โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ปัญหาของ 112 กับการเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

The101.world

อัพเดต 04 มี.ค. 2567 เวลา 08.37 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2567 เวลา 01.37 น. • The 101 World

จากคำวินิจฉัยคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญตามเรื่องพิจารณาที่ 19/2566 ในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567 ในคดีที่ผู้ถูกร้องได้ถูกร้องว่ากระทำการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ศาลได้มีการยืนยันถึงสถานะของความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไว้หลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานะการเป็นฐานความผิดที่ไม่อาจมีเหตุยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษ การเป็นความผิดที่ไม่อาจถูกยุติได้ด้วยการยอมความ ตลอดจนการเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดินที่กระบวนการเริ่มคดีสามารถเริ่มโดยผู้ใดก็ได้โดยไม่ถูกจำกัดอำนาจดำเนินคดีไว้กับสำนักพระราชวัง

แต่ทั้งนี้ สถานะของมาตรา 112 ประการหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญให้การรับรองและสะท้อนถึงการเป็นร่มคันใหญ่ที่ครอบคลุมสถานะต่างๆ ข้างต้นนี้ ก็คือสถานะการเป็น ‘ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร’ ตามภาค 2 ลักษณะ 1 หมวด 1 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งส่งผลให้นโยบายข้อเสนอการแก้ไขมาตรา 112 ของผู้ถูกร้องในคดี ที่เห็นว่าควรให้มาตรา 112 ย้ายออกจากลักษณะนี้ ถูกวินิจฉัยว่าเป็นข้อเสนอการแก้ไขกฎหมายที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐตามไปด้วย จนกระทั่งเป็นเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การวินิจฉัยว่าผู้ร้องใช้เสรีภาพในการล้มล้างการปกครอง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยยืนยันถึงสถานะดังกล่าวไว้ดังนี้

โดยมาตรา 112 อยู่ในลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ แห่งราชอาณาจักร เนื่องจากต้องคุ้มครองทั้งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและเกียรติยศของประมุขของรัฐ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ที่บัญญัติรับรองว่าประเทศไทยมีระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์จึงมีความสัมพันธ์ต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะพระมหากษัตริย์กับประเทศไทยหรือชาติไทยดำรงอยู่คู่กันเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติและธำรงความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในประเทศ การกระทำความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นการกระทำความผิดต่อความมั่นคงของประเทศด้วย การที่ผู้ถูกร้องทั้งสองเสนอให้มาตรา 112 ออกจากลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักรเป็นการกระทำเพื่อมุ่งหวังให้ความผิดตามมาตรา 112 เป็นความผิดที่ไม่มีความสำคัญ และความร้ายแรงในระดับเดียวกัน กับความผิดในหมวด 1 ของลักษณะ 1 และไม่ให้ถือว่าเป็นความผิดที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศอีกต่อไป มีเจตนามุ่งหมายที่จะแยกสถาบันพระมหากษัตริย์กับความเป็นชาติไทยออกจากกัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ”[1]

น่าประหลาดใจที่ผู้เขียนไม่พบคำอธิบายเหตุผลในทางนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ที่ลึกซึ้งมีความเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผลแต่อย่างใด หากพบแต่เพียงคำอธิบายองค์ประกอบความมั่นคงของรัฐที่ผูกติดอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อ้างอิงเพียงแต่ความนิยมชมชอบและความเชื่อเฉพาะกลุ่ม แล้ววินิจฉัยเหมารวมเอาเองว่าประชาชนคนไทยทุกคนหรือส่วนใหญ่คิดเหมือนกัน รู้สึกเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีหลักฐานทางวิชาการเชิงประจักษ์ พร้อมกับการผสมผสานเหตุผลแบบกำปั้นทุบดินจนเกิดเป็นสมการว่า “เพราะความผิดมาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงของรัฐ ดังนั้น ถ้าเอามาตรา 112 นี้ออกจากหมวดความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงของรัฐก็จะได้รับความกระทบกระเทือน”

อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยดังกล่าวก็ยังคงมีคุณูปการอยู่บ้างที่กระตุ้นต่อมความสงสัยของผู้เขียนอีกครั้ง ทำให้เป็นโอกาสอันดีที่ผู้เขียนได้ทบทวนความคิดของตัวเองและลองไปค้นคว้าถึงความหมายที่แท้จริงของสถานะการเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรนำมาเสนอแลกเปลี่ยนกับท่านผู้อ่าน

ทั้งนี้ ผู้เขียนจะนำเสนอแนวคิดเบื้องหลังของความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐเสียก่อน แล้วจะอธิบายต่อไปถึงปัญหาเกี่ยวกับสถานะการเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรของมาตรา 112 ผ่านการพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตลอดจนการให้เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นปลีกย่อยอื่นๆ

แนวคิดเบื้องหลังของความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ

นอกจากคำอธิบายทางตำราที่เป็นไปลักษณะทำนองเดียวกับการให้เหตุผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญข้างต้นแล้ว[2] มีคำอธิบายที่ผู้เขียนเห็นว่าสมเหตุสมผลและน่าสนใจเกี่ยวกับแนวคิดเบื้องหลังของลักษณะความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ที่อธิบายถึงสิ่งที่ความผิดอาญาลักษณะนี้ประสงค์จะคุ้มครองผ่านฐานคิดเรื่องการรักษา ‘บูรณภาพของประเทศ’[3] โดยบูรณภาพของประเทศที่ว่านี้ก็คือ เงื่อนไขต่างๆ ทางกฎหมายที่ประกอบกันแล้วทำให้มีรัฐเกิดขึ้น[4] ซึ่งมีด้วยกัน 4 ประการ คือ

1. ดินแดน

2. อำนาจอธิปไตย

3. รัฐบาล

4. ประชากร

นั่นหมายความว่า ความผิดหมวดนี้นั้นมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองมิให้องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ถูกประทุษร้ายหรือบั่นทอนลงไป กล่าวคือ เพื่อคุ้มป้องกันไม่ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมายื้อแย่งเอาดินแดนของประเทศไปได้ เพื่อธำรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุดของรัฐไม่ให้ไร้เสถียรภาพหรือถูกทำลาย ปกป้องรัฐบาลเพื่อให้สามารถบริหารประเทศได้โดยอิสระ[5] และไม่ให้ประชากรมวลรวมต้องตกอยู่ในภยันตราย ถ้าหากรัฐได้รับความเสียหายหรือสูญเสียองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 ประการนี้ไป ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียดินแดน การสูญเสียอำนาจอธิปไตยในการออกกฎหมาย (นิติบัญญัติ) บังคับใช้กฎหมาย (บริหาร) และอำนาจการวินิจฉัยข้อพิพาท (ตุลาการ) ตลอดจนการสูญเสียอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน และการสูญเสียประชากรเป็นจำนวนมากแล้ว รัฐนั้นก็ย่อมสูญเสียความเป็นรัฐตามไปด้วย หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือสุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียความเป็นรัฐไป

ด้วยเหตุนี้ ความมั่นคงแห่งรัฐในทางนิติศาสตร์จึงหมายถึงการมีอยู่และความสมบูรณ์ของดินแดน อำนาจอธิปไตย รัฐบาล และประชากรนั่นเอง

สถาบันพระมหากษัตริย์และความสัมพันธ์ต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

จากคำอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดเบื้องหลังของความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐนั้น เราคงยังไม่อาจด่วนสรุปได้ทันทีว่า สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นไม่มีความสัมพันธ์กับความมั่นคงของราชอาณาจักร เพราะถ้าหากสถาบันพระมหากษัตริย์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขความเป็นรัฐดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะสามารถมีสถานะเป็นความมั่นคงของประเทศได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล

นั่นคือหากผู้ที่ถือครอง ‘อำนาจอธิปไตย’ (ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของรัฐ) คือพระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่จะใช้พระราชอำนาจในการออกกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย และวินิจฉัยข้อพิพาทด้วยพระองค์เองแล้ว พระมหากษัตริย์ย่อมมีสถานะเป็นความมั่นคงของประเทศอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากมีการกระทำของผู้ใดที่ส่งผลกระทบต่อพระชนม์ชีพ พระราชกรณียกิจ หรือแม้แต่พระเกียรติของพระองค์แล้ว การใช้อำนาจอธิปไตยเพื่อขับเคลื่อนความเป็นไปของราชอาณาจักรผ่านการออกกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย และวินิจฉัยข้อพิพาทก็ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้หรือเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น ซึ่งในส่วนของการกระทบกระเทือนต่อพระเกียรตินั้น สามารถอธิบายได้ว่า ถ้าหากพระเกียรติของพระมหากษัตริย์นั้นได้รับความเสียหายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย ก็อาจทำให้ตัวพระองค์เองไม่อาจใช้อำนาจอธิปไตยบริหารราชการได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากพระองค์อาจสูญเสียความมั่นพระทัยในตัวพระองค์เอง หรือข้าราชบริพาร ข้าราชการ หรือประชาชนนั้นสูญเสียความมั่นใจในตัวพระองค์จากการรับรู้ข้อเท็จจริงบางอย่างที่ทำให้พระเกียรติของพระองค์มัวหมอง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องทำให้การออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเกิดความติดขัด ล่าช้า เพราะขาดความร่วมมือจากผู้ศรัทธาในพระองค์ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ประชาชนไม่เคารพกฎหมายที่ตราโดยพระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์ไม่ได้เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนอีกต่อไป นั่นหมายความว่าองค์ประกอบของความเป็นรัฐในส่วน ‘อำนาจอธิปไตย’ ถูกกระทบกระเทือนนั่นเอง พระเกียรติของพระมหากษัตริย์ในสมัยก่อนจึงย่อมเข้าใจได้ว่ามีสถานะเป็นความมั่นคงของราชอาณาจักรตามไปด้วยโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยในยุคปัจจุบันที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ทรงมิได้เป็นผู้ถืออำนาจอธิปไตยอีกต่อไปแล้วดังเช่นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หากแต่อำนาจดังกล่าวได้ถูกแบ่งแยกให้อำนาจนิติบัญญัติแก่รัฐสภา อำนาจบริหารแก่รัฐบาล และอำนาจตุลาการแก่ศาลยุติธรรม พระองค์จึงไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองอีกต่อไป[6] แต่ยังคงมีพระราชอำนาจที่เป็นพระบารมีต่างๆ ตลอดจนจารีตประเพณีทางการปกครองประเทศที่ยังคงปกเกล้าประชาชนทั่วไปในฐานะประมุขของประเทศ โดยจะต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่มิได้ปกครอง(The King reigns but not rule)[7] ด้วยเหตุนี้ สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ผูกติดอยู่กับอำนาจอธิปไตยอันเป็นองค์ประกอบของความเป็นรัฐในสมัยก่อนจึงไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วในปัจจุบัน พระเกียรติของพระองค์จึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยตามไปด้วย การดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายพระองค์ จึงไม่อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อเงื่อนไขของความเป็นรัฐ 4 ประการที่เป็นความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้เลย

กล่าวคือไม่อาจอธิบายได้เลยว่า การที่พระเกียรติของพระมหากษัตริย์ต้องมีมลทินมัวหมองนั้น จะเป็นเหตุให้อริศัตรูเข้ามาแย่งชิงดินแดนของประเทศไทยได้อย่างไร? จะทำให้ประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมากได้อย่างไร? จะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลขาดความเป็นอิสระได้อย่างไร? และที่สำคัญคือไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าจะกระทบต่อการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐได้อย่างไร? พระเกียรติที่ต้องมัวหมองจากการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายจะกระทบต่อการออกกฎหมายของรัฐสภาได้อย่างไร? ทำให้การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐเกิดความติดขัดได้อย่างไร? หรือทำให้เกิดความเสียหายในกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายตุลาการได้อย่างไร? ซึ่งคำถามเหล่านี้ไม่ได้ถูกตอบหรืออธิบายในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่น้อย

สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายไว้นั้นกลับมีแต่การผูกความมั่นคงของราชอาณาจักรไว้กับความขุ่นข้องหมองใจของกลุ่มฝ่ายอนุรักษนิยม เมื่อพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ถูกกระทบกระเทือนจากการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายแต่เพียงเท่านั้น ไม่ได้ให้เหตุผลอย่างมีหลักคิดโดยอธิบายความเชื่อมโยงด้วยเหตุผลจากทฤษฎีกฎหมายแต่อย่างใดเลย ทั้งที่ยังมีโอกาสที่อาจจะสามารถอธิบายเชื่อมโยงไปถึงได้ แต่กลับอธิบายด้วยเหตุผลที่ปราศจากหลักนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์รับรอง และเหมารวมสรุปเอาเองว่าปัจจุบันประชาชนคนไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่หรือทุกคนคิดเหมือนกัน มีความรู้สึกไปในทางเดียวกัน มีศูนย์รวมจิตใจเป็นอย่างเดียวกันทุกคน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีความเป็นภววิสัยและน่าเชื่อถือ หากแต่มีเพียงคำอธิบายในทำนองเดียวกับที่ปรากฏอยู่ในหนังสือแบบเรียนสังคมศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

จากเหตุผลข้างต้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ในปัจจุบันเป็นฐานความผิดที่น่าจะแยกขาดจากแนวคิดเบื้องหลังของลักษณะความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเป็นความผิดอาญาที่มุ่งคุ้มครองพระเกียรติขององค์พระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว และไม่ควรถูกบัญญัติไว้ในลักษณะ 1 หมวด 1 ของประมวลกฎหมายอาญาอีกต่อไป การที่มาตรา 112 ยังคงถูกจัดไว้ให้เป็นลักษณะหนึ่งของความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรนั้น มีแต่จะทำให้การใช้ การตีความ หรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 เป็นไปอย่างสุดโต่ง บิดเบี้ยว และไม่สมเหตุสมผล โดยมีเหตุผลเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐให้ความชอบธรรมอยู่ข้างหลัง

ความสุดโต่ง บิดเบี้ยว และไม่สมเหตุสมผลที่ว่านี้ปรากฏออกมาอย่างเห็นชัดทั้งในแง่ของการดำเนินการทางนิติบัญญัติที่สะท้อนผ่านคำวินิจฉัยนี้ ในทำนองว่าการแก้ไขมาตรา 112 นั้นจะต้องเป็นการแก้ไขที่ทำให้เนื้อหาสาระมีความเข้มข้นขึ้นหรือกระบวนการที่เคร่งครัดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะการแก้ไขให้อ่อนลงหรือผ่อนคลายลงจะเป็นการทำให้ความมั่นคงของรัฐลดลง[8] อีกทั้งในแง่ของการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายนั้น เจ้าพนักงานก็จะสามารถใช้ดุลพินิจในการดำเนินการได้กว้างขวางมากขึ้นด้วยเหตุผลของความสงบเรียบร้อยของรัฐ เช่น การใช้ดุลพินิจในการไม่ปล่อยชั่วคราวเนื่องจากเห็นว่าคดีมาตรา 112 เป็นคดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐที่เป็นข้อร้ายแรงและการปล่อยชั่วคราวอาจจะทำให้การดำเนินคดีเสียหาย[9] ตลอดจนการดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดีของฝ่ายตุลาการที่ศาลฎีกาเคยพิพากษาให้มาตรา 112 คุ้มครองย้อนหลังไปไกลถึงพระมหากษัตริย์ในอดีต โดยให้เหตุผลกล่าวอ้างถึงสถานะการเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรของมาตรา 112[10]

