงานแต่ง งานเทศกาลหรือสวนสนุก ซึ่งมักอยู่ได้ไม่นานก็ตาย เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการทำลายแหล่งที่อยู่ของหิ่งห้อยอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลจีนยังไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาเมืองต่อไป
การสำรวจโดย Firefly Conservation Research Center (FCRC) เมื่อปี 2017 พบว่าเด็กในเมืองของจีนถึง 95% ไม่เคยเห็นหิ่งห้อยเลย ซึ่งบ่งชี้ว่าพวกมันแทบจะสูญพันธุ์ไปจากเขตเมืองแล้ว แม้หิ่งห้อยบางสายพันธุ์จะถือเป็นสัตว์คุ้มครองแล้ว แต่การอนุรักษ์ต่างๆ ยังถูกขับเคลื่อนด้วยภาคประชาชนและองค์กรอนุรักษ์ทำให้ยากจะอนุรักษ์หิ่งห้อยได้จริง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดการตระหนักรู้และการพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กระบวนการฟื้นฟูยังคงเป็นเรื่องยาก
เวทมนตร์จากแสงหิ่งห้อยในยุโรป
ในวรรณกรรมยุโรป โดยเฉพาะในยุคโรแมนติกและวิกตอเรีย หิ่งห้อยมักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์เชิงอุปมาอุปไมยที่เกี่ยวข้องกับแสงสว่าง ความลึกลับ เวทมนตร์ ความเปราะบางและบางครั้งก็เชื่อมโยงกับโลกแห่งเทพนิยาย
อัลเฟรด เทนนิสัน (Alfred Tennyson) กวีเอกชาวอังกฤษในยุควิกตอเรีย เขียนบทกวี ‘Locksley Hall’ (1835) โดยเปรียบเทียบกลุ่มดาวลูกไก่ที่ส่องประกายเหมือนฝูงหิ่งห้อย
จอห์น รัสกิน (John Ruskin) นักวิจารณ์ศิลปะและนักเขียนชาวอังกฤษในยุควิกตอเรีย มีงานเขียนที่พรรณนาถึงความงามและความไม่จีรังของหิ่งห้อย
Thomas Moore (โธมัส มัวร์) กวีชาวไอร์แลนด์ยุคโรแมนติกยังมักจะพรรณนาถึงความงดงามและความโรแมนติกของหิ่งห้อย โดยเน้นที่แสงอันอ่อนโยนของหิ่งห้อย ที่ส่องสว่างในความมืด เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่ซ่อนเร้น หรือความสุขเล็กๆ น้อยๆ
นอกจากนี้ในนิทานพื้นบ้านยุโรปบางเรื่องมักมีตัวละครที่ใช้หิ่งห้อยเป็นแสงสว่างในการร่ายมนตร์ หรือเป็นผู้นำทางในป่า เช่น นิทานเรื่อง หนอนเรืองแสง (The Glow-Worm) ใช้หิ่งห้อยเป็นตัวละครที่แสดงถึงความสามารถในการให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น หรือเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและสิ่งดีๆ ที่สามารถส่องประกายได้แม้ในยามมืดมิด
ปัจจุบันในยุโรปมีจำนวนหิ่งห้อยลดลง ด้วยเหตุผลใกล้เคียงกันคือมลภาวะทางแสง ยาฆ่าแมลงและการใช้ที่ดินทำเกษตรกรรม
ในหลายประเทศของยุโรปจึงพยายามเข้าไปอนุรักษ์และให้เจ้าของที่ดินคำนึงถึงการดูแลแหล่งที่อยู่ของหิ่งห้อยด้วย เช่น ไม่ควรตัดหญ้าสั้นเกินไป ให้หลงเหลือพุ่มไม้หรือใบไม้แห้งไว้ และลดการใช้ยาฆ่าแมลง รวมถึงให้ความรู้กับประชาชนด้วย
แสงหิ่งห้อยแห่งความหวังในอเมริกา
