โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'ฮายอง' (Ha Young) ผิดด้วยหรือที่ปู่ทวดของเธอเป็นพวก'โปรญี่ปุ่น'? กรณีการบูลลี่ด้วยประวัติศาสตร์ในเกาหลีใต้

The Better

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

ในเวลานี้เกิดกรณีอื้อฉาวอีกครั้งกับคนในวงการบันเทิงเกาหลีใต้ เมื่อ 'ฮายอง' (하영 / Ha Young) หรือ อัน ฮา-ยอง นักแสดงหญิงชาวเกาหลีใต้ถูกเปิดโปงว่า 'บรรพบุรุษ' ของเธอเป็นพวก 'ชินอิล' (친일) หรือพวกที่สมรู้ร่วมคิดกับญี่ปุ่น โปรญี่ปุ่น และรับใช้ญี่ปุ่น ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคม

ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับภูมิหลังครอบครัวของเธอเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ในรายการวาไรตี้ Problem Child in House (옥탑방의 문제아들) ทางช่อง KBS2 เมื่อฮายองเปิดเผยว่าครอบครัวของเธอเป็นแพทย์มาถึง 4 รุ่นแล้ว ในรายการ ฮายองกล่าวว่าปู่ทวดของเธอเรียนแพทย์ที่ญี่ปุ่น เปิดคลินิกแบบตะวันตกในเมืองฮันยาง (กรุงโซล) ตั้งแต่อายุยังน้อย และเคยรักษาพระเจ้าโคจงด้วย จักรพรรดิองค์แรกจากทั้งหมดสองพระองค์ของจักรวรรดิเกาหลี ก่อนหน้านี้

เมื่อประเด็นถกเถียงนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 ต้นสังกัดของฮายองได้แถลงว่า "เป็นความจริงที่ว่า ปู่ทวดของฮายองคือ อัน ซัง-โฮ (안상호) แต่เนื้อหาที่เผยแพร่ทางออนไลน์นั้นไม่มีมูลความจริง”

ทำไม อัน ซัง-โฮ ถึงเป็นปัญหา? และการเป็นเหลนของ อันซัง-โฮ คือ ฮายอง ถึงกลายเป็นปัญหาไปด้วย?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ในปัจจุบันที่เกาหลีใต้การถูกกล่าวหาว่าเป็น 'ชินอิล' (친일 / 親日) หรือ 'ชินอิลบันมินจุกแฮงอึยจา' (친일반민족행위자 / 親日反民族行爲者) แปลว่า พวกที่สมรู้ร่วมคิดกับญี่ปุ่น โปรญี่ปุ่น และรับใช้ญี่ปุ่น ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคม ถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก ไม่เพียงบุคคลเหล่านั้น (ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว) จะถูกตราหน้าในบันทึกประวัติศาสตร์ว่าเป็นพวกทรยศชาติเท่านั้น แต่ลูกหลานทุกรุ่นยังจะถูกสังคมกีดกัน ถูกขุดคุ้ยประวัติออกมาแฉ และถูกประณามจากสังคม ดังนั้น หลายคนจึงพยายามไม่พูดถึงเรื่องราวของบรระบุรุษของตนที่เป็นพวกชินอิลหรืออาจจะเป็นชินอิล แต่ฮายองนั้นเปิดเผยเรื่องนี้ออกมาโดยไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงตามมา

อัน ซัง-โฮ ปู่ทวดของฮายอง เป็นชาวเกาหลีคนแรกที่เปิดคลินิกแบบตะวันตกในกรุงโซล และให้การรักษาผู้ป่วยด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันในคาบสมุทรเกาหลี เขาผ่านการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ของญี่ปุ่น และเป็นชาวเกาหลีคนแรกที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ในญี่ปุ่น หลังจากศึกษาต่อในญี่ปุ่น เขาได้เปิดคลินิกส่วนตัวในเขตจงโน กรุงโซล เขาเดินทางไปญี่ปุ่นในฐานะนักเรียนทุนของรัฐบาลจักรวรรดิเกาหลี จบการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์จาฮเยในปี 1902 และฝึกงานที่โรงพยาบาลจาฮเยเป็นเวลาสองปี

