มหากาพย์ Alice Guo (1): ชีวิตยิ่งกว่าหนังของนายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์ ผู้ถูกจับโป๊ะว่าเป็นสาวจีนสวมสัญชาติ
ย้อนไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2024 เจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลิปปินส์ พร้อมด้วยคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตของประธานาธิบดี (Presidential Anti-Organized Crime Commission หรือ PAOCC) ได้สนธิกำลังบุกค้นแหล่งคาสิโนออนไลน์ผิดกฎหมายแห่งหนึ่งที่ดำเนินการโดยบริษัทซุนหยวน (Zun Yuan) ในเขตเทศบาลบัมบัน (Bamban) จังหวัดตาร์ลัค (Tarlac) บนเกาะลูซอนแถบตอนเหนือของฟิลิปปินส์ จากการตรวจค้นนั้น เจ้าหน้าที่ได้พบแรงงานจากหลายสัญชาติทั้งฟิลิปปินส์ จีน ไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย และรวันดา รวมกว่า 400 คน ซึ่งทราบภายหลังว่าหลายคนในนี้คือเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกหลอกมาทำงาน และขณะเดียวกันก็ยังพบหลักฐานการทำสแกมหลอกหลวงผู้คน และยังมีธุรกรรมการเงินน่าสงสัยมากมาย
ฟิลิปปินส์ก็ไม่ต่างจากอีกหลายประเทศอาเซียนที่กำลังพบเห็นเรื่องราวแบบนี้ได้ตามหน้าข่าวอยู่บ่อยครั้งจนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ท่ามกลางภาวะที่กลุ่มธุรกิจจีนสีเทาแห่เข้ามาตั้งรกรากเปิดบ่อนพนันและแอบแฝงทำสิ่งผิดกฎหมายจนสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าไปทั่วกัน โดยเฉพาะในประเทศที่คาสิโนเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ซึ่งเอื้อให้กลุ่มทุนเทาเหล่านี้เข้ามาเปิดกิจการได้โดยง่าย
รัฐบาลฟิลิปปินส์อนุญาตให้คาสิโนถูกกฎหมายมาตั้งแต่ปี 1976 แต่ด้วยประสิทธิภาพในการกำกับดูแลที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ ฟิลิปปินส์จึงเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียนที่มีกลุ่มทุนจีนเทาหลั่งไหลเข้ามาอาศัยการเปิดธุรกิจคาสิโนบังหน้าเพื่อทำธุรกิจมืด โดยเริ่มเห็นเด่นชัดมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990s ก่อนที่ต่อมาในปี 2016 การเปิดเสรีคาสิโนจะขยับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเมื่ออดีตประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ประกาศให้การพนันออนไลน์ที่มุ่งเน้นลูกค้าต่างประเทศที่เดิมนั้นอยู่ใต้ดิน กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายเพิ่มเข้ามาด้วย โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้รัฐเก็บรายได้ได้มากขึ้น รวมทั้งเพื่อให้รัฐสามารถกำกับดูแลได้ง่ายขึ้น โดยคาสิโนออนไลน์นี้มีชื่อที่คนฟิลิปปินส์เรียกกันอย่างแพร่หลายว่า POGO ย่อมาจาก Philippine Offshore Gaming Operators [(ข้อมูลจากรายงาน Transnational Crime in Southeast Asia: A Growing Threat to Global Peace and Security โดย United States Institute of Peace หรือ USIP)]
การเปิดกิจการ POGO อย่างถูกกฎหมายนั้น ผู้ให้บริการต้องขึ้นทะเบียนกับ PAGCOR (Philippine Amusement and Gaming Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐที่มีหน้าที่บริหารกำกับดูแลคาสิโนในประเทศโดยเฉพาะ แต่ในเมื่อระบบกำกับดูแลยังคงไม่เข้มแข็ง POGO ก็กลายเป็นกิจการประเภทใหม่ที่เหล่าทุนสีเทามาอาศัยบังหน้าในการทำเรื่องผิดกฎหมาย จึงกลายเป็นว่ามาซ้ำเติมเพิ่มปัญหาให้สังคมฟิลิปปินส์มากขึ้นไปอีก ดังเช่นในกรณี POGO ของบริษัทซุนหยวนนี้เอง
แน่นอนว่าข่าวการบุก POGO ซุนหยวนไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรนักสำหรับคนฟิลิปปินส์ที่เห็นข่าวแบบนี้กันมาแทบไม่เว้นแต่ละวัน แต่ใครเลยจะรู้ว่าอีกไม่นานหลังจากนั้น ข่าวที่ปกติธรรมดานี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ทอล์กออฟเดอะทาวน์แห่งปีที่คนทั่วทั้งฟิลิปปินส์เฝ้าจับตายิ่งกว่าหนังหรือละครเรื่องใดในตอนนี้
ความสนุกของเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ทางการที่กำลังบุกค้น POGO บริษัทซุนหยวนนั้นเผอิญไปเห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดแช่อยู่ในบริเวณอาคาร ก่อนนำไปสู่การตรวจค้นหาตัวเจ้าของรถคันนี้ผ่านข้อมูลทะเบียนรถ จนพบว่าเป็นชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ ‘อลิซ ลีล กัว’ (Alice Leal Guo) ไม่เพียงแค่นั้น ชื่อของหญิงคนนี้ยังไปปรากฏหลาอยู่บนบิลเรียกเก็บค่าไฟฟ้าที่เจ้าหน้าที่ค้นพบในอาคารแห่งนี้อีกด้วย กลายเป็นหลักฐานมัดแน่นว่าเธอคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดกิจการคาสิโนผิดกฎหมายแห่งนี้แน่นอน
เรื่องนี้คงไม่ได้โด่งดังอะไรนักหากว่า อลิซ กัว เป็นผู้หญิงธรรมดาๆ แต่เผอิญว่าชื่อนี้ดันเป็นชื่อของนายกเทศมนตรีของเมืองบัมบันอันเป็นที่ตั้งของ POGO แห่งนี้ ข่าวนี้จึงทำให้หูของคนทั่วฟิลิปปินส์กระพือขึ้นทันที
อลิซ กัว ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบัมบันมาตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2022 โดยเป็นผู้ลงสมัครหน้าใหม่ที่ชนะการเลือกตั้งในตำแหน่งนี้มาได้อย่างฉิวเฉียด และยังนับว่าเป็นนายกเทศมนตรีหญิงคนแรกของเมืองอีกด้วย
การค้นพบหลักฐานสำคัญในคาสิโนซุนหยวนครั้งนี้ทำให้อลิซถูกเรียกตัวเข้ารับการไต่สวนโดยวุฒิสภาของฟิลิปปินส์ และขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทางการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ร่วมกันสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้กันอย่างเข้มข้น
