‘ยศชนัน’ ลุยโคลนเข้าพื้นที่น้ำท่วมน่าน เยี่ยมผู้ประสบภัยถึงบ้าน เร่งสั่งเครื่องจักรฟื้นฟูชุมชน
เมื่อวันที่ 21 ส.ค. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่เพื่อติดตามภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งประสานการฟื้นฟูและเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเร่งด่วน
โดยนายยศชนันได้นำคณะเดินเท้าลุยโคลนเข้าพื้นที่สำรวจความเสียหายและฟื้นฟูเขตชุมชน ณ บ้านศิลาแดง (บ้านฝาย) ต.ศิลาแลง อ.ปัว โดยตรวจเยี่ยมบ้านเรือนประชาชนทีละหลัง ซึ่งแต่ละหลังโดนกระแสน้ำพัดเอาโคลนจำนวนมากเข้ามาถม คณะของนายยศชนันมายังบ้านของ น.ส.ปวีณา การศรี (ครูแนน) ครูโรงเรียนในพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดที่เผชิญมวลน้ำป่าไหลหลากเข้าปะทะอย่างรุนแรงจนบ้านและบริเวณรอบข้างเต็มไปด้วยโคลนและเศษซากกิ่งไม้ โดยครูแนนได้เล่าถึงนาทีชีวิตว่า กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางและไหลเชี่ยวกรากเข้ามาอย่างกะทันหันจนร่างเกือบถูกพัดไปกับสายน้ำ ต้องกอดเสาบ้านไว้แน่นก่อนที่คุณพ่อจะโยนเชือกมาดึงตัวไว้ได้ทัน
ทั้งนี้ เนื่องจากระบบแจ้งเตือนภัยยังมาไม่ถึงและสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดขาด ครูแนนจึงตัดสินใจใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเองเป็นกระบอกเสียงประสานงานขอความช่วยเหลือ ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานจากกรมทหารพรานที่ 32 จำนวน 6 นาย ฝ่ากระแสน้ำเข้ามาช่วยเหลืออพยพกลุ่มเปราะบาง ทั้งคนชรา ผู้พิการทางการได้ยินและสายตา รวมกว่า 20 ราย ไปยังจุดปลอดภัยที่วัดป่าเมือดได้อย่างปลอดภัย นายยศชนัน ได้กล่าวชื่นชมความมีสติและความกล้าหาญของครูแนน พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหารพรานและผู้นำชุมชน โดยยกย่องให้ทุกคนเป็น "ฮีโร่ตัวจริง" ที่ทุ่มเทช่วยเหลือชีวิตประชาชนในสถานการณ์วิกฤติ
นายยศชนัน กล่าวว่า ได้สั่งการให้นำเครื่องจักรหนักเข้ามาตักและดันดินโคลนออกจากชุมชนทันที เนื่องจากปริมาณดินโคลนหนาแน่นเกินกำลังคนจะรับไหว และได้ประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อขอขยายวงเงินทดรองราชการฉุกเฉินเป็น 100 ล้านบาท พร้อมเตรียมบูรณาการงบซ่อมแซมบ้านเรือนจาก ปภ. ร่วมกับงบสมทบจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อเร่งจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 33 หลังคาเรือนที่เสียหายหนัก
ช่วงท้าย นายยศชนัน ได้เดินสำรวจแนวร่องน้ำโดยรอบ พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น กลาง และยาว ว่า รัฐบาลได้เตรียมขับเคลื่อนร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ การจัดการน้ำและโครงสร้าง - ผลักดันการสร้างฝายและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กถึงขนาดกลางในพื้นที่ตอนบนของอำเภอโซนเหนือเพื่อเป็นจุดชะลอและดักน้ำ ควบคู่ไปกับการขุดลอกลำน้ำน่านเพื่อเพิ่มความลึกในการรับน้ำ และก่อสร้างพนังกั้นน้ำในเขตเศรษฐกิจ
การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ - บูรณาการร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการจัดสรรที่ดินทำกิน (คทช.) โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ใช้ประโยชน์ต้องร่วมปลูกป่าฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำเพิ่มเติม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
ยกระดับระบบเตือนภัยด้วยเทคโนโลยี - พัฒนาระบบเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือ (Cell Broadcast) ควบคู่กับระบบเตือนภัยอัตโนมัติเฉพาะจุด (GOI) เพื่อให้ส่งสัญญาณเตือนได้ทันทีตามค่าวิกฤติของความชื้นและปริมาณฝน โดยไม่ต้องรอการประมวลผลจากบุคคล พร้อมนำเทคโนโลยี One Map และระบบจำลองสถานการณ์น้ำ (Digital Twin / GIS) มาจัดทำฐานข้อมูลพิกัดความเสี่ยงและความลาดชัน เพื่อให้นักวิชาการและหน่วยงานหลักใช้สมการตัวชี้วัด (Indicator) เดียวกันในการแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำและทันท่วงทีในอนาคต