ระดับความสำคัญของฐานความผิดและการอยู่นอกลักษณะความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ในตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายไว้ว่า “การที่ผู้ถูกร้องทั้งสอง เสนอให้มาตรา 112 ออกจากลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักรเป็นการกระทำเพื่อมุ่งหวัง ให้ความผิดตามมาตรา 112 เป็นความผิดที่ไม่มีความสำคัญ และความร้ายแรงในระดับเดียวกันกับความผิดในหมวด 1 ของลักษณะ 1 และไม่ให้ถือว่าเป็นความผิดที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศอีกต่อไป” เป็นการให้เหตุผลอาจเรียกได้ว่าเป็นลักษณะ ‘หมัดทลายหินผา’ เลยทีเดียว (ยิ่งกว่ากำปั้นทุบดิน) ซึ่งเป็นคำอธิบายที่มีความคลาดเคลื่อนทางวิชาการอย่างร้ายแรงมาก เพราะความผิดอาญาที่มีระดับความร้ายแรงสูงที่กฎหมายอาญาให้คุณค่าเหนือทุกสิ่งนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในลักษณะ 1 หมวด 1 เรื่องความมั่นคงของรัฐเสมอไป หากแต่สามารถอยู่ในลักษณะอื่นได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้จัดเรียงความร้ายแรงให้ความผิดอาญาในลักษณะต้นเป็นความผิดอาญาที่สำคัญ ส่วนลักษณะท้ายๆ เป็นความผิดอาญาที่ไม่สำคัญแต่อย่างใดเลย ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดเลยคือความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288[11] หรือ 289[12] ที่ให้ความคุ้มครองกับคุณค่าที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ ‘ชีวิตมนุษย์’ ซึ่งเป็นคุณค่าพื้นฐานที่เกี่ยวกับมนุษย์ที่ในทางสากลยอมรับว่าเป็นคุณค่าที่สูงที่สุด[13] โดยฐานความผิดดังกล่าวนี้อยู่ในลักษณะ 10 หมวด 1 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งอยู่ไกลจากลักษณะความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรถึง 9 หมวด แต่สะท้อนถึงความสำคัญของความผิดได้อย่างชัดเจนจากการระวางโทษได้สูงถึงประหารชีวิต เพราะฉะนั้นการจะสร้างหมวดหมู่ใหม่หรือลักษณะใหม่ให้แก่มาตรา 112 เป็นการเฉพาะแยกต่างหากจากลักษณะความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เช่น สร้างลักษณะใหม่เป็น ‘ความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์’ นั้นจึงไม่ได้ทำให้ความสำคัญของมาตรา 112 ลดลงไปแต่อย่างใดเลย

ในทางกลับกัน การปล่อยให้มาตรา 112 ยังคงอยู่ในลักษณะความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขอะไรเพิ่มเติมอันส่งผลให้การดำเนินคดียังคงเป็นไปอย่างรุนแรงและง่ายดายเสมือนยาพาราเซตามอลแก้อาการปวดใจของฝ่ายอนุรักษนิยมต่างหาก ที่เป็นการทำให้ความสำคัญของมาตราดังกล่าวและสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกลดทอนลงไป เพราะมาตราดังกล่าวจะถูกลดคุณค่าเหลือเพียงแต่การมีสถานะเป็นเครื่องมือของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มเพื่อความพึงพอใจส่วนตัว หรือหวังผลประโยชน์ในทางการเมืองแต่เพียงเท่านั้น ไม่ได้เป็นกฎหมายที่ใช้ปกป้องคุ้มครองพระเกียรติขององค์พระมหากษัตริย์และความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง อีกทั้งไม่ได้ทำให้ความเคารพเทิดทูนศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นมีมากขึ้นแต่อย่างใด หากมีแต่เพียงความเคารพจากความหวาดกลัวภยันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินคดีมาตรา 112 นี้เท่านั้น

