โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับคณะประมง มก. เปิดเวทีถกผลกระทบ FTA ไทย-EFTA

สยามรัฐ

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 00.56 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 00.56 น.

คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเวทีถกผลกระทบ FTA ไทย-EFTA ต่ออาชีพประมงไทย

คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ 6 องค์กรด้านการประมง ได้แก่ สมาคมสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย สมาคมปลานิลไทย ชมรมผู้ผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำไทย และแปลงใหญ่ปลานิลชลบุรี ได้จัดอภิปรายงานประชุมเสวนาภายใต้หัวข้อ “อาชีพประมงไทยได้-เสียอะไรจากการทำ FTA ไทย – สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA)” ในวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เวลา 9.00-12.00น. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และหาแนวทางแก้ไขในเชิงรุกของการเปิดการค้าเสรีของสินค้าประมงที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในปัจจุบันและในอนาคต

ในเวทีเสวนาได้รับฟังสถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมประมงไทยจากผู้แทนกรมประมง นายประพันธ์ โนระดี หัวหน้ากลุ่มวิเคราะห์การค้าสินค้าระหว่างประเทศ และผลดี-ผลเสียด้านการประมงจากการทำ FTA กับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) จากผู้แทนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายปองวลัย พัวพันธ์ รักษาการตำแหน่ง นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ สำนักการค้าสินค้า จากนั้นได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยนายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย นายสมาน พิชิตบัญชรชัย นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย นายสุทธิ มะหะเลา นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย คุณอมร เหลืองนฤมิตชัย นายกสมาคมปลานิลไทย และนายพรชัย บัวประดิษฐ์ ประธานแปลงใหญ่ปลานิล ชลบุรี ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มสมบุญชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ เพื่อหาข้อเสนอแนะในการเตรียมการลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปริมาณสินค้านำเข้าที่มีโอกาสเพิ่มปริมาณมากขึ้นจากการลดภาษีนำเข้าจาก 5% เหลือ 0% ส่งผลต่อราคาสัตว์น้ำในประเทศ ขณะที่ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เกษตรกรรายย่อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีกต่อไป

บทสรุปของงานเสวนา

จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย - สมาคมการเค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งมีผลให้มีการลดภาษีนำเข้าสินค้าประมงจาก 5% เหลือ 0% ทันทีประมาณกว่า 100 รายการ ส่วนสินค้ากลุ่มฟิลเล่ของแซลมอน เทราต์ และคอต และกลุ่มแมคเคอเรลแช่แข็ง จะทยอยลดภาษีลงเหลือ 0% ภายใน 7 และ 15 ปี การทำความตกลงทางการค้านี้อาจส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาสินค้าสัตว์น้ำทะลักเข้าประเทศ ส่งผลต่อกลไกการแข่งขันด้านราคาของสัตว์น้ำ ความพร้อมในการรับมือกับสินค้าประมงที่นำเข้า และอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงไทยทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการแปรรูป ที่ต้องเผชิญทั้งโอกาสใหม่ในตลาดยุโรป และการแข่งขันกับผู้ผลิตที่มีความสามารถสูง และความท้าทายในการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่เข้มงวด

- ข้อเท็จจริงของ FTA ไทย – EFTA

ประเทศในกลุ่ม EFTA มีระดับการเปิดตลาด (Bound) การค้าสินค้ามากกว่าประเทศไทยเฉลี่ยที่ร้อยละ 92.52 และได้มีการยกเว้นอากรสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมให้แก่ประเทศไทยทุกรายการทันทีที่ความตกลงมีบังคับใช้ ในขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนการเปิดตลาด (Bound) การค้าเฉลี่ยที่ร้อยละ 85.26 โดยประเทศไทยมีระยะเวลาในการทยอยลดอากรได้สูงสุดถึง 15 ปี

กลุ่มสินค้าประมงที่ได้ประโยชน์คือ ปลากระป๋อง กุ้งหรือปูสด/แปรรูป อาหารสุนัขและแมว อาหารปลา เนื่องจากสามารถนำเข้าวัตถุดิบจากกลุ่มประเทศใน EFTA ได้ที่ต้นทุนต่ำลง อย่างไรก็ตามสินค้าที่คาดว่าอาจได้รับผลกระทบ คือ สินค้าปลาในอีกหลายชนิดที่เลี้ยงในประเทศจะขายไม่ได้เพราะมีราคาที่สูงกว่าจากต้นทุนที่มากกว่า เพราะผู้บริโภคจะเลือกซื้อสัตว์น้ำนำเข้ามีราคาถูกกว่า

- ข้อเท็จจริงของอุตสาหกรรมประมงในการผลิตปลาของประเทศไทย

ผลผลิตสัตว์น้ำในประเทศจากการจับจากธรรมชาติและเพาะเลี้ยงในช่วงพ.ศ. 2558-2567 มีผลผลิต

