โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Yayoi Kusama ศิลปิน ‘ลายจุด’ ทรงพลังทางธุรกิจ ที่แบรนด์ดังเลือกจับมือ

Amarin TV

อัพเดต 39 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สำรวจความทรงพลังทางธุรกิจและการตลาดของ Yayoi Kusama ศิลปิน ‘ลายจุด’ ที่แบรนด์ดังระดับโลกเลือก (และอยาก) จับมือ

ยาโยอิ คุซามะ (Yayoi Kusama) ศิลปินแนวหน้าของญี่ปุ่น เจ้าของผลงานลายจุด ฟักทอง และห้องกระจก Infinity Mirror Rooms เสียชีวิตในวัย 97 ปี ที่โรงพยาบาลในกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของเธอได้ประกาศข่าวการจากไปของเธอในเช้าวันที่ 27 สิงหาคม

ส่วนหนึ่งในประกาศระบุว่า ตลอดชีวิตอันโดดเด่นที่อุทิศให้กับศิลปะ คุซามะสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะอาวองการ์ด ผลงานของเธอครอบคลุมทั้งงานทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง นวนิยาย และบทกวี เธอยังคงสร้างสรรค์ผลงานจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยไม่เคยละมือจากพู่กัน

ยาโยอิ คุซามะ คือศิลปินที่ใช้เวลาหลายทศวรรษสร้างภาษาทางศิลปะของตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยที่คนทั่วโลกรู้จัก จากจุดเริ่มต้นในญี่ปุ่น ก่อนย้ายไปนิวยอร์กในปี 1957 และเข้าไปอยู่ในแวดวงศิลปะอาวองการ์ดของนิวยอร์กในยุค 1960 ผลงานของเธอค่อย ๆ ขยายรูปแบบจากภาพวาด Infinity Nets ไปสู่งานประติมากรรม ศิลปะจัดวาง (installation art) และผลงานที่สร้างประสบการณ์ให้ผู้ชม จนในช่วงหลายสิบปีหลังชื่อของคุซามะกลายเป็นแบรนด์ในตัวเอง

ความสำเร็จของเธอในตลาดศิลปะสะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดเจน ในปี 2024 คุซามะครองอันดับ 1 ศิลปินร่วมสมัยที่มียอดขายจากการประมูลสูงที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าราว 58.8 ล้านดอลลาร์ และครองตำแหน่งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แม้มูลค่าจะลดลงจากปี 2023 ก็ตาม

ความสำเร็จของคุซามะไม่ได้อยู่แค่การขายผลงานราคาแพงในตลาดศิลปะ เพราะอีกด้านหนึ่ง เธอเป็นศิลปินที่สามารถนำเอกลักษณ์ของตัวเองออกไปอยู่บนสินค้า พื้นที่ค้าปลีก และสื่อการตลาดของแบรนด์ต่าง ๆ ได้อย่างโดดเด่น จนน่าสนใจว่า เมื่อแบรนด์ได้ชื่อและภาพจำของคุซามะมาอยู่ข้างตัวแล้ว ชื่อของศิลปินดังคนนี้สร้างมูลค่าทางธุรกิจให้แบรนด์มากขนาดไหน

จากศิลปินสู่ ‘ชื่อที่ขายได้’ ของแบรนด์

จุดแข็งสำคัญของคุซามะคือผลงานของเธอมีภาพจำที่ชัดมาก ลายจุดซ้ำ ๆ สีสันจัดจ้าน ฟักทอง และโลกแบบ infinity ที่เห็นเพียงไม่กี่วินาทีก็รู้ว่าเป็นงานของใคร ความชัดเจนนี้ทำให้งานของเธอสามารถข้ามจากพื้นที่พิพิธภัณฑ์และแกลเลอรีไปอยู่ในสินค้าและพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้ง่ายกว่าศิลปะที่ต้องอาศัยบริบทหรือคำอธิบายจำนวนมาก

มีงานศึกษาก่อนหน้านี้มองเห็นผลเชิงบวกของการนำศิลปะของคุซามะมาร่วมงานกับแบรนด์อยู่แล้ว โดยงานของ Y. Kim (2018) สรุปว่า ความร่วมมือกับศิลปินอย่างคุซามะสามารถช่วยเพิ่มการมองเห็นของแบรนด์ (brand visibility) และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค (consumer engagement)

