โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หาก 'เวียงอาลัมพางค์' มิใช่บริเวณ 'พระธาตุลำปางหลวง' แล้วไซร้? (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 25 ม.ค. 2567 เวลา 04.01 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2567 เวลา 01.00 น.

ดิฉันยังไม่ได้นำเสนออีก 2 เหตุผลหลักที่ทำให้ อาจารย์ศักดิ์ รัตนชัย ปักใจเชื่อว่า “เวียงอาลัมพางค์” ที่แท้จริง ตั้งอยู่แถวทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ “เวียงเขลางค์” นั่นคือ

เหตุผลข้อแรก เวียงอาลัมพางค์ ควรตั้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางของสองพระเจดีย์องค์สำคัญจะเหมาะกว่าไหม กล่าวคือ เวียงอาลัมพางค์ไม่ควรตั้งอยู่ในบริเวณพระธาตุองค์ใดองค์หนึ่ง

เหตุผลข้อที่สอง ตำนานพื้นถิ่นของทางลำปางและเมืองลองระบุว่า พระพุทธปฏิมากรองค์สำคัญที่เจ้าอนันตยศได้รับมอบจากพระนางจามเทวีผู้เป็นพระราชมารดา ได้แก่ พระสิขีปฏิมาศิลาดำนั้น เจ้าอนันตยศได้นำไปประดิษฐานไว้ที่ “เสตกุฎาคาร/เศวตกุฎาราม” แห่งเวียงอาลัมพางค์

ซึ่งบริเวณดังกล่าวก็คือ จุดที่ปัจจุบันเป็น “กู่ขาว” ใกล้เวียงเขลางค์นั่นเอง หาใช่บริเวณพระธาตุลำปางหลวงไม่ เรามาดูรายละเอียดกันทีละประเด็น

วัดพระเจ้าทันใจมีแท่นบูชาพระธาตุ 2 แท่น

ไหว้พระธาตุเสด็จ และพระธาตุลำปางหลวง

อาจารย์มงคล ถูกนึก กล่าวไว้ในเวทีเสวนา “เชิดชูปูชนียาจารย์ อาจารย์ศักดิ์ รัตนชัย” ที่ห้องประชุมลำปางมิวเซียม เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ว่า

ณ ลานประทักษิณล้อมพระเจดีย์ที่วัดพระเจ้าทันใจ (จุดที่อาจารย์ศักดิ์ รัตนชัย เชื่อว่าเป็นเวียงอาลัมพางค์) นั้น ท่านเจ้าอาวาสและคนในชุมชนเล่าให้อาจารย์มงคลฟังว่า

“แท่นบูชา 2 แท่นที่ทำด้วยศิลาแลงนี้ เป็นของเก่าแก่อยู่คู่มากับวัด มีมาก่อนที่จะบูรณะตัวพระเจดีย์ แท่นหนึ่งตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของลานประทักษิณ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา คนที่นี่จะใช้วางสรวยดอก (กรวยดอกไม้) เพื่อบูชาพระธาตุเสด็จ ส่วนอีกแท่นหนึ่งนั้น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแท่นสำหรับวางสรวยดอกเพื่อบูชาองค์พระธาตุลำปางหลวง โดยมีคำกล่าวบูชาพระธาตุทั้งสององค์ ปักติดไว้ที่แท่นทั้งสองด้วย”

ดังที่เราทราบกันดีแล้วว่า พระธาตุเสด็จกับพระธาตุลำปางหลวง ถือเป็นพระธาตุแฝด หรือพระธาตุพี่น้องกัน มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อดีตบูรพกษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองนครทุกพระองค์ ต้องกราบพระธาตุสององค์นี้คู่กันเสมอ

ดังเช่น กรณีของพระราชชายา เจ้าดารารัศมีก็ดี พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางจากสยามเมื่อมาตรวจราชการมณฑลพายัพก็ดี เมื่อไหว้พระธาตุองค์หนึ่งเสร็จ ก็ต้องไปไหว้พระธาตุอีกองค์หนึ่งด้วยทุกครั้ง

