Blendata เร่งเครื่องบุกระดับโลก
“เป้าหมายของ Blendata คือการจดทะเบียนเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai ในปี 2027 หัวใจสำคัญคือ ต้องเติบโตด้วยตัวเองให้ได้อย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมา เราโตประมาณ 50% ทุกปี”
“Data is the new oil” ประโยคฮิตของ แจ็ค หม่า ที่สื่อความหมายว่า “ข้อมูลคือทรัพยากรที่มีค่ามหาศาลไม่ต่างจากน้ำมัน” หลายองค์กรประสบความสำเร็จมหาศาลจากการใช้ข้อมูลต่อยอดธุรกิจ แต่การมีข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ กุญแจสำคัญคือ ต้องสามารถค้นหา“โอกาส” ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูล เพื่อต่อยอดโอกาสจากข้อมูลนั้น สู่การสร้างกำไรให้กับธุรกิจได้
แนวคิดนี้ตรงกับความเชื่อของบริษัท Deep Tech สัญชาติไทย อย่าง“Blendata” พวกเขาคือคนรุ่นใหม่ที่เห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในข้อมูล นำทีมโดยคนรุ่นใหม่วัย 30 ต้นๆ “ณัฐนภัส รชตะวิวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง เรื่องราวของเขาปลุกจิตวิญญาณของความเป็นผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี จากเด็ก ป.2 ที่ชอบคอมพิวเตอร์ เมื่อเข้าสู่มัธยมปลายก็อยากตั้งบริษัทของตัวเอง จนเข้ามหาวิทยาลัยก็ไปฝึกงานที่บริษัท G-Able “จากนั้นเส้นทางธุรกิจของเขาก็เริ่มต้นขึ้น”
คว้าโอกาสจาก “ความผิดพลาด”
สู่การพิสูจน์ตัวเองเพื่อเริ่มธุรกิจ
ณัฐนภัส เริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร ว่า ตัวเขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกคอมพิวเตอร์ ชีวิตวัยเรียนของเขาโลดโผนไม่น้อย เคยตั้งบริษัททำระบบมอนิเตอร์การทำงานของพนักงานและระบบไอทีขององค์กร เพื่อลงประกวดเวที Start Up หลายเวที แต่ก็ไปได้สูงสุดแค่ Top 10 จนเปลี่ยนมาทำระบบคาดการณ์การย้ายค่ายของลูกค้าโทรคมนาคม ลงประกวดเวที AIS Start Up แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
คำถามที่ค้างคาใจในตอนนั้นคือ “ทำไมแข่งกี่เวทีก็แพ้ตลอด สาเหตุคืออะไร?” เขาพยายามพัฒนาทักษะคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่ ทั้งการเข้าโปรแกรมฝึกงานย่อยใน G-Able ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของไทย จนถึงการสมัครเข้าไปทำงานในแล็บวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore : NUS) รับผิดชอบการวิจัย “คอมพิวเตอร์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง” หรือ High-performance Computing : HPC เป็นเวลา 4 เดือน
“ผมสัมผัสโลกจริงจากการทำวิจัยที่ NUS อีโก้ที่เคยคิดว่าตัวเองเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างพังทลายลงหมดเลย ที่นี่ทำให้ได้คำตอบว่า ทำไมประกวดกี่เวทีก็แพ้ตลอด นั่นเพราะผมขาดองค์ความรู้ทางธุรกิจ มีจุดแข็งแค่ด้านวิชาการอย่างเดียว ไม่เคยเข้าใจโลกธุรกิจเลย ทุก Product ที่ส่งประกวด ไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าลูกค้าต้องการแบบไหน”