บทส่งท้าย

การให้เหตุผลในส่วนการยืนยันถึงสถานะการเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรของมาตรา 112 ที่ปรากฏในคำวินิจฉัยคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ เป็นคำอธิบายที่ยังขาดความเป็นเหตุเป็นผลบนฐานคิดทางนิติศาสตร์อยู่มาก น่าเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญมีโอกาสครั้งใหญ่ที่จะอธิบายเหตุผลอันแยบคายแก่ประชาชนในคดีนี้แล้วว่าเหตุใดมาตรา 112 จึงยังคงต้องอยู่ในลักษณะความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรเท่านั้น ที่แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็เฝ้าติดตามและเรียนรู้เหตุผลของศาลรัฐธรรมเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่นๆ แต่สุดท้ายแล้วศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการแสดงความเป็นสถาบันที่ทรงภูมิทางด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ของประเทศไทยอย่างที่ผู้เขียนคาดหวังไว้ หากกลับมีแต่คำอธิบายที่ไปได้ไกลสุดที่เข้าใจได้แต่เพียงว่ามาตรา 112 เป็น ‘ความผิดต่อความมั่นคงทางจิตใจของกลุ่มอนุรักษนิยม’ เท่านั้น

 [+]

References ↑1 ถอดความจาก สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, ถ่ายทอดสด ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งเพื่ออ่านคำวินิจฉัย; โปรดฟังตั้งแต่นาทีที่ 17.40 ของคลิปวิดีโอ. ↑2 คณิต ณ นคร, กฎหมายอาญาภาคความผิด, พิมพ์ครั้งที่ 9 (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2549), น. 627; ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ และ รณกรณ์ บุญมี, กฎหมายอาญาภาคความผิดและลหุโทษ, พิมพ์ครั้งที่ 18 (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2564), น.26. ↑3 คณพล จันทน์หอม, กฎหมายอาญา ภาคความผิด เล่ม 1, พิมพ์ครั้งที่ 6 (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2566), น. 31. ↑4 เพิ่งอ้าง; บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, กฎหมายมหาชน เล่ม 4: รัฐ (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2560), น.193. ↑5 คณพล จันทน์หอม (เชิงอรรถที่ 3) น. 31. ↑6 กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์, การคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2563), น. 44-45. ↑7 เพิ่งอ้าง, น. 45. ↑8 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, ถ่ายทอดสด ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งเพื่ออ่านคำวินิจฉัย; โปรดฟังตั้งแต่นาทีที่ 26.35 – 27 ของคลิปวิดีโอ. ↑9 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108(1) บัญญัติว่า ในการวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว ต้องพิจารณาข้อเหล่านี้ประกอบ (1) ความหนักเบาแห่งข้อหา; ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1(5) บัญญัติว่า การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ (5) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล ↑10 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6374/2556. ↑11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 บัญญัติว่า ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ↑12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 บัญญัติว่า ผู้ใด (1) ฆ่าบุพการี (2) ฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่จะกระทำ หรือได้กระทำการตามหน้าที่ (3) ฆ่าผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ในการที่เจ้าพนักงานนั้นกระทำตามหน้าที่ หรือเพราะเหตุที่บุคคลนั้นจะช่วยหรือได้ช่วยเจ้าพนักงานดังกล่าวแล้ว (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (5) ฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย (6) ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ หรือเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือ (7) ฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอา หรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ต้องระวางโทษประหารชีวิต. ↑13 คณิต ณ นคร, กฎหมายอาญาภาคความผิด, พิมพ์ครั้งที่ 11 (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2559), น.97.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...