จากการสืบสวนทำให้ค้นพบหลักฐานว่าอลิซมีความเชื่อมโยงหลายอย่างกับกิจการ POGO ของซุนหยวน โดยหลักฐานสำคัญหนึ่งที่ชี้ชัดคือชื่อเจ้าของที่ดินบนที่ตั้งของ POGO แห่งนี้ ซึ่งพบว่าเป็นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป่าฝู (Baofu Land Development) ที่มีอลิซ กัว เป็นหุ้นส่วนร่วมกับนักธุรกิจชาวจีนอีกจำนวนหนึ่ง โดยหนึ่งในนั้นชื่อจาง รุ่ยจิน (Zhang Ruijin) ซึ่งเพิ่งถูกทางการสิงคโปร์จับกุมในข้อหาฟอกเงินมูลค่ามหาศาลเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
เรื่องราวยังซับซ้อนไปกว่านั้น เมื่อทางการได้สืบประวัติของที่ดินบริษัทเป่าฝูตรงนั้น และพบว่าก่อนที่ POGO ของซุนหยวนจะมาใช้พื้นที่เปิดกิจการ มันเคยเป็นที่ตั้งของ POGO อีกเจ้าหนึ่งมาก่อนภายใต้ชื่อบริษัทหงเฉิง (Hongsheng Gaming Technology) ซึ่งปิดตัวลงไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 หลังเจ้าหน้าที่ทำการบุกค้นจากการพบหลักฐานว่ามีการลักลอบทำกิจกรรมหลอกคนลงทุนในเงินคริปโต และเมื่อย้อนขุดประวัติของ POGO หงเฉิงนี้ ก็เจอข้อมูลชวนตื่นตะลึงขึ้นมาอีกว่าคนที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน POGO แห่งนี้เป็นชื่อของ อลิซ กัว เอง โดยเป็นการยื่นตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 ก่อนที่เธอจะลงเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อมโยงขึ้นมาได้ว่าที่จริงแล้วซุนหยวนก็คือหงเฉิงเดิมที่กลายร่างมานี้เอง
นอกจากเรื่องความเชื่อมโยงกับกิจการ POGO สีเทาแล้ว การสืบสวนยังพบว่าอลิซถือครองทรัพย์สินในมือมหาศาลด้วยมูลค่ารวมกันคาดว่าถึงหลักพันล้านเปโซ โดยมีทั้งที่ดิน รถยนต์มากกว่าสิบคัน เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว เครื่องเพชรสุดหรู และเงินในบัญชีธนาคารที่มีอย่างน้อย 36 บัญชี โดยทางการพบว่าทรัพย์สินของเธอจำนวนมากไม่ตรงตามที่แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สิน และยังได้มาอย่างไม่ชอบมาพากล รวมทั้งมีธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัยจำนวนมาก นำไปสู่การอายัดทรัพย์สินหลายอย่างของเธอในเวลาต่อมา
แค่พบว่าคนที่เป็นถึงนายกเทศมนตรีมาพัวพันกับธุรกิจสีเทาก็ว่าน่าช็อกแล้ว แต่นี่ยังเป็นแค่ช็อกระลอกแรกเท่านั้น
เรื่องราวของอลิซ กัว ทวีความเข้มข้นขึ้นอีกขึ้นหนึ่ง เมื่อจู่ๆ วุฒิสมาชิกที่กำลังอยู่ระหว่างการไต่สวนอลิซนั้นตั้งคำถามเปิดประเด็นขึ้นมาว่า ตัวตนที่แท้จริงของเธอคือใครกันแน่ เพราะเมื่อขุดประวัติของเธอลึกลงไป กลับแทบไม่พบบันทึกข้อมูลใดๆ ของเธอมาก่อน ทั้งบันทึกการคลอดที่ไม่พบได้ที่โรงพยาบาลใดเลย รวมทั้งยังไม่พบประวัติการศึกษาของเธอที่โรงเรียนไหน จึงดูเสมือนว่าเธอเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ แต่พอโผล่มาก็ชนะเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเลย
แต่หนึ่งในหลักฐานไม่กี่อย่างเกี่ยวกับตัวตนของอลิซที่ยังมีอยู่ คือใบสูติบัตร ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ชวนให้คนฉงนในความเป็นมาของเธอ เนื่องจากมีการพบเข้าว่า วันเกิดของเธอคือวันที่ 12 กรกฎาคม 1986 แต่การจดทะเบียนขอสูติบัตรนั้นกลับระบุเป็นวันที่ 22 พฤศจิกายน 2005 เท่ากับว่าเธอแจ้งเกิดล่าช้าไปถึง 19 ปี แม้การแจ้งเกิดช้าอาจเป็นที่พบเห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่อาจมีช่องโหว่ช่องว่างในการเข้าถึงบริการของรัฐ และยิ่งเป็นช่วงเวลาหลายสิบปีก่อนที่เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลยังไม่ทันสมัย เหตุการณ์นี้ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนคลายข้อสงสัยว่าทำไมอลิซถึงได้จดทะเบียนแจ้งเกิดล่าช้าได้ขนาดนั้น
ต่อมาอลิซได้ตอบคำถามในเรื่องนี้ เธอเล่าว่าในวัยเด็ก เธออาศัยอยู่กับพ่อแค่สองคนในฟาร์มเล็กๆ ห่างไกลผู้คน โดยที่เธอไม่ค่อยได้ออกไปไหน รวมทั้งไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะพ่อให้เธอเรียนโฮมสคูลโดยมีครูมาสอนที่บ้าน และเหตุผลที่เธอต้องเก็บตัวเงียบในฟาร์มนั้นเป็นเพราะเธอเป็นลูกเมียน้อย โดยแม่ของเธอเป็นสาวใช้ในบ้านที่แอบมีความสัมพันธ์กับพ่อของเธอ กระทั่งเธอเกิดออกมาอย่างไม่ตั้งใจ เป็นเหตุให้เธอต้องอยู่อย่างหลบซ่อน และแม่แท้ๆ ของเธอนั้นก็แยกทางออกไปตั้งแต่เธอยังเล็ก ทำให้เธอไม่เคยได้เจอหน้าแม่
แต่คล้อยหลังจากที่อลิซเปิดเผยพื้นเพของตัวเองได้ไม่นาน วุฒิสมาชิก เชอร์วิน กัตชาเลียน (Sherwin Gatchalian) ก็เผอิญไปพบหลักฐานชิ้นใหม่ว่าอลิซมีประวัติการศึกษาอยู่ที่โรงเรียน Grace Christian High School ในเกซอนซิติ (Quezon City) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ จึงขัดแย้งกับที่อลิซบอกว่าเรียนโฮมสคูลมาตลอด
เรื่องประวัติการศึกษาก็เรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องที่ทำให้พบพิรุธของอลิซยิ่งไปกว่านั้นและกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญในการสืบค้นความเป็นมาของเธอ ก็คือตัวตนของพ่อแม่เธอ
ย้อนกลับไปในใบสูติบัตร ชื่อของพ่อและแม่ของอลิซได้รับการระบุไว้ว่าคือ เจียน จง กัว (Jian Zhong Guo) และอาเมเลีย ลีล กัว (Amelia Leal Guo) โดยอลิซยืนยันชื่อพ่อและแม่ของเธอตามนั้น พร้อมบอกว่าพ่อของเธอเป็นคนจีนที่มาตั้งรกรากในฟิลิปปินส์ ขณะที่แม่เธอนั้นคือคนฟิลิปปินส์แท้ แต่เมื่อทีมวุฒิสมาชิกที่สืบสวนเรื่องนี้ไปขุดคุ้ยประวัติของพ่อและแม่เธอเข้า พบว่าเจียน จง กัว นั้นมีตัวตนจริงอยู่ แต่ปัญหาอยู่ที่ชื่ออาเมเลีย กัว ที่แม้อลิซจะบอกว่าเป็นคนฟิลิปปินส์แท้ แต่ทางการกลับไม่สามารถพบชื่อของเธอในสารบบ กลายเป็นประเด็นใหม่ขึ้นมาว่าหญิงชื่ออาเมเลีย กัว นี้อาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง
อย่างไรก็ตาม ทีมสืบสวนได้ไปพบว่าชื่อของเจียน จง กัว กับอาเมเลีย กัว นี้ ยังไปปรากฏเป็นชื่อพ่อและแม่ของคนอีกสามคน ได้แก่ ชีลา กัว (Sheila Guo), เวสลีย์ กัว (Wesley Guo) และซีเหมิน กัว (Siemen Guo) นำไปสู่การซักถามอลิซต่อมาว่าเธอเป็นพี่น้องกับคนเหล่านี้หรือไม่ แต่อลิซก็ให้ข้อมูลกลับไปกลับมา โดยแรกสุดบอกว่าไม่รู้จัก แต่ก็มีหลักฐานพบว่าอลิซเคยเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับหนึ่งในนี้ ทำให้เธอกลับคำว่าเป็นลูกคนละแม่ ซึ่งก็ขัดกับที่ระบุไว้ในสูติบัตรที่ชี้ชัดว่ามีแม่ชื่อเดียวกัน ก่อนที่ท้ายสุดอลิซจะบอกว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดเลย
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจนนักว่าความสัมพันธ์ของคนเหล่านี้เป็นอย่างไรกันแน่ และยังพบว่าแม้สูติบัตรของทั้งสี่คนนี้จะระบุชื่อพ่อแม่คนเดียวกัน แต่กลับมีการระบุข้อมูลที่ดูจะขัดแย้งกันเองและไม่สมเหตุสมผลในหลายจุด
ขณะเดียวกัน วุฒิสมาชิก ริซ่า ฮอนติเวโรส (Risa Hontiveros) หนึ่งในหัวหอกของทีมไต่สวนนั้น ก็ไปพบว่าในเอกสารจดทะเบียนธุรกิจหลายแห่งที่มีชื่ออลิซอยู่นั้น มักปรากฏชื่อคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือพี่น้องตามสูติบัตรของเธอ เป็นหุ้นส่วนร่วมด้วย โดยไม่พบชื่อของอาเมเลีย กัว ที่ถูกระบุว่าเป็นแม่ตามสูติบัตร แต่ สว.ริซ่า ก็ไปสะดุดเข้ากับชื่อหนึ่งที่พบว่าปรากฏร่วมเป็นหุ้นส่วนกับคนเหล่านี้ในหลายกิจการ นั่นคือชื่อของสาวสัญชาติจีน หลิน เหวิน ยี่ (Lin Wen Yi) ที่ สว.ริซ่า ยังพบจากบันทึกประวัติการโดยสารบนเครื่องบินว่ามีการเดินทางร่วมกับ เจียน จง กัว ผู้เป็นพ่อของอลิซ ถึงอย่างน้อย 170 ครั้งในช่วงเวลาเพียงหกปี เกิดเป็นข้อสงสัยขึ้นมาว่าหรือแท้จริงแล้ว หลิน เหวิน ยี่ จะไม่ใช่แค่พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจของเจียง จง กัว ธรรมดาๆ แต่น่าจะมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากันเลยหรือไม่ หรือพูดอีกอย่างนั้น หลิน เหวิน ยี่คนนี้น่าจะเป็นแม่บังเกิดเกล้าตัวจริงของอลิซ กัว หรือไม่
ในทีแรก อลิซปฏิเสธว่าหลิน เหวิน ยี่ คือแม่ของตน แต่เมื่อถูกบีบคั้นหนักเข้า เธอก็กลับคำยอมรับ แต่เมื่อเป็นเช่นนั้น เงื่อนปมใหญ่อีกอันหนึ่งที่เกิดตามมาว่า ในเมื่อทั้งพ่อและแม่ของเธอมีสัญชาติจีนทั้งคู่ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่อลิซจะมีสัญชาติฟิลิปปินส์
ข้อสงสัยเรื่องสัญชาติที่แท้จริงของอลิซทำให้มหากาพย์นี้ร้อนฉ่าขึ้นมาอีกขั้น เพราะหากอลิซไม่ใช่คนฟิลิปปินส์จริง แล้วทางการปล่อยให้เธอหลบซ่อนอยู่มานานขนาดนี้ได้อย่างไร และซ้ำร้ายกว่านั้นคือคนสวมสัญชาติอย่างเธอกลับมีโอกาสได้เป็นถึงนายกเทศมนตรี ซึ่งผิดคุณสมบัติอย่างเต็มประตู
แน่นอนว่าอลิซปฏิเสธข้อหานี้และยืนกรานหนักแน่นว่าเธอคือคนฟิลิปปินส์ แต่แล้วทางการก็ไปพบหลักฐานชิ้นเด็ดเข้า นั่นคือข้อมูลลายนิ้วมือของอลิซที่ตรวจไปตรวจมาพบว่าไปตรงกับลายนิ้วมือของผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ชื่อ กัว หัว ปิง (Guo Hua Ping) โดยเป็นลายนิ้วมือที่ถูกบันทึกไว้ตอนเดินทางเข้าเมืองฟิลิปปินส์ในเดือนมกราคม 2003 และมีข้อมูลบันทึกว่าขณะที่กัว หัว ปิงเดินทางเข้ามานั้น เธอมีอายุเพียง 13 ปี ระบุวันเกิดไว้เป็นวันที่ 31 สิงหาคม 1990 ซึ่งไม่ตรงกับวันที่ระบุในสูติบัตรที่ฟิลิปปินส์ และในการเดินทางเข้าประเทศ เธอใช้พาสปอร์ตของประเทศจีนเป็นหลักฐาน หรือแปลได้ว่ากัว หัว ปิงคนนี้คือพลเมืองสัญชาติจีนนั่นเอง
