โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"สุนันทา" เปิดเกมรุกส่งออก สู้ภาษีทรัมป์ ดันสินค้าไทย บุกสหรัฐฯ-เจาะตลาดใหม่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 09.01 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 23.15 น.

ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน และกำลังเผชิญหน้ากับการขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ สร้างแรงสั่นสะเทือนอีกครั้งต่อห่วงโซ่การค้าทั่วโลก ที่อาจกลับมาอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ซึ่งบทบาทในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งออกเชิงรุก สร้างความได้เปรียบให้ผู้ประกอบการไทย

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแนวนโยบายล่าสุดและมาตรการรับมือเชิงรุก ว่า มาตรการแรกที่ทำทันที คือ การเร่งชิงพื้นที่ตลาดสหรัฐฯ จากสินค้าจีน ไทยมีสินค้า 8 กลุ่มที่มีศักยภาพสูงในการเข้ามาแทนที่สินค้าจีนที่ถูกตั้งกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ได้แก่ ยางล้อ ถุงมือยางและผลิตภัณฑ์ยางพารา เครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ข้าว ผลไม้แปรรูป อาหารกระป๋อง และเฟอร์นิเจอร์

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการค้า ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ โดยส่งเสริมผู้ประกอบการไทยขยายตลาดทดแทน โดยเฉพาะตลาดที่มี FTA กับไทย โดยปัจจุบันไทยมี FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ และ FTA ที่ลงนามแล้วและอยู่ระหว่างการ ดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ 3 ฉบับ นอกจากนี้ต้องเร่งหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ

นอกจากนี้ กรมฯ ยังสั่งการทูตพาณิชย์ทั้งในสหรัฐอเมริกาและจากสำนักงานฯ ทั่วโลก เร่งผลักดันและขยายตลาดสินค้าศักยภาพไทย รวมถึงสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานด้านการค้าและ ผู้ซื้อ/ผู้นำเข้ารายใหม่ที่สำคัญ ในพื้นที่เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย

อย่างไรก็ดีภาคเอกชนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งออก ทั้งในสถานการณ์การค้าปกติและฉุกเฉิน ภาครัฐจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึก ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ตลอดจนรับทราบปัญหาและอุปสรรค เพื่อนำมาใช้ประกอบการกำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการรองรับต่างๆ ที่ตอบโจทย์สถานการณ์ฯ

สินค้าเสี่ยงขึ้นภาษีในอนาคต

สำหรับสินค้าไทยประเภทที่เสี่ยงจะถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมในอนาคตนั้น จะเป็นกลุ่มสินค้าที่มักถูกสวมสิทธิ์และถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อใช้ไทยเป็นทางผ่านในการเลี่ยง ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สามารถแบ่งเป็นกลุ่มสินค้าได้ดังนี้

  • กลุ่มเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก อาทิเหล็ก ลวดทองแดง อะลูมิเนียม สกรู น็อต ตะปู
  • กลุ่มยางล้อผลิตภัณฑ์ยาง อาทิท่อส่ง และสายยางที่ทำจากยางวัลคาไนซ์ ยางล้อ (รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถบรรทุกขนาดเล็ก) ยางลมใหม่สำหรับรถยนต์ประเภทอื่น
  • กลุ่มวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์อาทิแผ่นหินเทียม พื้นไม้ลามิเนต ตู้ไม้ หมอน
  • กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อาทิตู้เย็น-ตู้แช่ แผงโซลาร์เซลล์ กล้องวิดีโอ ดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพนิ่ง มอเตอร์กระแสสลับ (AC) แผงวงจรพิมพ์
  • กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อาทิล้อเหล็กสำหรับรถบรรทุก ชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมของตัวถังรถยนต์ระบบเบรก กระปุกเกียร์

นอกจากยังมีสินค้าส่งออกที่มีการใช้วัตถุดิบนำเข้าจากจีนในสัดส่วนที่สูง อาทิ

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อาทิโทรทัศน์, คอมพิวเตอร์, สมาร์ตโฟน
  • รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ (โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า) มีชิ้นส่วนที่นำเข้าจากจีนสูง เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ หรือระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์
  • เครื่องประดับ (บางประเภท) ที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจำพวกแร่ต่างๆ หรือหินเทียมจากจีน และมาผ่านการเจียระไนในไทย อาทิ สร้อยคอแฟชั่นจากแร่เทียม แหวน/ต่างหูเรียบที่ผลิตจากโลหะเคลือบ

