สภาพัฒน์ฯ ห่วงเด็กรุ่นใหม่ “ผ่อนของผ่านโซเชียลมีเดีย” ทำใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เป็น หนี้นอกระบบ เพิ่มขึ้น
สภาพัฒน์ฯ เผย หนี้ครัวเรือนไตรมาส 1 ปี 67 ขยายตัว 2.5% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า จับตาหนี้ SML กลายเป็น NPL โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ ห่วงเด็กรุ่นใหม่ผ่อนของผ่านโซเชียลมีเดียได้ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว กระตุ้นใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เป็น "หนี้นอกระบบ" เพิ่มขึ้น
26 ส.ค. 2567 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2567 โดยในด้านหนี้สินภาคครัวเรือนใน ไตรมาสหนึ่ง ปี 2567 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 16.37 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 3.0% ในไตรมาสก่อน และคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP ที่ 90.8% ลดลงจาก 91.4% ในไตรมาสก่อน
โดยหนี้ครัวเรือนขยายตัวชะลอลงเกือบทุกประเภทสินเชื่อ ส่วนหนึ่งเกิดจากครัวเรือนมีภาระหนี้ในระดับสูง และคุณภาพสินเชื่อที่ปรับลดลง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อแก่ครัวเรือน โดยหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์มีมูลค่า 1.63 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.99% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 2.88% ในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน ขณะที่ต้องเฝ้าระวังสินเชื่อกลุ่มกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SML) ที่จะเปลี่ยนมาเป็น NPL ในอนาคต โดยในกลุ่มนี้หนี้รถยังสัดส่วนสูงที่ 14.29% ต่อสินเชื่อรวม ขณะที่หนี้บัตรเครดิตมีสัดส่วน 5.25% ต่อสินเชื่อรวม
“ในไตรมาสนี้สินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งมูลค่าและบัญชีที่เป็นหนี้เสีย ขณะที่อีกส่วนที่ไว้ใจไม่ได้คือนาโนไฟแนนซ์เพราะเป็นหนี้ของรายเล็กที่มีโอกาสจะเข้าเป็นหนี้นอกระบบ”
นายดนุชา เปิดเผยต่อว่า ขณะที่หากดูข้อมูลหนี้ครัวเรือนของเครดิตบูโรที่ได้ประกาศตัวเลขไตรมาส 2 พบว่าการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 8.5% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 และสูงกว่าช่วงก่อนโควิด (ไตรมาส 2 ของปี 2562) ซึ่งอยู่ที่ 8.0% ซึ่งสะท้อนปัญหารายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวหลังมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เริ่มสิ้นสุดลง
“ตอนนี้เรามีปัฐหาเรื่องรายได้ที่กระจายไม่ทั่วถึง ดังนั้นต้องมีการทำมาตรการสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืน ร่วมกับการปรับโครงสร้างหนี้ และ มาตรการสร้างรายได้ เช่น การลงทุนของรัฐที่ช่วยการจ้างงาน รวมถึงความร่วมมือของแบงก์และนอนแบงก์ที่จะช่วยกันปรับโครงสร้างหนี้ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ให้กลุ่มนอนแบงก์และสหกรณ์ โดยอยู่ระหว่างหารือว่าจะดำเนินการในรูปแบบใดได้บ้าง อาจจะจะแฮร์คัทหนี้ในบางกลุ่มแบบพุ่งเป้าจริงๆ ซึ่งการแฮร์คัทหนี้ก็จะมีผลทำให้เกิดมอรัลฮาซาร์ด”
นายดนุชา เปิดเผยถึง ข้อเสนอของนายทักษิณ ชิณวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้เสนอในธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดค่าธรรมเนียมการนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF ลงครึ่งหนึ่งเพื่อนำมาช่วยแก้หนี้ให้ประชาชนจากปัจจุบันอยู่ที่ 0.47% ว่า ในเรื่องนี้ต้องหารือกับธปท. และ กระทรวงการคลังถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
“เรื่องข้อเสนอการเงินนำส่ง FIDF ลงครึ่งหนึ่งต้องหารือธปท. กับคลัง ว่าจะมีผลอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยเป็นแนวคิดที่ได้หารือกันแล้วแต่ต้องมาศึกษาข้อดีข้อเสียเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาเงินที่ลดลงมาทำอะไรเพื่อช่วยคนเป็นหนี้ อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าหากปรับลดลงก็ต้องใช้เวลชำระหนี้ FIDF มากขึ้นไปอีกระยะ”
นายดนุชา เปิดเผยว่า ในด้านหนี้สินภาคครัวเรือนมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่
1. การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้บัตรเครดิตที่เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้คืน หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับอัตราการจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 5% เป็น 8% ตั้งแต่รอบบัญชีเดือนมกราคม ปี 2567 ส่งผลให้ลูกหนี้บางส่วนไม่สามารถปรับตัวและมีปัญหาในการชำระคืน
“ตอนนี้แบงก์ชาติคงอัตราการผ่อนชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำไว้ที่ 8 จากเดิมที่จะขยายเป็น 10% โดยเป็นการปรับเพิ่มจาก 5% ซึ่งมีผลในการช่วยสร้างวินัยทางการเงิน แต่ก็อาจมีผลต่อคนที่ผ่อนชำระโดยเฉพาะคนที่มีบัตรเครดิตหลายใบ ถามว่าทบทวนตัวเลขไหม เรื่องนี้อาจจะมีหลายความเห็น ต้องดูว่ามีมาตรการมาช่วยเรื่องนี้อย่างไร ต้องมาคุยกัน”
2. รูปแบบการให้กู้ยืมนอกระบบที่หลากหลาย โดยเฉพาะผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ประกอบกับเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่าย อาจนำไปสู่พฤติกรรมการก่อหนี้เกินตัวได้ง่าย อีกทั้งมีความเสี่ยงการมีหนี้สินพ้นตัวจากอัตราดอกเบี้ยนอกระบบที่อยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่
โดยปัจจุบันมักพบเห็นการให้กู้ยืมนอกระบบผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย หลายรูปแบบ ทั้งการผ่อนไปใช้ไป และ การผ่อนครบรับของ ผ่านทางช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น ผ่อนบัตรคอนเสิร์ตผ่านร้านรับกดบัตรในแอปพลิเคชั่น X ผ่อนเครื่องสำอางค์ในแอปพลิเคชั่น LINE ผ่อนอาร์ตทอยผ่านแอปพลิเคชั่น Instagram หรือ ผ่อนสัตว์เลี้ยงผ่านแอปพลิเคชั่น Tiktok
“ธุรกิจการกู้ยืมนอกระบบที่เพิ่มขึ้น เข้าถึงได้ง่ายและส่วนใหญ่ใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียวอาจนำไปสู่พฤติกรรมการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยความเคยชินในการก่อหนี้ รวมถึงมีความเสี่ยงการมีหนี้สินพ้นตัวจากอัตราดอกเบี้ยนอกระบบที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่”