ในวัฒนธรรมพื้นเมืองอเมริกา มีชนเผ่าบางกลุ่มเช่น เผ่าโฮปิ (Hopi) เชื่อว่าหิ่งห้อยเป็นแสงนำทางในความมืด ช่วยนำทางผู้ที่หลงทาง และบางเผ่าเชื่อว่าหิ่งห้อยคือวิญญาณของบรรพบุรุษกลับมาเยี่ยมลูกหลาน นอกจากนี้ยังมีบางความเชื่อมองว่าหากหิ่งห้อยปรากฏตัวให้เห็นถือเป็นสัญญาณของความโชคดี การเริ่มต้นใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
ขณะที่ในอเมริกาใต้ มีตำนานพื้นบ้านของบราซิลที่เล่าถึงหิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเวทมนตร์ ความลึกลับ และสิ่งเร้นลับของป่าเช่นเดียวกับยุโรป เช่น ตำนานพื้นบ้านบราซิลบางเรื่องเล่าว่าในอดีตกาลมีเด็กน้อยที่บริสุทธิ์และมีความสุขมาก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น การเจ็บป่วย หรือโศกนาฏกรรม เด็กน้อยได้เสียชีวิตไป เหล่าวิญญาณในป่าหรือเทพเจ้าแห่งธรรมชาติรู้สึกเสียใจและสงสารในความบริสุทธิ์ของเด็กน้อย จึงได้เปลี่ยนวิญญาณของเด็กนั้นให้กลายเป็น ‘หิ่งห้อย’
แสงของหิ่งห้อยจึงเป็นสัญลักษณ์ของวิญญาณที่บริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความสุขของเด็กน้อยที่ยังคงส่องสว่างอยู่ในยามค่ำคืน เพื่อเป็นแสงนำทางให้กับผู้หลงทางในป่า หรือเป็นประกายแห่งความหวังและความทรงจำ
ปัจจุบันในสหรัฐฯ มีบางรัฐขึ้นทะเบียนหรือกำลังพิจารณาให้หิ่งห้อยบางชนิดเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมาย เช่น รัฐเดลาแวร์ ในอุทยานแห่งชาติบางแห่งยังเริ่มจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งที่อยู่และพฤติกรรมการหาคู่ของหิ่งห้อยด้วย
นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติและชุมชนบางแห่งยังส่งเสริมการใช้มาตรการ Dark Sky Initiatives (ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิด) เพื่อควบคุมการใช้แสงไฟนอกอาคาร ลดความเข้มของแสง และใช้โคมไฟที่มีที่บังแสงเพื่อไม่ให้แสงรั่วไหล
อายุขัยบนโลกของ ‘หิ่งห้อย’ เริ่มลดน้อยลงไปในทุกขณะ นักวิจัยบางส่วนระบุว่าคนยุคนี้อาจเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้เห็นหิ่งห้อย และไม่แน่ว่าในอนาคตหิ่งห้อยจะเหลือตัวตนเพียงในเรื่องเล่า
บนโลกที่เต็มไปด้วยมลภาวะคงเป็นเรื่องยากหากจะฟื้นให้กลับมาเหมือนเดิม แต่การทำให้ธรรมชาติกลับมาดีขึ้นไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหิ่งห้อยนั้นคือตัวบ่งชี้สำคัญว่าพื้นที่ตรงไหนที่ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
แม้หิ่งห้อยจะเป็นเพียงแมลงตัวจ้อยบนโลกอันกว้างใหญ่ แต่มันกลับสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์ทั่วโลกอย่างลึกซึ้ง หากความสัมพันธ์เหล่านั้นยังไม่หายไป ไม่แน่ว่าวันหนึ่งเราอาจเห็นหิ่งห้อยกลับมาเปล่งแสงให้เราเห็นก็ได้
อ้างอิง:legacy.orst.go.th,silpa-mag.co, matichon.co.th/weekly, sanook.com, xerces.org,japan.travel, poetryfoundation.org
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath