โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ว่าด้วยเรื่องป้ายๆ ภายใต้อำนาจของท้องถิ่น

The101.world

อัพเดต 09 ส.ค. 2567 เวลา 13.28 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2567 เวลา 06.28 น. • The 101 World

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาปรากฏข่าว “พบป้ายภาษาจีนใหญ่โตที่โฆษณาขายพาสปอร์ตหรือสัญชาติ” อยู่กลางสี่แยกห้วยขวาง ขนาดที่นายกรัฐมนตรีต้องเดินทางไปที่ สน.ห้วยขวางเพื่อติดตามความคืบหน้าด้วยตนเอง

ประเด็นนี้กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมากในทำนองว่าเป็นการกระทำที่เหิมเกริม ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายไทย ส่วนตัวผมเฉยๆ ไม่ว่าเป็นเรื่องขายพาสปอร์ตหรือสัญชาติ เพราะเคยได้รับแจกแผ่นพับเนื้อความทำนองนี้มาก่อน ถึงขนาดการันตีว่าเป็นตัวแทนที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลของชาตินั้นๆ หรือการที่ป้ายใช้ภาษาจีนล้วนก็ไม่น่าประหลาดใจเลย เพราะเหล่าธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่เชียงใหม่ทำกันมานานแล้วและต่างรู้ดีว่าคนจีนเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อ

นอกจากนี้ยังเป็นที่ชัดเจนว่า การโฆษณาเช่นนี้ ‘สามารถทำได้’ เพราะเป็นโฆษณาขายหนังสือเดินทางหรือสัญชาติของชาติอื่น ไม่ได้เกี่ยวกับการซื้อขายหนังสือเดินทางหรือสัญชาติไทย สุดท้ายหากต้องการเอาผิดจริงๆ ก็อาจได้แค่เจ้าของสถานที่เรื่องติดตั้งป้ายไม่ขออนุญาต ซึ่งเป็นเพียงโทษปรับ และแจ้งให้เจ้าของป้าย (บริษัทติดตั้ง) มาเสียภาษีป้ายให้ถูกต้อง ส่วนผู้ว่าจ้างนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง บทความตอนนี้จึงอยากลองทบทวน ‘ป้าย’ ประเภทต่างๆ ที่เราพบในชีวิตประจำวันบ่อยๆ เพื่อชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างป้ายเหล่านั้นกับอำนาจของท้องถิ่น

ป้ายโฆษณาเอกชน: เรื่องของท้องถิ่น รายได้ของท้องถิ่น

ป้ายน่าจะเป็นเพียงไม่กี่เรื่องที่เรียกได้ว่าเป็นอำนาจท้องถิ่นโดยแท้ เนื่องจากการติดป้ายโฆษณาในพื้นที่สาธารณะจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น อาศัยอำนาจจาก พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 (มาตรา 10)

ถึงกระนั้นเนื้อความบนป้ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่มี เช่น ห้ามโฆษณาเกินจริง ห้ามโฆษณาการพนันหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือวัตถุอันตราย สรุปง่ายๆ คือเรื่องเนื้อหาอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่น

ในบรรดารายได้ที่จัดเก็บเองขององค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) เฉพาะส่วนที่เป็นภาษี กรณีเทศบาล อบต.เมืองพัทยา หลัก ๆ ได้แก่ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ผลจากการยกเลิกภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่เมื่อปี 2562) กับภาษีป้าย ขณะที่ อบจ. ฐานสำคัญจะไปอยู่ที่ภาษีบำรุง อบจ. จากสถานค้าปลีกยาสูบและน้ำมันหรือก๊าซ

ข้อมูลล่าสุดเท่าที่หาได้ในเว็บไซต์ภาษีไปไหน? [1] ระบุว่าในปีงบประมาณ 2565 พบว่า อปท. มีรายได้โดยรวมจากภาษีป้าย 4,550.72 ล้านบาท เทียบไม่ได้เลยกับตัวเลข 35,168.92 ล้านบาทจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเยอะมากกว่าถึง 7-8 เท่า แต่หากเทียบกับรายได้ประเภทอื่น (เช่น ค่าธรรมเนียม/ค่าปรับ, ทรัพย์สิน) ก็ยังถือว่าค่อนข้างสูงพอสมควร

แน่นอนว่าไม่ใช่ป้ายทุกชนิดต้องเสียภาษี เนื่องจาก พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ระบุว่าป้ายที่ต้องเสียภาษี ประกอบด้วย ป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือกิจการอื่นๆ เพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้า หรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะแสดงหรือโฆษณาด้วยวิธีใด (มาตรา 6) ทั้งนี้ ป้ายที่ได้รับการยกเว้นภาษีมีอยู่ 13 กลุ่มป้าย อาทิ ป้ายภายในอาคาร ป้ายโรงมหรสพ ป้ายโรงเรียนเอกชน ป้ายของวัด ป้ายสมาคมหรือมูลนิธิ

ดังนั้น ป้ายชื่อหน้าร้าน ป้ายโลโก้บนตึก ป้ายคัทเอาท์ ป้ายแบนเนอร์ ป้ายไฟ ป้ายติดรถสาธารณะ ไปจนถึงป้ายโฆษณาที่เห็นวางเกลื่อนริมถนน หรือที่มักถูกเรียกป้ายกองโจร ล้วนจัดเป็นป้ายที่ต้องจ่ายภาษีทั้งสิ้น แต่ด้วยปกติแล้วป้ายเหล่านั้นถูกทำเป็นป้ายชั่วคราวจึงลักลอบติดตั้งกันจำนวนมาก เช่น กรุงเทพมหานครซึ่งประสบปัญหา ช่วงปี 2561-2565 พบว่ามีป้ายที่ฝ่าฝืนมากถึงกว่า 240,000 ป้ายโดยถูกเทศกิจจัดเก็บ ช่องว่างตรงนี้ส่งผลให้ท้องถิ่นขาดรายได้ไม่น้อยในแต่ละปี [2]

อัตราการเก็บภาษีที่ใช้อยู่ปัจจุบันเริ่มใช้ในปี 2564 ขึ้นอยู่ว่าป้ายใช้อักษรไทยหรือไม่ คำนวณตามอักษรที่ใช้ ขนาด และลักษณะ (ป้ายธรรมดาหรือป้ายไฟวิ่ง) เช่น ถ้าใช้อักษรไทยล้วนถูกกว่า ถ้าข้อความเปลี่ยนได้ก็แพงกว่า ป้ายที่ติดตั้งใหม่ให้เสียภาษีตามไตรมาส ถ้าติดตั้งตั้งแต่ช่วงต้นปีก็ต้องชำระเงินเต็มจำนวน หากติดตั้งช่วงปลายปีก็จะเหลือเพียง 1 ใน 4 ของอัตราภาษีป้ายทั้งปี ถ้าไม่ยื่นแบบหรือชำระภาษีภายในกำหนด เจ้าของป้ายต้องเสียเงินเพิ่ม

นอกจากป้ายจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บเองแล้ว ป้ายยังถือเป็นอาคารซึ่งต้องขออนุญาตและมีมาตรฐานควบคุมการก่อสร้างโดยท้องถิ่น เช่น โครงสร้างต้องมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอโดยมีวิศวกรควบคุมงาน เรื่องนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่บัญญัติให้ ‘อาคาร’ หมายความรวมถึงป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดหรือตั้งป้ายอีกด้วย (มาตรา 4(3)) ซึ่งเอาเข้าจริงค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะ แต่คงพอสรุปได้ว่าป้ายขนาดใหญ่ก็ไม่พ้นข้อกฎหมายนี้

อำนาจเหนือป้ายเชิงโครงสร้างอยู่กับท้องถิ่น (ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เมื่อปี 2558)

ป้ายประชาสัมพันธ์ภาครัฐ: วิธีคิดแบบรวมศูนย์

ป้ายของทางราชการเป็นป้ายที่มีข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี และในทางปฏิบัติสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาตท้องถิ่นแต่อย่างใด ป้ายกลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ หรือประชาสัมพันธ์ในโครงการ หรือกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยงานรัฐ

ถ้าเป็นของราชการส่วนกลางมักใช้แบบ หรือข้อความเดียวกันทั้งประเทศ แต่เปลี่ยนชื่อหน่วยงานลงท้ายให้เป็นหน่วยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่นั้นแทน โดยมากเป็นเรื่องที่ถูกสั่งการลงมา เช่น ป้ายคำขวัญของกระทรวงมหาดไทย “บ้านเมืองน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม” ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง, ป้ายเฉลิมพระเกียรติ, ป้ายรณรงค์ป้องกันไฟป่า ล่าสุดก็ป้ายโครงการ “วัด ประชา รัฐ สร้างสุข” ของมหาเถรสมาคม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพวิธีคิดแบบ ‘รัฐรวมศูนย์’ ที่ส่วนกลางชอบมองว่าทุกพื้นที่มีปัญหาเหมือนๆ กัน ต้องการความเป็นเอกภาพ และสามารถใช้แบบแผนเดียวกันได้ โดยไม่เข้าใจว่าแต่ละท้องถิ่นต่างก็มีบริบทที่แตกต่างกันออกไป อย่างน้อยในทางรูปแบบ ป้ายก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันแต่ประการใด

นอกจากนี้ ‘ป้ายรณรงค์วินัยจราจร’ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ผมประทับใจ กล่าวคือเมื่อหลายปีก่อน ผมขับรถผ่านอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย แล้วเห็นป้ายนโยบาย ‘จับจริง 5 จอม’ วางเด่นอยู่ที่ข้างทาง ซึ่งคำว่า ‘5 จอม’ หมายถึง จอมปาด จอมล้ำ จอมขวาง จอมย้อน และจอมปลอม (ไม่ต่างกับพื้นที่อำเภออื่นทั่วประเทศในช่วงเวลานั้น) เพราะทั้งอำเภอแม่สรวย ณ ขณะนั้นยังไม่มีไฟแดง แล้วจะมีจอมปาด จอมล้ำ จอมขวางได้อย่างไร เพราะสามจอมนี้อิงกับไฟจราจรเป็นหลัก ในฐานะคนที่ใช้เส้นทางนี้ (เชียงราย-เชียงใหม่) เพื่อสัญจรประจำ ปัญหาจริงๆ เป็นเรื่องอุบัติเหตุ เนื่องจากเป็นทางขึ้น-ลงเขาคดเคี้ยวที่เกิดจากพวกจอมซิ่ง (ขับเร็ว) และจอมแซง (เส้นทึบ) ซึ่งไม่ถูกรวมอยู่ในนโยบายจับจริงข้างต้น

ป้ายข้อความเดียวกันใช้ทั่วประเทศ โดยไม่คำนึงบริบทท้องถิ่น (ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เมื่อปี 2557)

ป้ายจราจร: พื้นที่ทับซ้อน อำนาจท้องถิ่นจำกัด

ปัญหาเกี่ยวกับ ‘ป้ายจราจร’ ปัจจุบันเกิดจากการที่หน่วยงานราชการมีผู้ร่วมรับผิดชอบอยู่หลายหน่วย กล่าวโดยรวม ถ้าเป็นถนนของท้องถิ่น (ขึ้นทะเบียนทางหลวงท้องถิ่น) การจัดสร้างและติดตั้งป้ายทำโดยท้องถิ่น แต่การควบคุมให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎจราจรขึ้นอยู่กับหลายหน่วย ได้แก่ อปท. (ตาม พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ. 2535) และตำรวจท้องที่ (ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522) หากเป็นถนนของหน่วยอื่น ซึ่งไม่ใช่มีเฉพาะกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบท แต่ยังมีกรมป่าไม้, กรมชลประทาน, กองทัพ, มหาวิทยาลัย ฯลฯ จะถือเป็นเรื่องของหน่วยงานนั้นๆ ไปเลย ซึ่งในบางพื้นที่มีปัญหาความทับซ้อนระหว่างหน่วยงาน เช่น ถนนซึ่งเป็นทางหลวงที่ตัดผ่านเขตอุทยานแห่งชาติ