พอครบกำหนด 4 เดือน ณัฐนภัส กลับมาพร้อมกับไฟในการทำธุรกิจที่ลุกโชน เขาอยากรู้จริงๆ ว่าโลกธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร จึงตัดสินใจขอทำงานที่บริษัท G-Able อีกครั้ง ในฐานะพนักงานสัญญาจ้าง ระหว่างเรียนอยู่ปี 4 และครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เขาต้องการเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับธุรกิจ ตั้งแต่การไปเจอลูกค้า และมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนจนถึงขั้นดำเนินการ Implement ระบบจริง
หลังเรียนจบเขาก็ยังทำงานที่ G-Able ในฐานะพนักงานประจำต่อ ทำให้มีโอกาสได้ทำงานอีกหลายโปรเจ็กต์ จนถูกโปรโมตให้เป็น Project Manager รับผิดชอบการออกไปพบลูกค้ามากขึ้น ทำให้ได้สะสมความรู้ในการทำธุรกิจ ทั้งการแก้ไขปัญหา และการนำทีมให้สามารถบรรลุงานได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด
จุดเปลี่ยนสำคัญของ ณัฐนภัส เริ่มต้นจากความ “ผิดพลาด” เมื่อต้องเผชิญกับโปรเจ็กต์หนึ่งที่เกิดอุปสรรคใหญ่ ถึงขั้นที่ต้องถอนโปรเจ็กต์ และคืนเงินให้ลูกค้า เขาเห็นโอกาสจากความผิดพลาดครั้งนี้ และมั่นใจว่าสิ่งที่เห็นคือช่องว่างที่สามารถกลายเป็นธุรกิจได้
“ตอนนั้นเรากำลังทำขั้นตอนการเตรียมข้อมูลที่เรียกว่า ETL (Extract-Transform-Load) เพื่อทำระบบ Big Data และเรากำลังพยายามสร้างคอนเซ็ปต์ Low Code กับขั้นตอนนี้ แผนงานทุกอย่างถูกวางมาดีมาก ลูกค้าพอใจ แต่พอลงมือทำจริงกลับมีความซับซ้อนสูงมาก จนในที่สุดก็ไม่สามารถส่งมอบงานได้ทัน ผมรู้ทันทีว่าทุกปัญหาที่พบในโปรเจ็กต์นี้คือหนึ่งใน Pain Point สำคัญของการทำ Big Data และนี่คือธุรกิจแน่นอน”
ณัฐนภัส ใช้เวลาราว 1 สัปดาห์ในการศึกษาปัญหาและวิธีแก้ไข และนำไอเดียการแก้ไขปัญหาทั้งหมดกลับไปเสนอให้กับ G-Able เพื่อขอโอกาสทดลองทำ หากประสบความสำเร็จ สามารถสร้างกำไรและ Scale ได้ ก็จะขอ Spin-Off ไปเป็นบริษัทที่เขาบริหารเอง ซึ่งผลก็คือ ทาง G-Able อนุญาตให้ตั้งทีม แต่หากจะ Spin-Off เขาต้องพิสูจน์ตัวเองก่อนว่าสามารถทำได้จริง
ตั้ง Blendata จากพนักงาน 3 คน
ใช้เวลา 6 ปี แจ้งเกิดธุรกิจ
เส้นทางที่เหมือนจะวิ่งเข้าสู่วงจร “มนุษย์เงินเดือน” กลายเป็นยูเทิร์นกลับมาเป็นผู้ประกอบการอีกครั้ง ณัฐนภัส เริ่มก่อตั้งBlendata ด้วยทีมงานแค่ 3 คน รับผิดชอบทุกอย่างตั้งแต่การพัฒนา การขาย แน่นอนว่าจะสำเร็จก็ไม่ง่าย กว่าจะเริ่มมีกำไรคืนทุนก็ต้องใช้เวลาราว 2 ปี
โปรเจ็กต์แจ้งเกิดของBlendata คือการเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาให้บริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่ง ที่ประสบปัญหา “เติมเงินไม่เข้า” และไม่สามารถระบุต้นตอของปัญหา เนื่องจากกระบวนการเติมเงิน 1 ครั้งต้องส่งผ่านข้อมูลหลายช่องทางที่มีซับซ้อนมาก การจะไล่หาต้นตอของปัญหาทุกครั้งต้องใช้เวลาและต้นทุนมหาศาล
“เราเริ่มศึกษาจากปัญหาของลูกค้า และเราคิดว่าเราทำได้ เพราะแกนหลักของเทคโนโลยีที่Blendata พัฒนามาตั้งแต่ต้นคือการประมวลผลข้อมูลได้เร็วมากเมื่อเทียบกับตลาดในช่วงเวลานั้น ตัวอย่างเช่น การประมวลผลข้อมูล 100 ล้านบรรทัด อาจต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่ด้วยสถาปัตยกรรม ซอฟต์แวร์ และ Logic ที่Blendata พัฒนาขึ้นมา เราสามารถทำได้เพียงไม่กี่วินาที”
