Nothing ส่ง Ear (3a) หูฟังที่กดอัดเสียงได้จากตัวหูฟัง แล้วให้ AI ถอดความและสรุปให้ พร้อม Phone (4b) ที่รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential
Nothing Thailand เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Nothing Ear (3a) หูฟัง True Wireless ราคา 3,999 บาท และ Nothing Phone (4b) สมาร์ตโฟนราคา 13,999 บาท
ประเด็นสำคัญ
- Ear (3a) เพิ่มการอัดเสียงในตัวหูฟัง
- Phone (4b) กับโครงสร้าง Unibody และกล้องหลัก 50MP
- Nothing OS 4.1 รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential
จุดร่วมของทั้งสองรุ่นอยู่ที่การนำ AI เข้ามาช่วยบันทึกและเรียกคืนข้อมูล โดยฝั่งหูฟังเพิ่มความสามารถในการอัดเสียงเข้ามาไว้ในตัวเครื่อง ส่วนฝั่งสมาร์ตโฟนใช้ชุดฟีเจอร์ Essential บน Nothing OS 4.1 ทำหน้าที่จัดเก็บและสรุปข้อมูลที่ผู้ใช้บันทึกไว้
Ear (3a) เพิ่มการอัดเสียงในตัวหูฟัง
ความสามารถใหม่ของ Ear (3a) คือ Audio Snapshot ที่ให้ผู้ใช้กดที่ตัวหูฟังเพื่อบันทึกเสียงรอบตัวหรือไอเดียที่เกิดขึ้นระหว่างวันได้ทันที ควบคู่กับ Call Recording สำหรับบันทึกบทสนทนา โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในแอปพลิเคชัน Nothing X ซึ่งมี AI ช่วยถอดเสียง สรุปใจความ และค้นหาข้อมูลย้อนหลัง
ในส่วนคุณภาพเสียง Ear (3a) ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 12 มิลลิเมตร รองรับ Hi-Res Audio และปรับแต่งเสียงเองได้ผ่าน Advanced EQ Control พร้อมระบบตัดเสียงรบกวน Wideband ANC ที่ Nothing ระบุว่าทำงานในช่วงความถี่กว้างขึ้น
ตัวเครื่องยังคงดีไซน์โปร่งใสประจำแบรนด์ โดยปรับเคสชาร์จเป็นทรงโค้งมน และเพิ่มไฟแสดงสถานะบนเคสสำหรับตรวจสอบการจับคู่และการอัปเดตเฟิร์มแวร์
เรื่องแบตเตอรี่ Nothing ระบุว่าใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 10 ชั่วโมง และสูงสุด 42 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จในโหมดปิด ANC ซึ่งเป็นตัวเลขจากการทดสอบในห้องทดลองของบริษัท ตัวหูฟังใช้ Bluetooth 6.0 เชื่อมต่อพร้อมกันได้ 2 อุปกรณ์ และมีมาตรฐานกันฝุ่นกันละอองน้ำ IP54
Phone (4b) กับโครงสร้าง Unibody และกล้องหลัก 50MP
สำหรับ Phone (4b) Nothing ระบุว่าออกแบบโดยทีมงานในกรุงลอนดอน โดยยังคงดีไซน์โปร่งใส และมาพร้อม Glyph Bar อินเทอร์เฟซแสงที่แสดงการแจ้งเตือน สถานะการบันทึก และความคืบหน้าของกิจกรรมต่างๆ โดยผู้ใช้ไม่ต้องเปิดหน้าจอ
ตัวเครื่องใช้โครงสร้าง Unibody ที่เชื่อมฝาหลังและเฟรมเข้าด้วยกัน ด้วยวัสดุ Crystal-clear Soft Polymer หรือ TPU ซึ่ง Nothing ระบุว่าเสริมความแข็งแรงในการบิดงอเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า พร้อมมาตรฐาน IP64
กล้องเป็นแบบกล้องหลังคู่ ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP พร้อมระบบกันสั่น OIS และกล้อง Ultra-wide 8MP มุมกว้าง 119.5 องศา รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K ทำงานร่วมกับระบบประมวลผลภาพ TrueLens Engine 4
สเปกภายในใช้ชิป Snapdragon 6 Gen 4 พร้อม Vapor Chamber ขนาด 4,400 ตารางมิลลิเมตรสำหรับระบายความร้อน หน้าจอเป็น Samsung AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz ความสว่างสูงสุด 2,000 nits ส่วนแบตเตอรี่อยู่ที่ 5,200mAh ซึ่งเป็นความจุมากที่สุดที่ Nothing เคยใส่ในสมาร์ตโฟนของแบรนด์ และชาร์จเร็ว 33W
Nothing OS 4.1 รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential
Phone (4b) ทำงานบน Nothing OS 4.1 ซึ่งพัฒนาบน Android โดยรวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential ที่ออกแบบให้ทำงานร่วมกัน แทนการสลับใช้งานหลายแอปพลิเคชัน
เริ่มจาก Essential Key ปุ่มลัดที่ปรับตำแหน่งใหม่ ใช้บันทึกภาพหน้าจอ เว็บไซต์ การโทร หรือ Voice Note ก่อนส่งต่อไปยัง Essential Space พื้นที่ที่ใช้ AI จัดเก็บ วิเคราะห์ และสรุปข้อมูล ขณะที่ Essential Search ใช้ค้นหาทั้งข้อมูลในเครื่องและคำตอบบนอินเทอร์เน็ต ส่วน Essential Memory จะเชื่อมโยงข้อมูลที่เคยบันทึกไว้เพื่อช่วยเรียกคืนสิ่งที่ผู้ใช้อาจลืม
อีกส่วนคือ Essential Voice ที่แปลงเสียงพูดเป็นข้อความและรองรับการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และ Playground ที่ให้ผู้ใช้สร้างเครื่องมือหรือ Widget ด้วย AI โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
สำหรับการวางจำหน่าย Nothing Ear (3a) มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ Pink, Black, White และ Blue ราคา 3,999 บาท ส่วน Nothing Phone (4b) มาในสเปก 8+128GB มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, White และ Blue ราคา 13,999 บาท จำหน่ายผ่าน Nothing Official Store และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