ประสบการณ์ตรงที่อยากเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับป้ายบอกทางที่น่าจะถือเป็นส่วนหนึ่งของป้ายจราจรได้ คือ สองป้ายนี้ผมพบบนถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งมีข้อความเหมือนกัน บอกระยะเท่ากัน ตั้งอยู่ห่างกันไม่ถึง 10 เมตร สีขาวเป็นของกรมทางหลวง (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1004) สีน้ำตาลเป็นของกรมอุทยานแห่งชาติฯ (เขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย) ถ้าสองหน่วยงานได้คุยกันก่อน และกำหนดจุดติดตั้งป้ายให้มีเพียงหนึ่งเดียวก็จะช่วยประหยัดงบประมาณที่มาเงินภาษีของเราลง

ปัญหาความซ้ำซ้อนในการจัดทำป้ายแสดงระยะทาง (ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เมื่อปี 2565)

หรือกรณีป้ายหยุดรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานคร ที่นำมาใช้อธิบายข้อจำกัดในเชิงอำนาจการตัดสินใจของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่า กรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบการจัดสร้างและติดตั้งป้ายรถเมล์ตามรายทางของถนนสายต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อำนาจกำหนดตำแหน่งการวางป้ายรถเมล์ หรือชี้จุดปักป้าย รวมไปถึงการกำหนดรูปแบบ สัญลักษณ์ ข้อความ เส้นสี (ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522) ก็ยังคงเป็นของกรมการขนส่งทางบก

ป้ายแสดงรายละเอียดงานก่อสร้าง: การมีส่วนร่วมตรวจสอบของประชาชน

ป้ายอีกกลุ่มหนึ่งที่พบเห็นเป็นประจำไม่พ้น ‘ป้ายแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับงานก่อสร้างของทางราชการ’ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ออกมาโดยอาศัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2551 โดยมีแบบมาตรฐานแนบที่ต้องแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อหน่วยงานเจ้าของโครงการ ผู้รับจ้าง ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของโครงการ วงเงินค่าก่อสร้าง และให้มีข้อความกำกับอยู่ด้านล่างว่า “กำลังก่อสร้างด้วยเงินภาษีอากรของประชาชน” หรือบางป้ายอาจมีบ้างที่ใช้ข้อความอื่นแทน เช่น “งบประมาณจากเงินรายได้มหาวิทยาลัย”

ไม่ใช่ทุกโครงการก่อสร้างที่โดนบังคับให้ขึ้นป้ายแสดงรายละเอียดของโครงการ ขึ้นอยู่กับวงเงิน กล่าวคือบังคับใช้เฉพาะโครงการซึ่งมีค่างานก่อสร้างตั้งแต่หนึ่งล้านบาทขึ้นไปที่ต้องติดตั้งแผ่นป้ายดังกล่าว หรือหากหน่วยงานเป็นผู้ดำเนินการเอง ไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง ก็ไม่ต้องติดตั้งแผ่นป้ายดังกล่าว อย่างไรก็ดี กรณีของ อปท. นั้น กระทรวงมหาดไทยกำหนดวงเงินต่ำกว่า นั่นคือ ‘โครงการที่มีค่างานตั้งแต่หนึ่งแสนบาทขึ้นไป’

ตัวช่วยง่ายๆ ที่ประชาชนสามารถใช้ติดตามตรวจสอบโครงการ (ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เมื่อปี 2566)

หากกล่าวถึงคุณูปการของป้ายจำพวกนี้ คือ ข้อมูลบนป้ายประเภทนี้เอื้อให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาตรวจสอบโครงการได้อีกทาง ไม่ว่าในเรื่องความไม่สมเหตุสมผลของราคา ทำไม่ตรงสเปค ความล่าช้าในการก่อสร้าง ข่าวการทุจริตใหญ่โตบางทีก็มีที่มาจุดเล็กๆ