แม้คู่แข่งในตลาดจะมีความสามารถในการประมวลผลในลักษณะคล้ายกับBlendata แต่ก็ต้องใช้ทรัพยากรสูงกว่า ณัฐนภัสจึงบอกว่า “ขอเวลา 2 สัปดาห์ สำหรับการพัฒนาโปรเจ็กต์ให้สามารถรันได้บน Macbook Pro” แต่เพียงแค่ 1 สัปดาห์เขาก็สามารถทำ Prove of concept ได้ หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ ก็ได้เซ็นสัญญา พร้อมเข้าไปทำ Data Lake ฟาร์มแรกๆ ให้กับบริษัทโทรคมนาคมจนประสบความสำเร็จ โดยที่ยังมีทีมงานเพียงแค่ 8 คนเท่านั้น
“ตอนที่รับงานนี้มาทุกคนในทีมถามว่าจะทำงานนี้จริงหรือไม่ เพราะลูกค้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ถ้าไม่ดังก็ดับแน่นอน แต่ตอนนั้นไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เพราะตั้งแต่แยกทีมมาเป็นเวลา 2 ปียังสร้างผลกำไรคืนให้บริษัทไม่ได้ ฉะงานนี้เราสู้สุดตัว ประกอบกับเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ ทำให้ทีมสามารถเก็บ Feed Back กลับมาเพื่อใช้พัฒนาและขยายขอบเขตการให้บริการต่อได้กว้างขวางมากขึ้น พอเข้าไป Implement โปรเจ็กต์นี้ได้ประมาณ 1 ปี ก็เริ่มขยายออกไปสู่การทำโปรเจ็กต์อื่น ๆ ได้”
ณัฐนภัสบอกว่า แม้จะแจ้งเกิดได้สำเร็จ แต่การจะขอ Spin-Off จาก G-Able ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดที่พิสูจน์ว่า “สามารถทำเป็นธุรกิจได้จริง” แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุญาตให้ Spin-Off บริษัทได้ทันที เขาต้องพิสูจน์ด้วยว่า Blendata มีศักยภาพในตลาด และต้องใช้เวลาอีก 4 ปี ถึงได้รับอนุญาตให้แยกออกมาตั้งเป็น บริษัท เบลนเดต้า จำกัด เต็มตัว
“เราต้องพิสูจน์ว่า Blendata คือ ธุรกิจจริง ขายได้และมีกำไร ที่สำคัญคือต้องยืนได้ด้วยตนเอง ซึ่งแนวทางของทีมตั้งแต่ต้นคือการทำงานแบบ SME ตั้งแต่อยู่ภายใต้ G-Able เราบริหารจัดการด้วยตนเองทั้งหมด ไม่มีการขอทุนเพิ่ม ขาดทุนได้แต่ต้องตอบตนเองได้ว่าขาดทุนได้มากสุดไปอีกกี่ปี ดังนั้น ตราบใดที่ทีมไม่มีกำไร ก็เพิ่มคนไม่ได้ ขยายทีมไม่ได้ จึงเป็นเหตุผลให้ทุกคนในทีมต้องตั้งใจทำงานในทุกขั้นตอน”
ตั้งเป้า Spin-Off ธุรกิจ
พา Blendata บุกตลาดโลก
ณัฐนภัสเผยว่า ปัจจุบัน Blendataมีพนักงาน 70 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2021 ที่มีพนักงานเพียง 25 คน โดยหลังจากการ Spin-Off ทาง G-Able ที่เป็นบริษัทแม่ ได้ปรับมุมมองต่อBlendata ให้อยู่ในสถานะของการเป็น IT Vendor และต้องการให้Blendata สามารถขาย Product ของตัวเองผ่านพาร์ตเนอร์อื่นได้ด้วย ซึ่งเขายอมรับว่าเป้าหมายนี้ท้าทายไม่น้อย เพราะแม้จะ Spin-Off ทำธุรกิจแยกออกจากบริษัทแม่ชัดเจน แต่ภาพของการเป็นบริษัทในเครือก็ยังคงมีอยู่
ในทางกลับกันภาพของการเป็นบริษัทในเครือ G-Able ส่งผลดีต่อการเข้าหาลูกค้ารายใหญ่ เนื่องจาก Product ของBlendata คือ “การบริหารจัดการข้อมูล” ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรใหญ่อย่างสถาบันการเงินให้ความสำคัญสูงมาก หากสถานะเป็นเพียง Tech Start Up แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีลูกค้าเป็นแบงก์ใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งส่วนนี้คือข้อดีในด้านความน่าเชื่อถือที่ได้ติดตัวมา