สัตว์น้ำระหว่าง 2.4 ล้านตัน -2.6 ล้านตัน มีปริมาณเฉลี่ย 2.46 ล้านตันต่อปี สินค้าประมงที่ไทยส่งออกไปตลาดโลก 2 ลำดับแรก คือ ทูน่ากระป๋อง และกุ้งและผลิตภัณฑ์ สินค้าที่ไทยส่งออกไป EFTA อันดับหนึ่งคือ ทูน่ากระป๋อง สินค้าที่ไทยนำเข้าจาก EFTA อันดับหนึ่งคือ ปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง ในขณะที่สินค้าประมงที่ไทยนำเข้าจากตลาดโลก 2 ลำดับแรก คือ ปลาและผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบทูน่า จากการพิจารณาการนำเข้าวัตถุดิบปลา และนำไปผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปและส่งออก ผู้ประกอบการไทยในประเทศจะได้ประโยชน์จากการเปิด EFTA และจะเกิดมูลค่าในการส่งออกเพิ่มขึ้น

- ข้อเท็จจริงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผลกระทบจากการทำ FTA ที่ผ่านมา

ผลกระทบจากการที่สินค้าสัตว์น้ำทะลักเข้ามาในประเทศ และเข้ามาส่วนแบ่งในตลาดภายในประเทศ ส่งผลต่อเกษตรกรรายย่อยขายสินค้าสัตว์น้ำได้น้อยลง

ภาครัฐยังขาดนโยบายปกป้องเกษตรกรที่ชัดเจน นโยบายที่ผ่านมาครอบคลุมเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศซึ่งไม่มีการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะลงนามในข้อตกลง หรือร่วมกับหาแนวทางหรือมาตรฐานก่อนที่จะทำข้อตกลง ซึ่งผลกระทบที่อาจจะเกิดกับเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีจำนวน 542,871 คน หากวัตถุดิบปลาได้นำเข้ามาในปริมาณมาก และเข้าสู่ตลาดปลายทางที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อมาบริโภคได้ ซึ่งเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงต้นทุนการเลี้ยงสัตว์น้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ค่าอาหารสัตว์น้ำ เกษตรกรรายย่อยยากที่จะอยู่รอด เมื่อราคาสินค้าลดต่ำลงจากปริมาณสัตว์น้ำที่นำเข้ามากขึ้น ทั้งนี้ถึงแม้ว่าเกษตรกรจะมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่การปรับตัวของแต่ละคนไม่เท่ากัน โดยเฉพาะรายย่อยจะปรับตัวได้ช้ากว่ารายใหญ่

- ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การทำข้อตกลง FTA กับประเทศต่างๆ นั้นมีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ ภาครัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมประมงและกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ควรทำความตกลงกับภาคการผลิตทั้งระดับเกษตรกรและบริษัทถึงผลประโยชน์และผลเสียที่จะเกิด พร้อมมีการวางแนวทางการเลือกสินค้าที่ควรเปิดการค้าเสรี และสินค้าใดควรเป็นสินค้าเปราะบาง หรือมีความจำเป็นต้องเปิดเสรีกับสินค้าที่ส่งผลกระทบ ควรสร้างมาตรการหรือเงือนไขเพิ่มเติมที่ทำให้เกิดผลกระทบทางลบกับกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบระดับมาก และคำนึงถึงการกระจายผลประโยชน์ให้ทั่วถึงไปยังทุกกลุ่มผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อย รวมทั้งการจัดลำดับความสำคัญของสินค้าเกษตรส่งออก โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มสินค้าที่มี local content สูง เช่น กุ้ง สำหรับสินค้าที่มี local content ต่ำ เช่น ปลา ควรทบทวนการทำ FTA และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดสินค้าทุกชนิด

ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องประเมินผลกระทบจากการทำ EFTA มองและพิจารณาให้รอบด้าน และควรมีกลไกการป้องกันตนเอง โดยควรถอดบทเรียนจากกรณีของออสเตรเลีย และกรณีเรื่องกากของเสียจากญี่ปุ่น

ภาครัฐควรหาแนวทางลดต้นทุนการผลิต ทั้งในด้านพลังงาน และอาหาร โดยสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตให้กับผู้ประกอบการรายย่อยทั้งฝั่งการผลิตระดับฟาร์ม และระดับอุตสาหกรรม

ภาครัฐควรวิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อยจากรากฐานความเป็นประเทศเกษตรกรรม มีความพร้อมในการเตรียมข้อมูลของประเทศไทยและประเทศคู่สัญญาก่อนทำความตกลง และประเมินผลได้ผลเสียให้ครอบคลุมทุกมุมมองก่อนดำเนินการเจรจา

การได้รับผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรี EFTA ครั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้กระทบเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงปลาเท่านั้น แต่จะกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น หากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาลดลงหรือเลิกกิจการไป จะส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เป็นวัตถุดิบหนึ่ง (รำ) ในการเป็นอาหารสัตว์น้ำ ไม่สามารถขายรำได้ในราคาที่สูงเหมือนเดิม และอาจจะส่งผลให้ราคาข้าวและรำตกต่ำลงด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...