ป้ายจอแอลอีดี: ต่างคนต่างทำ

ถ้าจะถามถึงแนวโน้มของสื่อประชาสัมพันธ์ที่มาแรงคงไม่พ้น ‘ป้ายจอ LED’ ที่แม้ติดตั้งกลางแจ้งก็แสดงผลเป็นสีสันสว่างชัด ดึงดูดใจเพราะเป็นภาพเคลื่อนไหว เปลี่ยนเนื้อหาไปได้เรื่อยๆ แต่กลับมีราคาที่ค่อนข้างสูง สร้างภาระค่าไฟฟ้า ตลอดจนการซ่อมและบำรุงรักษาที่มีตามมา และอาจก่อให้เกิดมลพิษทางแสงขึ้นในบางบริเวณ

เพียงเราลองค้นในอินเทอร์เน็ต ก็จะพบประกาศสอบราคาจ้างโครงการจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์อิเล็กทรอนิกส์พร้อมติดตั้งจำนวนมาก บนเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐในทุกระดับ (ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น) และทุกรูปแบบ (ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชน) ชวนให้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นว่า ใช่สิ่งที่ทุกหน่วยควรต้องมีหรือไม่

นอกจากตัวอย่างนี้ ขอหยิบยกอีกตัวอย่างใกล้ตัว คือ ตลอดเส้นทางจักรยานระหว่างศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ไปจนสิ้นสุดที่กองพลทหารราบที่ 7 ตามแนวถนนคันคลองชลประทาน ระยะประมาณ 5 กิโลเมตรเศษ มีจอ LED สำหรับใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์อยู่ถึง 3 จุด ทั้งหมดเป็นของหน่วยงานของรัฐ ป้ายแรกอยู่หน้าศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ ซึ่งเป็นของบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด โดยเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงการคลัง ป้ายต่อมาอยู่หน้าโรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ ที่ถือเป็นราชการส่วนกลางในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และป้ายสุดท้ายอยู่หน้าอุทยานดาราศาสตร์สิรินธรของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ องค์การมหาชน ในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ป้ายจอ LED ของสามหน่วยงานที่อยู่ใกล้ ๆ กันบนถนนเส้นเดียว (ไม่รวมภาพมุมขวาล่าง) (ถ่ายภาพโดยผู้เขียน เมื่อปี 2567)

อยากให้ลองจินตนาการ ถ้าทุกหน่วยอยู่ภายใต้องค์กรปกครองท้องถิ่นเดียวกัน อย่าง อบจ. ใช้ป้ายจอแอลอีดีจุดเดียวก็เพียงพอ โดยเลือกตำแหน่งที่ตั้งที่ดีที่สุด การแชร์ทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ จึงเป็นอีกประเด็นที่พึงใคร่ครวญ แค่ป้ายเรื่องเดียวยังสะท้อนให้เห็นอะไรตั้งมากมาย บางเรื่องไม่ซับซ้อน บางเรื่องก็ยอกย้อน แต่ที่แน่ๆ เกี่ยวพันกับกฎหมายเยอะ เรียกได้ว่าไม่ต่ำกว่าสิบฉบับ ไม่แพ้จำนวนหน่วยงานเกี่ยวข้องซึ่งก็มีเป็นพัลวัน

กระนั้นก็ตาม บทความตอนนี้ยังไม่ครอบคลุมถึงป้ายอีกกลุ่มหนึ่งที่พบเจอเป็นจำนวนมากในทุกพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะช่วงที่มีการเลือกตั้ง นั่นคือ ‘ป้ายหาเสียง’ กับ ‘ป้ายนักการเมือง’ ซึ่งผมควรต้องหาโอกาสเขียนถึงต่อไป

 [+]

References ↑1 https://govspending.data.go.th/dashboard/7 ↑2 “The EXIT: ป้ายกองโจร,” ไทยพีบีเอส (5 ตุลาคม 2565), จาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/320162.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...