ข้อมูลใหม่ที่ได้รับการสืบสวนค้นพบนี้ทำให้จิ๊กซอว์เรื่องราวต่อกันครบ กลายเป็นคำอธิบายกระจ่างแจ้งขึ้นว่าเหตุใดอลิซ กัว ถึงได้เพิ่งจดสูติบัตรในปี 2005 และเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดหนักแน่นขึ้นว่าแท้จริงแล้ว อลิซ กัว ไม่ใช่คนฟิลิปปินส์แต่อย่างใด
แต่ขณะที่การไต่สวนเป็นไปอย่างเข้มข้นนั้น จู่ๆ อลิซก็หายตัวไปในเดือนกรกฎาคม ไม่เข้ารับการไต่สวนตามนัด แต่ผ่านไปราวสองเดือน อลิซก็ถูกจับกุมได้ในวันที่ 3 กันยายน ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ก่อนถูกพาส่งตัวกลับมาเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีต่อที่ฟิลิปปินส์ในทันที โดยก่อนหน้าที่อลิซจะถูกจับไม่กี่วันนั้น ทางการยังสามารถจับกุม ชีลา กัว พี่สาวตามเอกสารของอลิซ พร้อมกับสาวชาวฟิลิปปินส์อีกคน แคสแซนดร้า ออง (Cassandra Ong) ที่คบหาอยู่กับเวสลีย์ กัว พี่ชายอีกคนตามเอกสารของอลิซ และเป็นผู้มีส่วนพัวพันกับกิจการ POGO อีกแห่งในจังหวัดปัมปางา ที่ถูกบุกค้นและปิดตัวไปในเวลาไล่เลี่ยกัน POGO ของบริษัทซุนหยวน โดยทั้งสองคนนี้ถูกจับได้พร้อมกันที่เกาะบาทัม (Batam) ของอินโดนีเซีย ใกล้ๆ กับสิงคโปร์
ต่อมาทั้งหมดนี้ได้ยอมรับว่าเดินทางหนีออกมาพร้อมกันผ่านช่องทางทะเล ขณะที่ทีมเจ้าหน้าที่สืบสวนได้คาดการณ์ขณะที่คนเหล่านี้กำลังหลบหนีว่า จุดหมายปลายทางของการกบดานที่แท้จริงอาจเป็นประเทศกัมพูชาซึ่งพบว่าครอบครัวกัวนั้นมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจอยู่กับแหล่งพนันสีเทาที่นั่น
หลังถูกพาตัวกลับไปยังฟิลิปปินส์ อลิซ กัว พร้อมด้วย ชีลา กัว และแคสแซนดร้า ออง ก็ถูกนำตัวเข้าคุมขังในเรือนจำเพื่อรอการสอบสวนและตัดสินความผิด โดยในส่วนอลิซนั้น เธอต้องเผชิญข้อหามากมายทั้งการค้ามนุษย์ การทุจริตคอร์รัปชัน การฟอกเงิน การหลบเลี่ยงภาษี และการยื่นหลักฐานเท็จในการลงสมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ซึ่งมีการประมาณการกันว่าหากเธอถูกตัดสินความผิดในข้อหาเหล่านี้ทั้งหมด น่าจะทำให้เธอต้องถูกตัดสินโทษจำคุกสูงสุดได้ถึง 1,218 ปี ขณะที่สมาชิกครอบครัวกัวคนอื่นๆ อย่างเวสลีย์ผู้เป็นพี่ชายของอลิซนั้นยังอยู่ระหว่างการหลบหนี ส่วนพ่อและแม่ของอลิซนั้นได้ออกจากประเทศฟิลิปปินส์ไปนานแล้ว โดยเชื่อว่ากบดานอยู่ในประเทศบ้านเกิดอย่างจีน