จากที่กล่าวข้างต้น อาจจะส่งผลกระทบเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยจะลดลง เนื่องจากราคาสินค้าจะสูงขึ้น และอาจเกิดการย้ายฐานการผลิตของบริษัทผู้ผลิตสินค้าดังกล่าวออกจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่นที่มีข้อได้เปรียบด้านภาษีเนื่องจากต้นทุนการผลิตในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น

ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกของไทยจะลดลงอย่างมาก เนื่องจากสินค้าข้างต้นเป็นสินค้าส่งออกที่มีสัดส่วนสูงของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาทิ

  • อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน 32%
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า 25%
  • ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง 4%
  • ยานยนต์และชิ้นส่วน 4%
  • เครื่องประดับ 4%
  • ผลิตภัณฑ์เหล็กหรือเหล็กกล้า 2%
  • เฟอร์นิเจอร์ประมาณ 2% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท

แผนกระจายความเสี่ยงตลาดส่งออก

เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และการหาตลาดใหม่มาทดแทน ทางกรมฯโดยจะมีการจัดกิจกรรม US–Thailand Online Business Matching วันที่ 19 มิ.ย. 2568 โดยเชิญผู้นำเข้าสำคัญจากสหรัฐฯ มาพบปะเจรจาออนไลน์กับผู้ประกอบการไทยในสินค้าเหล่านี้โดยตรง เพื่อให้เข้าถึงตลาดได้เร็วที่สุด และแม่นยำที่สุด

ขณะเดียวกันจะมีการกิจกรรม “จับคู่ธุรกิจเชื่อมไทยสู่โลก รับมือความท้าทายการค้าโลก”(Thailand - Global Connect : Seeking New Opportunities amidst Global Trade Challenges)

โดยให้ สคต. ทั้งหมด 58 แห่งทั่วโลกเชิญผู้นำเข้าจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ทั้งออฟไลน์ในประเทศไทย และออนไลน์ (จากยุโรป สหรัฐฯ และ ลาตินอเมริกา) เพื่อสร้างเครือข่ายการค้าให้แก่ผู้ประกอบการทุกคลัสเตอร์สินค้าและบริการ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568

นอกจากนี้จะมีโครงการ SMEs Pro-active DITP X EXIM Empower Financing

โดยDITP ผนึกกำลังกับ EXIM Bank ออกแพคเกจสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ส่งออก เพื่อลดผลกระทบทางการค้าและเร่งส่งออกไปต่างประเทศรวมถึงขยายตลาดใหม่ ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active

โดยผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ วงเงินไม่เกิน 200,000 บาท มีสิทธิ์ขอรับสินเชื่อธนาคารเป็นเงินทุนหมุนเวียนอนุมัติสูงสุด 400,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6.25% ต่อปี ผ่อนชำระนานสูงสุด 12 เดือน กรณีวงเงินกู้ไม่เกิน 200,000 บาท ไม่ต้องใช้หลักประกัน

กิจกรรมเจาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ

นางสาวสุนันทา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับตลาดใหม่ที่มีความน่าสนใจ คือ ตลาดไนจีเรีย เคนยา และซาอุดิอาระเบีย โดยสินค้าที่มีโอกาสส่งออก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกลการเกษตร อาหารกระป๋อง ข้าว อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม ผลไม้แปรรูป กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และเครื่องประดับ เป็นต้น

ทั้งนี้ จะมีการจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าและบริการศักยภาพของไทย เดินทางไปเจรจา
นัดหมายนักธุรกิจ ผู้ซื้อผู้นำเข้า ใน 3 ตลาดศักยภาพของตะวันออกกลางและแอฟริกา พร้อมสำรวจตลาด ในวันที่ 14 - 24 กรกฎาคม 2568

ขณะที่ด้านตลาดละตินอเมริกา อาทิ บราซิล ชิลี ทางกรมจะการจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าอุตสาหกรรมและอาหารของไทย เดินทางไปเจรจานัดหมายนักธุรกิจ/ผู้ซื้อผู้นำเข้า ณ นครเซาเปาโล และกรุงซันติอาโก พร้อมสำรวจตลาด ในข่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...