เมื่อเดินทางกลับเกาหลีในปี 1904 อัน ซัง-โฮได้รับการแต่งตั้งเป็นแพทย์หลวงประจำพระองค์จักรพรรดิซุนจง (โอรสของจักรพรรดิโคจง และจักรพรรดิองค์สุดท้ายของเกาหลี) และรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับเจ้าชายอึยชิน (โอรสของพระเจ้าโคจง) แม้ว่าต่อมาเขาจะลาออกจากตำแหน่งแพทย์หลวง แต่ความเชี่ยวชาญของเขาก็ได้รับการยอมรับ และเขายังคงรักษาจักรพรรดิโคจงในฐานะแพทย์ประจำพระองค์จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของพระองค์ในปี 1919 โดยการก่อตั้ง 'คลินิกอัน ซัง-โฮ' ในเขตจงโน 3-กา กรุงโซล เขาได้เปิดโรงพยาบาลเอกชนแบบตะวันตกแห่งแรกในเกาหลี และดำรงตำแหน่งประธานสมาคมแพทย์ฮันซอง ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ชาวเกาหลี เพื่อต่อต้านสมาคมแพทย์คยองซอง ซึ่งเป็นองค์กรของแพทย์ชาวญี่ปุ่น

อัน ซัง-โฮเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาชุดแรกของสมาคมมิตรภาพไทโช (大正實業親睦會) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1916 โดยสมาคมมิตรภาพไทโชเป็นองค์กรเดียวที่ดำรงอยู่ได้ในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองโดยกองทัพ หลังจากที่ญี่ปุ่นผนวกเกาหลีอย่างไม่ชอบธรรมในปี 1910 และสั่งห้ามสมาคมทุกประเภท โดยสารานุกรมวัฒนธรรมเกาหลี (한국민족문화대백과사전 / 韓國民族文化大百科事典) ให้คำจำกัดความของสมาคมมิตรภาพไทโชว่าเป็น "องค์กรที่สนับสนุนญี่ปุ่นซึ่งจัดตั้งขึ้นในกรุงโซล" และอธิบายว่าองค์กรนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบิดเบือนและชักจูงจิตสำนึกต่อต้านการแยกตัวเป็นอิสระของญี่ปุ่นในหมู่ชาวเกาหลีไปในทิศทางของการ "บ่มเพาะความแข็งแกร่ง" ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นของการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองของญี่ปุ่น เช่น "มิตรภาพระหว่างชาวเกาหลีและชาวญี่ปุ่น" "การพัฒนาและการขยายตัวทางอุตสาหกรรม" และ "การเผยแพร่การศึกษาและการพัฒนาวัฒนธรรม" แม้ว่าภายนอกพวกเขาจะส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและมิตรภาพ แต่ในความเป็นจริง พวกเขาร่วมมืออย่างแข็งขันกับฝ่ายบริหารของรัฐบาลญี่ปุ่นในเกาหลีโดยการส่งเสริม "ความปรองดองภายใน" ซึ่งหมายถึงการรวมญี่ปุ่นและเกาหลีเข้าด้วยกัน

ครอบครัวของอัน ซัง-โฮยังปรากฏเป็นตัวอย่างในการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับนโยบายการกลืนชาติของญี่ปุ่นด้วย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 1916 หนังสือพิมพ์แมอิล ชินโบ (매일신보 / 每日申報) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์โปรญี่ปุ่นได้นำเรื่องของอัน ซัง-โฮาเป็นตัวอย่างในการส่งเสริมการศึกษาของบุตรหลานผู้มีอิทธิพลชาวเกาหลีในโรงเรียนญี่ปุ่น โดยยกให้เป็นความสำเร็จของ "การกลืนชาติญี่ปุ่น-เกาหลี" ในการสัมภาษณ์เพิ่มเติมกับแมอิล ชินโบในเดือนธันวาคม 1918 ในหัวข้อ "ครอบครัวแห่งความสามัคคีญี่ปุ่น-เกาหลี นายและนางอัน ซัง-โฮและบุตรหลาน" อัน ซัง-โฮกล่าวว่า "ผมไม่ได้ติดต่อกับชาวเกาหลีมากนัก ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไร" เขายังเปิดเผยวิถีชีวิตแบบ "ความสามัคคีญี่ปุ่น-เกาหลี" โดยการเลี้ยงดูบุตรทั้งห้าคนในสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมเสริมว่า "ผมก็เหมือนคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ผมไม่มีเสื้อผ้าเกาหลีสักชิ้น และผมก็กินอาหารรสเผ็ดไม่ได้เลย" นอกจากนี้ เขายังกล่าวอีกว่า "ลูกทั้งห้าคนของผมใช้ภาษาญี่ปุ่นที่บ้านเท่านั้น และพูดภาษาเกาหลีไม่ได้เลย" บทความในขณะนั้นระบุว่า นอกจากนี้ อัน ซัง-โฮยังถูกนำเสนอในฐานะกรณี "สามีชาวเกาหลีและภรรยาชาวญี่ปุ่น" โดยเขาแต่งงานกับหญิงชาวญี่ปุ่นขณะศึกษาอยู่ในญี่ปุ่น ว่ากันว่าเนื่องจากการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ชาวเกาหลีในขณะนั้นมองว่าอัน ซัง-โฮเป็นผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่นอย่างสุดโต่ง

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการให้สัมภาษณ์ที่เป็นปัญหาและการเป็นสมาชิกสมาคมมิตรภาพไทโชแล้ว ไม่มีกิจกรรมหรือการกระทำใดๆ ที่สนับสนุนญี่ปุ่นโดยตรงมากพอที่จะตรงตามเกณฑ์การตรวจสอบและจัดทำรายชื่อ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ถูกระบุไว้ในพจนานุกรมผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่น (친일인명사전) ของสถาบันประวัติศาสตร์เกาหลีแห่งชาติ (국사편찬위원회 / 國史編纂委員會) กล่าวถึงเพียงครอบครัวของอัน ซัง-โฮเป็นตัวอย่างของการมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนญี่ปุ่นเป็นหลัก สรุปแล้ว เป็นความจริงที่ว่าเขาเป็นบุคคลที่ไม่รวมอยู่ในรายชื่อผู้ร่วมมือกับญี่ปุ่นและบุคคลต่อต้านชาตินิยมที่รวบรวมโดยรัฐบาลหรือกลุ่มพลเมือง

อย่างไรก็ตาม การขุดคุ้ยประวัติของทวดของเธอ ทำให้ฮายองเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิตและทำให้เกิดกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรง โดยท่ามกลางความขัดแย้งนี้ ผลกระทบยังลุกลามไปยังโปรเจกต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดย Netflix ได้ระงับการเผยแพร่เนื้อหาโปรโมชั่นสำหรับละครเรื่อง Our Sticky Love (이런 엿같은 사랑) ที่เพิ่งประกาศไป ซึ่งนำแสดงโดยฮายอง นอกจากนี้ วิดีโอทั้งหกคลิปที่ฮายองปรากฏตัวในฐานะนางแบบโฆษณา 'Samsung Art TV' บนช่อง YouTube อย่างเป็นทางการของ Samsung Electronics ได้ถูกตั้งค่าเป็นส่วนตัวแล้ว นอกจากนี้ การรับชมคลิป Problem Child in House ที่มีฮายองปรากฏตัวและมีการเปิดเผยเราองทวดของเธอก็ถูกระงับการเข้าชมเช่นกัน

จากการรายงานของสำนักข่าวชุงอัง อิลโบ (중앙일보) ในตอนแรกฮายองปฏิเสธข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกิจกรรมสนับสนุนญี่ปุ่นของทวดของเธอ แต่ต่อมาได้เปลี่ยนท่าที โดยเมื่อวันที่ 11 สำนักข่าว Ilgan Sports รายงานบทสัมภาษณ์ที่ได้ทำกับคุณพ่อของฮายองเมื่อวันก่อน โดยรายงานระบุว่า อัน บยอง-มุน คุณพ่อของฮายอง โดยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่ อัน ซัง-โฮ ละทิ้งวิถีชีวิตแบบเกาหลีหลังจากแต่งงานกับหญิงชาวญี่ปุ่น อัน บยอง-มุนตอบว่า "ผมเข้าใจว่าเบื้องหลังการแต่งงานของปู่กับหญิงชาวญี่ปุ่นนั้น เกิดขึ้นเมื่อเจ้าชายอึยชินประทับอยู่ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พระองค์ได้แนะนำหญิงคนหนึ่งซึ่งรับราชการอยู่ที่นั่นให้รู้จักกับปู่ และนำไปสู่การแต่งงาน" และเสริมว่า "ผมไม่เคยคิดว่าการแต่งงานกับหญิงชาวญี่ปุ่นนั้นเกี่ยวข้องกับความชื่นชอบญี่ปุ่นเลย"

เขายังกล่าวถึงการที่ปู่ของเขา คือ อัน ซัง-โฮ เคยเกี่ยวข้องกับเจ้าชายอึยชิน ซึ่งเป็นบุคคลที่ใจรักชาติและต่อต้านการปกครองของญี่ปุ่นเหนือเกาหลี เขากล่าวว่า"ผมรู้ว่าเจ้าชายอึยชินเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่แสดงเจตจำนงต่อต้านญี่ปุ่นอย่างแข็งขัน" และเสริมว่า "ตอนที่ปู่ของผมทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์โตเกียวจิเคอิ ท่านรับผิดชอบด้านการรักษาพยาบาลของเจ้าชายอึยชิน และท่านตัดสินใจกลับบ้านหลังจากได้รับการสนับสนุนให้กลับมารับใช้โชซอนโดยเร็ว เพราะท่านรับใช้เจ้าชายอึยชินอย่างใกล้ชิด ปู่ของผมจึงไม่เคยคิดเลยว่าท่านจะเข้าไปพัวพันกับข้อขัดแย้งที่เข้าข้างญี่ปุ่น"

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - รายงานข่าวเรื่องฮายองโดย JTBC News / Youtube

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...