ด้านความท้าทายโดยรวมก็จะเหมือนองค์กรที่ตั้งใหม่หลายแห่ง คือการขยายองค์กรอย่างรวดเร็ว จากพนักงาน 25 คนมาเป็น 70 คน อีกทั้งต้องมาหาอาคารสำนักงานอยู่เอง เนื่องจากBlendata ถูก Spin-Off เป็นองค์กรใหม่แล้ว หากยังอยู่ตึกเดียวกับ G-Able จะทำให้วัฒนธรรมองค์กรมีโอกาสถูกกลืนจนเหมือนกัน สาเหตุเพราะ G-Able ทำธุรกิจ System Integrator (SI) ขณะที่Blendata ดำเนินการแบบ IT Vendor ดังนั้น ด้านบุคลากร กระบวนการทำงาน วิธีการทำงาน ในหลายขั้นตอนจะมีความแตกต่างกัน
“เป้าหมายของBlendata คือ การจดทะเบียนเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai ให้ได้ภายในปี 2027 หัวใจสำคัญคือ ต้องเติบโตด้วยตัวเองให้ได้อย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมา เราโตประมาณ 50% ทุกปี การเข้าตลาดของเราไม่ใช่เพื่อสร้างความหวือหวา เราไม่ได้ต้องการตื่นมาลุ้นว่าราคาหุ้นจะแกว่งกี่เปอร์เซ็นต์ เราอยากขยายองค์กรเพื่อพัฒนา Product ของตัวเองให้เติบโตสู่ระดับโลก”
ส่วนการระดมทุนในลักษณะที่ Start Up ชอบทำนั้น Blendataก็ไม่ได้ปิดกั้น มีนักลงทุนหลายรายเข้ามาพูดคุยและต้องการลงทุน แต่คิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะเปิดระดมทุนในตอนนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา บริษัทกำไรมาตลอด เรื่องสภาพคล่องยังไม่ใช่ปัญหาขององค์กรในปัจจุบัน
อีกทั้งการขยายธุรกิจของBlendata ในขณะนี้ยังอยู่แค่ในระดับภูมิภาค จึงมองว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เหมาะ แต่เมื่อถึงเวลาที่จะบุกตลาดโลก Blendataอาจจะเลือกช่องทางระดมทุนแทนการเข้าตลาดก็ได้ หากประเมินแล้วเป็นช่องทางที่ดีกว่า
ณัฐนภัสฉายภาพรวมธุรกิจของBlendata ในปัจจุบันว่า พื้นฐานของBlendata คือองค์กรที่ให้บริการเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลที่มีปริมาณเยอะ หรือ Big Data โดยพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เกิดการจัดการข้อมูลในลักษณะของแพลตฟอร์มที่ใช้ง่าย เข้าถึงง่าย บริหารจัดการง่าย เพื่อขจัด Pain Point ของการทำ Big Data ที่มีต้นทุนสูง ทั้งในเรื่องของเวลาและทรัพยากรบุคคล
“Blendata เชื่อว่าข้อมูลเป็นส่วนสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ปัจจุบันแม้จะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีการจัดเก็บ หรือบริหารการใช้ข้อมูลได้ดี ซึ่งต่อจากนี้ไปอีกอย่างต่ำ 10 ปี ข้อมูลจะยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
ณัฐนภัสอธิบายว่า บริการของ Blendata คือการเข้าไปช่วยองค์กรจัดระเบียบข้อมูลที่มีอยู่ เมื่อต้องการจะใช้ก็ทำให้ประมวลผลได้เร็ว ผ่านคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า “Lake House” ซึ่งแต่ละองค์กรก็จะมี Logic ในการเก็บข้อมูลไม่เหมือนกัน บางแห่งเชื่อในการนำข้อมูลมารวมที่เดียว บางแห่งเชื่อว่าต้องแบ่งและเก็บไว้หลายที่ แต่โดยพื้นฐานการทำงานจะเป็นลักษณะคล้ายกัน เพราะสุดท้ายกุญแจสำคัญคือต้องมีที่จัดเก็บที่ดีและพร้อมนำไปใช้ต่อได้
ซึ่งในความเป็นจริง องค์กรหนึ่งอาจไม่ได้มี Data Lake ที่เดียวก็ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดและความต้องการขององค์กร ขณะเดียวกันเทคโนโลยีของ Blendata ก็รองรับความต้องการขององค์กรธุรกิจ ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากข้อมูล โดยขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจต้องการนำไปใช้ในเรื่องใด เช่น ใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการในองค์กร การทำมาร์เก็ตติ้ง หรือการเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งาน AI
ด้านรายได้ของ Blendata ในปี 2023 อยู่ที่ 59 ล้านบาท ส่วนปี 2022 รายได้อยู่ที่ 30 ล้านบาท ส่วนมูลค่าบริษัทอยู่ที่ราว 300 ล้านบาท ปัจจุบันมีลูกค้าครอบคลุมใน 8 อุตสาหกรรม คือ ธนาคาร, โทรคมนาคม, ประกันภัย, โรงงานอุตสาหกรรม, พลังงาน, การศึกษา, สุขภาพ และองค์กรภาครัฐ
ส่วนงานโมเดลการขายของ Blendata จะใช้รูปแบบ Subscription ทำให้โปรเจ็กต์ต่างๆ ยังคงรันอยู่ต่อเนื่อง เพราะการเปลี่ยนการจัดการ Data ขององค์กรแต่ละครั้งมีความยุ่งยากไม่ต่างกับการเปลี่ยนระบบ ERP จึงทำให้ไม่ค่อยมีองค์กรไหนที่เลือกใช้ Blendata แล้วเปลี่ยนไปใช้บริการคู่แข่ง
ปัจจุบัน Blendata อยู่ระหว่างการขยายตลาดออกไปสู่ระดับภูมิภาค เช่น ประเทศอินโดนีเซีย, สิงคโปร์ มาเลเซีย และปากีสถาน นอกจากนี้ ยังลงทุนในบริษัท Opsta ซึ่งเป็นบริษัทไทยที่ทำเรื่อง DevSecOps โดยเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับเทคโนโลยี ผสานรวมความสามารถ Big Data, AI และ DevSecOps เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI Transformation
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ณัฐนภัส บอกกับ การเงินธนาคาร ว่า สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เขาเติบโตจนก้าวจากเด็กฝึกงานขึ้นมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Blendata คือ เป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะต้องสร้างธุรกิจ สิ่งนี้ทำให้เขามีแรงผลักดันในการก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา
แต่สำหรับนิยามความสำเร็จแล้ว การมีบริษัทของตัวเองไม่ใช่ปลายทาง เป้าหมายของเขาคือ การพา Blendata ก้าวไปสู่ระดับ Billionaire โดยที่ไม่ได้มาจากการประเมินภาพรวมขององค์กร แต่ต้องถือเงินไว้ในมูลค่านั้นจริงๆ
แน่นอนว่าเส้นทางที่ ณัฐนภัส จะมุ่งไปนั้น “ไม่ง่าย” ระหว่างทางอาจมีอุปสรรคทั้งง่ายและยาก แต่ที่น่าสนใจคือ เขาไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่า “แรงผลักดันที่จะพา Blendata ไปสู่เป้าหมายคืออะไร” เพราะสิ่งนั้นอยู่ในตัวเขามาตั้งแต่แรก เขาสนุกกับการเดินไปข้างหน้าทุกวัน และเมื่อเขาเดินหน้า Blendata ก็เดินหน้าไปด้วย
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนตุลาคม 2567 ฉบับที่ 510 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/