ฉะนี้แล้ว ที่ตั้งของ “เวียงอาลัมพางค์” (ตรงจุดที่มีแท่นดอกไม้สองทิศ ในวัดพระเจ้าทันใจ) ควรอยู่กึ่งกลางระหว่างพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองทั้งสององค์ เหมาะสมหรือไม่

หากใครเชื่อว่า เวียงอาลัมพางค์คือบริเวณพระธาตุลำปางหลวง ก็เท่ากับว่าเวียงอาลัมพางค์กับพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองสร้างทับที่กัน และควรตั้งคำถามว่าไยเวียงอาลัมพางค์หาได้อยู่กึ่งกลางระหว่างสองพระธาตุองค์สำคัญเหนือ-ใต้ ไม่?

เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องฝากไว้ให้ขบคิด

พระสิกขีปฏิมาศิลาดำควรประดิษฐานที่ไหน

ดิฉันเคยเขียนถึงเรื่องความสับสนของ พระสิขีปฏิมาศิลาดำ ยาวถึง 7-8 ตอนเมื่อหลายปีก่อน ในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคำถามว่า พุทธลักษณะของพระสิขีปฏิมาศิลาดำ ควรมีหน้าตาประมาณไหน ควรเป็นศิลปะแบบใด ปาละ ทวารวดี หรือพุกาม?

คำว่า “สิขี” หรือ “สิกขี” ที่สามารถแปลว่าเทริดขนนก สามารถแผลงเป็นความหมายอื่นได้อีกบ้างไหม หากพระพุทธรูปสวมเทริด (อ่าน เซิด ไม่ใช่ เท-ริด) พระวรกายต้องทรงเครื่องด้วยหรือไม่ อีกทั้งขนาด สัดส่วน ฐานกว้าง ความสูง จะมากจะน้อยเพียงไร

เหตุที่มีข้อสงสัย เนื่องจากพระพุทธรูปองค์สำคัญนี้ สูญหายไปแล้วตามบันทึกหลักฐานที่กล่าวว่า พระรามาธิบดีที่ 2 กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพขึ้นมาตีเขลางค์แล้วนำพระสิขีปฏิมาศิลาดำลงไป ทว่า ระหว่างนั่งเรือนั้นได้พลัดตกน้ำ บ้างว่าถูกปล้นกลางแรมไพร ทำให้เราไม่อาจทราบรูปร่างหน้าตาของพระสิขีปฏิมาได้เลย ทราบเพียงแค่ว่าใช้วัสดุ “หินดำ”

แม้ดิฉันจะเขียนเรื่องพระสิขีปฏิมาศิลาดำหลายชิ้น แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่ง ที่ดิฉันยังไม่ได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียด นั่นคือประเด็นเรื่อง “ที่ตั้งของพระสิกขี” ว่าควรประดิษฐานอยู่ ณ แห่งหนใด

ครั้งหนึ่งราวสองทศวรรษก่อน เคยมีผู้เข้าใจผิด (แบบกระแสหลัก) ว่าองค์พระพุทธรูปศิลานาคปรกในวิหารด้านทิศตะวันตกของวัดพระธาตุลำปางหลวงนั้น คือพระสิขีปฏิมาศิลาดำ ด้วยเหตุที่เห็นว่าทำด้วยหิน ครั้นนักวิชาการพิเคราะห์พุทธลักษณะของพระนาคปรกอย่างละเอียดลออแล้ว กลับกำหนดอายุได้ว่าเก่าไม่เกินพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ห่างไกลจากสมัยพระนางจามเทวี-เจ้าอนันตยศ มากถึง 5 ศตวรรษ

เมื่อประเด็นที่ว่า พระหินนาคปรกที่วัดพระธาตุลำปางหลวงตกไป นักวิชาการก็เริ่มหันมาตั้งคำถามกันมากขึ้นว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว พระสิขีปฏิมาศิลาดำองค์จริงควรตั้งอยู่ที่ไหนล่ะหรือ?

