“ฝ่ายค้าน” ยื่นเสนอร่างแก้ไข รธน. 10 ข้อ
“ฝ่ายค้าน” ยื่นเสนอร่างแก้ไข รธน. 10 ข้อ ให้ สสร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ
วันที่ 15 มี.ค. 67 ที่รัฐสภานายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกพรรค เปิดเผยถึงกรณียื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ผ่านมา 6 เดือน สังคมอาจจะยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่าประเทศของเราจะได้รัฐรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และภายในเมื่อไหร่ ในมุมนึงเห็นว่าทางคณะกรรมการศึกษาที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมามี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ได้มีการแถลงผลสรุปเมื่อเดือนธันวาคม 2566 เพื่อเสนอให้รัฐบาลเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการทำประชามติ 3 ครั้ง จะต้องเริ่มจากการให้ ครม. มีมติ ให้มีการจัดทำประชามติครั้งที่หนึ่ง แต่ในอีกมุมก็เห็นถึง สส.พรรคเพื่อไทย นำโดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ได้พยายามเดินหน้าจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการทำประชามติเพียงแค่สองครั้ง กระบวนการดังกล่าวจะต้องเริ่มต้นจากการยืน แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจัดทำฉบับใหม่ได้ และทาง สส. พรรคเพื่อไทยได้ยื่นเข้าสู่การพิจารณาของสภาเมื่อเดือนมกราคม 2567
ในส่วนของจุดยืนของพรรคก้าวไกล เรื่องของจำนวนประชามติตนเข้าใจเหตุผลถึงการเมืองที่อาจทำให้หลายฝ่ายมองถึงความจำเป็น หรือประโยชน์ในการจัดทำประชามติเพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง รวมเป็น 3 ครั้ง แต่ตนก็ยืนยันมาตลอดเช่นกันว่าหากจะยึดตามกฎหมาย หรือยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การจัดทำประชามติเพียงแค่สองครั้งก็เพียงพอแล้วในเชิงกฎหมาย
ทั้งนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยื่นในวันนี้มีเนื้อหาสำคัญ 10 ข้อ คือ
1. มีการเสนอให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด 200 คนที่มาจากการเลือกตั้ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรก มี 100 คนที่เป็น สสร. แบบแบ่งเขต จะใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และให้ผู้สมัครนั้นสมัครมาเป็นรายบุคคล ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครได้ 1 คน ก็จะได้รับเลือก และประเภทที่สอง อีก 100 คน จะเป็นแบบบัญชีรายชื่อ เราจะใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง และเปิดให้ผู้สมัครนั้นสามารถสมัครเข้ามาได้เป็นทีม ให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกผู้สมัครหนึ่งทีม และแต่ละทีมได้ สสร. ที่คำนวณตามสัดส่วนคะแนน
2. เราได้กำหนดให้ สสร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตราบใดที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐตามที่ได้กำหนดไว้แล้วในรัฐธรรมนูญมาตรา 255
3. เราได้กำหนดให้ สสร. มีกรอบเวลาไม่เกิน 360 วัน ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ สสร. มีเวลาเพียงพอในการรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน ของการทำงาน ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างรอบคอบ
4. เราได้มีการกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้สมัคร สสร. ไว้ 18 ปี ซึ่งตรงนี้ก็สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยสากล ว่าอายุขั้นต่ำกับการสมัครรับเลือกตั้งนั้น มักจะเป็นอายุเดียวกันในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
5. เราได้กำหนดให สสร. มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาหนึ่งคณะ โดยในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะนี้จะต้องประกอบไปด้วย สสร. อย่างน้อย 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมาธิการ เพื่อให้มีตัวแทนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนเป็นเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็การเปิดพื้นที่ที่เหลือให้กับคนนอกสามารถมาคุมกรรมาธิการได้ ตามที่ สสร. คัดเลือกและอนุมัติ
6. รอได้กำหนดไว้จะให้มีการจัดทำประชามติหลังจากที่ สสร. ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วเพื่อถามที่รองประชาชนทั่วประเทศว่าเห็นด้วยหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ4/2464
7. เราได้กำหนดให้ สสร. มีอำนาจในการจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ พรก. เพื่อส่งให้รัฐสภานั้นพิจารณาและให้ความเห็นชอบ
8. กำหนดไว้ว่าให้ สสร. สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภา หรือจากการที่วุฒิสภาหมดวาระ เพื่อให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สะดุดลงและมีความต่อเนื่องราบรื่น
9. เราได้กำหนดไว้เช่นกันว่าใครก็ตามที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะถูกกำหนดให้ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น สส. สว. รัฐมนตรี ผู้บริหารสมาชิกสภาท้องถิ่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ภายใน 5 ปีแรก เพื่อป้องกันเรื่องของผลประโยชน์ซับซ้อน
10. เราได้มีการปรับเกณฑ์เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยกำหนดไว้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆก็ตามจะกระทำได้ หากได้รับความเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาและเกิน 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการแก้ไขเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเป็นการแก้ไขที่นำไปสู่ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีการทำประชามติเพิ่มขึ้นมา และร่างฉบับดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนผ่านประชามติด้วยเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม พรรคก้าวไกลเข้าใจและทราบข่าวมาว่าประธานรัฐสภา ตัดสินใจไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สสร. ที่ถูกเสนอโดย สส. พรรคเพื่อไทยเมื่อตอนต้นปี เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา และได้ให้เหตุผลว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 กำหนดว่าจะต้องจัดทำประชามติก่อน ที่จะสามารถเสนอร่างดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้
ทั้งนี้ ขอย้ำว่าในมุมของพรรคก้าวไกล เรามองว่าการกระทำดังกล่าวของประธานรัฐสภา เป็นการตีความคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นการตัดสินใจที่เราไม่เห็นด้วย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานรัฐสภาจะทบทวนการตัดสินใจดังกล่าว และตัดสินใจบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ สสร. ทั้งฉบับพรรคเพื่อไทยที่ยืนไปแล้ว และฉบับของพรรคก้าวไกลที่ยื่นในวันนี้เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภา