โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

Big Tech กำไรโต 48% แต่เบื้องหลังมาจาก OpenAI-Anthropic มากกว่าธุรกิจหลัก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 ส.ค. เวลา 10.29 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. เวลา 03.29 น.

กำไรบริษัทใน S&P 500 ถูกหนุนจากการปรับมูลค่าการลงทุนในบริษัท AI อย่าง OpenAI-Anthropic หากตัดรายการดังกล่าวออก อัตราการเติบโตของกำไรจะลดลงเหลือ 29%

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 05.24 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สหรัฐ อย่าง Microsoft, Amazon และ Alphabet ดูแข็งแกร่งกว่าที่เป็นจริง เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการปรับเพิ่มมูลค่าการลงทุนในบริษัท AI เอกชน เช่น OpenAI, Anthropic และในกรณีของ Alphabet ยังรวมถึง SpaceX ด้วย ส่งผลให้ตัวเลขกำไรสุทธิพุ่งขึ้นอย่างมาก แม้ว่ากำไรส่วนนี้จะยังเป็นเพียงกำไรทางบัญชี (Unrealized Gain) ไม่ใช่รายได้ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจหลัก

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า กำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ในไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้นประมาณ 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากตัดกำไรจากการตีมูลค่าการลงทุนในบริษัท AI เอกชนออก อัตราการเติบโตจะเหลือเพียง 29% ซึ่งใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 24%

ในช่วงที่กระแส AI เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้ง OpenAI และ Anthropic มีมูลค่ากิจการในตลาดเอกชนเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทที่ถือหุ้นอยู่ต้องบันทึกมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในงบกำไรขาดทุนตามมาตรฐานบัญชี แม้ว่าจะยังไม่ได้ขายหุ้นหรือรับเงินสดจริง

ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขกำไรของ Big Tech จึงสะท้อนผลจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์มากกว่าการเติบโตของธุรกิจหลัก เช่น การขายซอฟต์แวร์ บริการคลาวด์ หรือโฆษณา

กิล ลูเรีย กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีของ D.A. Davidson กล่าวว่า ตัวเลขกำไรที่ประกาศออกมาถูกขยายให้สูงเกินจริง จากกำไรการลงทุนใน OpenAI, Anthropic และ SpaceX พร้อมระบุว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักตัดรายการเหล่านี้ออกเมื่อประเมินผลประกอบการแบบ Non-GAAP เพราะเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งคราวและมีความผันผวนสูง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Amazon ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ใน OpenAI และ Anthropic โดยในช่วงปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมา Amazon ยังเพิ่มการลงทุนใน OpenAI อีก 50,000 ล้านดอลลาร์

บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 240% จากปีก่อน แต่หากไม่รวมกำไรจากการตีมูลค่าการลงทุน การเติบโตของกำไรจะเหลือเพียง 17% โดย Amazon รับรู้กำไรจากการลงทุนใน Anthropic ถึง 53,400 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสล่าสุด

ด้าน Alphabet บริษัทแม่ของ Google ซึ่งถือหุ้นราว 5% ใน SpaceX และยังลงทุนใน Anthropic เช่นกัน รายงานกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกือบ 300% เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากตัดกำไรจากการลงทุนใน SpaceX และ Anthropic ออก การเติบโตของกำไรจะเหลือเพียงประมาณ 23% เท่านั้น

สำหรับ Microsoft ผลกระทบไม่รุนแรงเท่า Amazon และ Alphabet แต่ยังได้รับประโยชน์จากการลงทุนใน Anthropic โดยรับรู้กำไรสุทธิราว 3,200 ล้านดอลลาร์ จากการลงทุนดังกล่าว รวมถึงกำไรอีก 480 ล้านดอลลาร์ จากการถือหุ้นใน OpenAI ส่งผลให้อัตราการเติบโตของกำไรเพิ่มขึ้นอีกราว 10 จุดเปอร์เซ็นต์

นักวิเคราะห์มองว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัท AI เอกชนมีความเชื่อมโยงกับ Big Tech มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น โดยทั้ง OpenAI และ Anthropic ได้ยื่นเอกสารลับต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเตรียมเข้าตลาดหุ้น และคาดว่าจะเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (IPO) ภายในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการตีมูลค่าการลงทุนอาจทำให้ผลประกอบการในอนาคตมีความผันผวนมากขึ้น เพราะหากมูลค่าบริษัทที่ลงทุนลดลง ก็ต้องรับรู้ผลขาดทุนทางบัญชีเช่นกัน

ลูเรียยกตัวอย่างว่า SpaceX ปรับตัวลงราว 50% จากจุดสูงสุดหลังเข้าตลาดหุ้น ทำให้ Alphabet มีแนวโน้มต้องบันทึกผลขาดทุนจากการตีมูลค่าในไตรมาสเดือนก.ย. เว้นแต่การเข้าตลาดของ Anthropic จะช่วยชดเชยได้

แม้ตัวเลขกำไรจะได้รับแรงหนุนจากการลงทุนใน AI แต่ เจฟฟ์ คิลเบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ KKM Financial มองว่า ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียังคงแข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยกำไรจากการลงทุนเป็นเพียงของตกแต่งเพิ่มเติมบนผลประกอบการที่ดี พร้อมระบุว่า ฤดูกาลประกาศงบครั้งนี้ยังถือว่าน่าประทับใจ แม้ไม่นับรวมผลบวกจากสินทรัพย์ AI ก็ตาม

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...