อาจารย์ศักดิ์ รัตนชัย ฟันธงเปรี้ยงนานหลายทศวรรษแล้วว่า บริเวณวัดร้างกู่ขาวนี่เอง เมื่อแปลเป็นภาษาบาลีจะตรงกับคำว่า เสตกุฎาคาร น่าจะเคยเป็นที่ประทับของพระสิขีปฏิมาศิลาดำมาก่อน

อย่างไรก็ดี ดิฉันเคยถามอาจารย์ศักดิ์ว่า อ้าว! ทำไมจึงเอา พระหินดำ ไปไว้ใน “กู่ขาว” ทำไมกู่ที่มีชื่อว่า เสตกุฎาคาร แห่งนี้ จึงไม่รองรับพระเสตังคมณี (พระแก้วขาว) เสียเลยเล่า ในเมื่อชื่อของมันเกี่ยวข้องกับ พระพุทธรูปสีขาวมากกว่า

ฤๅคำว่า เสตกุฎาคาร นี้ที่แท้แล้วไม่ได้ระบุเจาะจงว่าต้องประดิษฐานพระพุทธรูปองค์สีอะไร แต่ว่าตัวมณฑปหรือโขงพระเจ้านั้นต่างหากเล่าที่ทาสีขาว?

นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ดิฉันมีข้อสงสัยส่วนตัว ว่าทำไมจึงเอา เสตกุฎาคาร ไปรองรับพระสิขีปฏิมาศิลาดำ เป็นไปได้ไหมว่า การสร้างเสตกุฎาคารนี้ ก็เพื่อให้เป็นมณฑปโขงพระเจ้าคู่กันระหว่าง พระแก้วขาวเสตังคมณี ที่พระนางจามเทวีมอบให้โอรสแฝดพี่ เจ้ามหันตยศ (คือบริเวณที่เป็นหอกังดาลหลวงในวัดพระธาตุหริภุญชัย ในปัจจุบัน) กับอีกองค์คือพระสิขีปฏิมาศิลาดำ ที่มอบให้โอรสแฝดน้อง เจ้าอนันตยศ

เวียงอาลัมพางค์ vs ลัมภกัปปนคร

ไฉนจึงตั้งชื่อให้คล้ายกัน

มาถึงประเด็นสุดท้ายที่ดิฉันทิ้งคำถามค้างไว้ตั้งแต่ตอนแรก ว่าหากบริเวณพระธาตุลำปางหลวง มิใช่เวียงอาลัมพางค์แล้วไซร้ ไฉนจึงมีชื่อว่า “ลำปาง” หรือ “ลัมพางค์/ลำพาง” ดุจเดียวกัน?

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับตำนานพระธาตุลำปางหลวงกันสักนิด ตำนานเรื่องนี้กล่าวว่า บริเวณที่ตั้งพระธาตุลำปางหลวงนั้น พระโสณะกับพระอุตตระ สมณทูตสองรูปที่พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดียส่งมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ย้อนกลับไปในอดีตว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยเสด็จมา ณ ดินแดนที่ชื่อว่าหมู่บ้าน “ลัมภกัปปนคร” แห่งนี้

“ลัมภกัปปนคร” อ่านว่า ลำ-พะ-กับ-ปะ-นคร ชื่อนี้ไม่ได้มีเฉพาะในตำนานพระธาตุลำปางหลวงเท่านั้น หากยังคงใช้เรียกขานกันเรื่อยมา อย่างน้อยสมัยพระเจ้ากาวิละเมื่อ พ.ศ.2339 ยังคงเรียกเมืองนี้ว่า “ลัมพะกะบุรี” กันอยู่ ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 78 (เลขทะเบียนยุคหลังใช้รหัสว่า ลป.5) ติดตั้งอยู่บนวิหารพระเจ้าล้านทอง วัดพระธาตุลำปางหลวง