งานวิจัย “Impact of Yayoi Kusama’s Art on Commercial Design” (ตีพิมพ์ปี 2024) โดย Dou Xiang และ Prof. Joung-Hyung Cho ที่เจาะลึกต่อไปว่า การนำศิลปะของคุซามะมาผสานกับงานออกแบบเชิงพาณิชย์ส่งผลต่อแบรนด์และตลาดอย่างไร ได้ผลการศึกษาช่วยทำให้เห็นภาพได้ดี โดยเฉพาะกรณี Louis Vuitton x Kusama ซึ่งผู้เชี่ยวชาญให้คะแนนด้านผลกระทบต่อตลาด (market effect) 4.83 จากคะแนนเต็ม 5 ด้านความเป็นเอกลักษณ์ (uniqueness) 4.92 และด้านสุนทรียะ (aesthetics) 4.92

ตัวเลขนี้สะท้อนการรับรู้ของผู้เชี่ยวชาญว่า การนำเอกลักษณ์ของคุซามะเข้ามาอยู่ในงานออกแบบสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่นและสร้างผลกระทบต่อตลาดได้สูง ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการร่วมงานกับศิลปินระดับโลก เพราะแบรนด์ไม่ได้ซื้อเพียง ‘ลวดลาย’ แต่ซื้อความหมายและการรับรู้ที่สะสมมากับชื่อของศิลปินด้วย

Louis Vuitton x Kusama พิสูจน์พลัง Art Collaboration

กรณีที่เห็นผลกระทบทางการตลาดได้ชัดที่สุด คือ Louis Vuitton แบรนด์สินค้าหรูจากฝรั่งเศสซึ่งร่วมงานกับคุซามะครั้งแรกในปี 2012 ก่อนกลับมาทำแคมเปญขนาดใหญ่อีกครั้งในช่วงปี 2022-2023 โดยนำลายจุด ฟักทอง และโลกแบบ Infinity ของคุซามะมาใช้ทั้งบนสินค้า หน้าร้าน และประสบการณ์ดิจิทัล

ข้อมูลจาก Launchmetrics ระบุว่า คอลเลกชัน Louis Vuitton x Kusama ในช่วงเปิดตัวสร้าง Media Impact Value (MIV) ได้ 15.4 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 7 วัน โดย 88% หรือ 13.5 ล้านดอลลาร์ มาจากโซเชียลมีเดีย

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า จุดแข็งของคุซามะไม่ใช่แค่การทำให้สินค้าดูแตกต่าง แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการทำให้สินค้ากลายเป็นคอนเทนต์ได้ด้วย เนื่องจากงานของเธอมีลักษณะที่เหมาะกับโลกโซเชียลมีเดียอย่างมาก ทั้งสีที่สะดุดตา ลวดลายที่มองเห็นได้ทันที และอินสตอลเลชันขนาดใหญ่ที่สร้างภาพจำได้ในเวลาไม่กี่วินาที เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาอยู่ในแคมเปญของแบรนด์ จึงเปิดโอกาสให้คนพูดถึง ถ่ายภาพ แชร์ และส่งต่อ โดยไม่จำเป็นต้องรับรู้รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ก่อน

กรณี Louis Vuitton จึงเห็นได้ว่าอิทธิพลของศิลปินสามารถขยายจากตัวสินค้าไปสู่ earned media และ social engagement ได้อย่างรวดเร็ว

ชื่อของ Kusama ไม่ได้ขายได้เฉพาะของหรู

อิทธิพลของคุซามะน่าสนใจตรงที่การร่วมงานของเธอกับแบรนด์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับแบรนด์หรูเท่านั้น แต่สามารถลงไปถึงตลาดแมสได้ด้วย ยกตัวอย่างการร่วมงานกับ Uniqlo และ JD.com รวมถึงการนำงานไปใช้ในพื้นที่และงานออกแบบสื่อรูปแบบต่าง ๆ

กรณีของ Uniqlo งานของคุซามะถูกนำไปใช้ในสินค้า UT และ Uniqlo ยังได้จับมือกับ Tate Modern ผ่านโครงการ UNIQLO Tate Play ซึ่งนำผลงาน The Obliteration Room ของคุซามะไปเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เปิดให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม

หากมองในเชิงธุรกิจ ความแตกต่างของ Uniqlo อยู่ที่การใช้คุซามะเพื่อขยายการเข้าถึงและสร้าง cultural relevance มากกว่าการสร้างสินค้าราคาแพง ทำให้เห็นว่าอิทธิพลของคุซามะสามารถทำงานได้หลายระดับ ตั้งแต่สร้างความพิเศษให้สินค้าระดับลักชูรี ไปจนถึงการทำให้ศิลปะร่วมสมัยเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคจำนวนมาก

ความหลากหลายนี้สำคัญในเชิงธุรกิจ เพราะทำให้คุซามะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคหลายระดับ และนี่เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลที่ช่วยสร้างตลาดให้คุซามะเองด้วย เพราะการที่งานของคุซามะปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างต่อเนื่องก็ช่วยเพิ่มความคุ้นเคยกับภาพจำของเธอ ยิ่งผู้คนเห็นงานมากขึ้น ชื่อของเธอก็ยิ่งถูกเชื่อมโยงกับภาพเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น และความคุ้นเคยนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มคนที่ติดตามวงการศิลปะเท่านั้น จึงเกิดวงจรที่น่าสนใจขึ้นมา คือ แบรนด์ใช้ชื่อของศิลปินเพื่อสร้างความสนใจ ขณะที่ศิลปินก็ใช้เครือข่ายของแบรนด์เพื่อขยายตลาดและฐานผู้ชมของตัวเองด้วยในเวลาเดียวกัน

กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วยผลงานที่คนอยากเดินทางไปหา

อิทธิพลของคุซามะไปไกลกว่าสินค้า เพราะผลงานของเธอสามารถเปลี่ยน ‘พื้นที่’ ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คนอยากไปเยือนได้

งานวิจัยที่กล่าวถึงข้างต้นพบว่า โครงการที่นำผลงานของคุซามะไปใช้กับพื้นที่ เช่น Louis Vuitton Tank Shanghai Pop-up Space และการตกแต่งพื้นที่บน Champs-Élysées ได้รับคะแนนด้านความเป็นเอกลักษณ์และความสวยงามในระดับสูงเช่นกัน สะท้อนว่าเมื่อศิลปะของเธอถูกขยายจาก ‘สิ่งที่อยู่บนสินค้า’ ไปเป็น ‘สิ่งที่คนเข้าไปสัมผัส’ ผลกระทบก็ขยายตามไปด้วย

ภาพเดียวกันเกิดขึ้นที่นาโอชิมะ (Naoshima) เกาะเล็ก ๆ ของญี่ปุ่นซึ่งพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางด้านศิลปะร่วมสมัย โดยหนึ่งในภาพจำสำคัญ คือ Yellow Pumpkin ประติมากรรมฟักทองลายจุดของ Kusama ที่ตั้งอยู่ริมทะเล ผลงานชิ้นนี้เป็นแลนด์มาร์กที่กลายเป็นภาพจำของเกาะ และเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ดึงดูดผู้คนให้เดินทางเข้าไปเยือนเกาะนี้

ตัวอย่างในฝั่งพิพิธภัณฑ์ยิ่งเห็นภาพชัด นิทรรศการของคุซามะที่ National Gallery of Victoria (NGV) ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งจัดขึ้นในช่วงปลายปี 2024 ถึงเมษายน 2025 ดึงดูดผู้เข้าชมถึง 570,537 คน ทำสถิติเป็นนิทรรศการเก็บค่าเข้าชมที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ NGV และมากกว่า 24% ของผู้เข้าชมมาจากต่างรัฐหรือต่างประเทศ

เมื่องานศิลปะกลายเป็นเหตุผลให้ผู้คนเดินทาง ผลกระทบก็ส่งต่อไปยังธุรกิจรอบข้าง ทั้งที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และร้านค้าในท้องถิ่น นี่จึงเป็นอีกระดับของมูลค่าที่คุซามะสามารถสร้างได้ จากการทำให้คน ‘อยากเดินทางไปหา’ ผลงานนั้น

.

อ้างอิง : Yayoi Kusama, Bloomberg, Impact of Yayoi Kusama’s Art on Commercial Design, ARTSY, NGV

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...