ชื่อ ลัมภกัปปะ แปลว่าอะไร ยังไม่มีนักวิชาการท่านใดอธิบายความหมายไว้แน่ชัดนัก

มาตรแม้นว่าตำนานเกี่ยวกับพระธาตุองค์สำคัญซึ่งตั้งอยู่ในเมืองที่ชื่อว่า“ลัมภกัปปนคร” มีนัยยะที่เป็นเรื่องจริงอยู่บ้าง (กล่าวคือ ค่อนข้างเก่า มีมาก่อนการเสด็จมาของพระนางจามเทวี) ก็ย่อมแสดงว่า ชื่อ “ลัมภกัปปะ” นี้ ควรมีมาก่อนชื่อ “อาลัมพางค์” แล้ว

เหตุที่สองแม่ลูก พระนางจามเทวี-เจ้าอนันตยศ ได้เดินทางมานมัสการพระธาตุที่เมืองลัมภกัปปะ ในช่วงที่กำลังก่อสร้างนครเขลางค์ การเดินทางมานมัสการพระธาตุ (ลำปางหลวง) นี้ ย่อมเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ช่วยตอกย้ำว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่เวียงอาลัมพางค์จะไปสร้างทับที่เวียงศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุโบราณ

ส่วนการที่ชื่อ “อาลัมพางค์” กับ “ลัมภกัปปะ” คล้ายคลึงกันนั้น อาจารย์ศักดิ์ รัตนชัย เคยนำเสนอในที่ประชุมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ลำพูน เมื่อปี 2548 ว่า

“เป็นไปได้ว่า หลังจากที่สองแม่ลูกมานมัสการพระธาตุลัมภกัปปะแล้ว น่าจะบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงได้น้อมนำชื่อขององค์พระธาตุนี้ไปตั้งชื่อเมืองที่เจ้าอนันตยศเตรียมจะสร้างขึ้นใหม่ถวายแด่เสด็จแม่ ทำให้เมืองของพระนางจามเทวีที่ชื่อ ‘อาลัมพางค์’ จึงไปพ้องกับ ‘ลัมภกัปปะ’ อย่างไรก็ดี ผมยังคงยืนยันว่า ที่ตั้งอาลัมพางค์ต้องไม่ทับที่เวียงพระธาตุโบราณที่มีมาก่อนแล้ว อาลัมพางค์ต้องอยู่อีกที่หนึ่ง นั่นก็คือทางทิศตะวันตกของเขลางค์ ออกไปทางช่องประตูตาล ด้วยเหตุและผลทั้งหมดทั้งมวลที่ผมเคยเสนอมาตั้งแต่ปี 2512 แล้ว”

ทฤษฎีเรื่อง “เวียงอาลัมพางค์” ไม่ได้อยู่ที่บริเวณพระธาตุลำปางหลวง ของอาจารย์ศักดิ์ รัตนชัย จะผิดหรือถูกนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญไปกว่าการที่ หลังจากอาจารย์ศักดิ์ได้เสนอทฤษฎีนี้แล้ว ทำให้เกิดการตื่นตัวในด้านการอนุรักษ์ซากโบราณสถานร้างกู่ขาวอย่างเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งครั้งหนึ่งเกือบจะกลายเป็นโฉนดของเอกชนไปเสียแล้วด้วยถูกบุกรุกทำลายและยึดครองมาช้านาน •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024?fbclid=IwAR22RbstgOdFjK3Kl_MAt_MusBlq5oxijEcCbx_-0y6zmJhXvZl3Q_2G-cE

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หาก ‘เวียงอาลัมพางค์’ มิใช่บริเวณ ‘พระธาตุลำปางหลวง’ แล้วไซร้? (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...