มหากาพย์อลิซ กัว ที่เกิดขึ้นได้เปิดแผลของรัฐฟิลิปปินส์ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องความหละหลวมของรัฐที่ปล่อยให้มีการขอสัญชาติปลอมได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงความไม่รอบคอบในการตรวจคุณสมบัติผู้สมัครตำแหน่งทางการเมือง และการปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยคดีดังเช่นนี้หลบหนีออกนอกประเทศไปได้ และที่สำคัญ การขาดประสิทธิภาพของรัฐฟิลิปปินส์นี้เองที่เป็นตัวเปิดช่องให้เครือข่ายทุนจีนสีเทาที่เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และสามารถขยายอิทธิพลแทรกซึมขึ้นไปได้ถึงในแวดวงการเมือง
และจะว่าไปก็อาจไม่ใช่แค่ระดับการเมืองท้องถิ่นเท่านั้นที่กลุ่มทุนเหล่านี้เจาะเข้าไปได้ แต่อาจไปถึงการเมืองระดับชาติด้วย โดยเฉพาะในสมัยอดีตประธานาธิบดีดูเตร์เต เพราะเมื่อสืบสวนกรณีของอลิซลึกเข้าไปก็พบว่า มีนักการเมืองคนสนิทของดูเตร์เตช่วยอำนวยความสะดวกในการเปิดกิจการ POGO ในจังหวัดปัมปางา ที่แคนแซนดร้า ออง พี่สะใภ้ของอลิซมีความเกี่ยวพันอยู่ โดยนักการเมืองคนนั้นคือ แฮรี โรก (Harry Roque) ผู้เป็นอดีตโฆษกให้กับประธานาธิบดีดูเตร์เต ซึ่งล่าสุดโรกก็อยู่ระหว่างการหลบหนี
แต่มีอีกคนหนึ่งที่หนีไม่พ้นเพราะมาถูกเจ้าหน้าที่รวบตัวที่สนามบินขณะเตรียมหนี นั่นคือโทนี่ หยาง (Tony Yang) พี่ชายของไมเคิล หยาง (Micheal Yang) ผู้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลดูเตร์เต โดยโทนี หยางนี้เป็นอีกคนที่ถูกพบว่ามีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกิจการ POGO ของอลิซ กัว และแคสแซนดร้า ออง
การสืบสวนพบเรื่องเหล่านี้ทำให้สังคมฟิลิปปินส์อดคิดไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วเรื่องนี้อาจสืบสาวเชื่อมโยงไปได้ถึงตัวอดีตประธานาธิบดีดูเตร์เตเลยหรือไม่ แม้จะยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้เช่นนั้น แต่การเกิดขึ้นของเรื่องนี้ก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยย้อนไปวิพากษ์วิจารณ์ดูเตร์เตว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทุนจีนสีเทาเบ่งบานได้ขนาดนี้ จากการที่เขาเป็นคนประกาศให้ POGO ถูกกฎหมาย
ในระหว่างที่เรื่องราวของอลิซ กัว และการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ดูเตร์เตในเรื่อง POGO ดำเนินไปอยู่นี้เอง ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนปัจจุบันอย่างบงบง มาร์กอส (Bongbong Marcos) ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจากดูเตร์เต ได้กล่าวคำประกาศกร้าวในงานแถลงสุนทรพจน์ต่อรัฐ (State of the Nation Address) ประจำปีว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป POGO ทั้งหมดจะถูกสั่งแบน” ซึ่งตามด้วยเสียงปรบมือเกรียวกราวทั่วทั้งหอประชุมทันทีหลังสิ้นประโยค และมาร์กอสยังได้ให้เส้นตายของการปิดตัว POGO ทั้งหมดลงแบบสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้
คำประกาศสะเทือนฟิลิปปินส์ของมาร์กอสนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่พันธมิตรระหว่างสองตระกูลการเมือง มาร์กอส-ดูเตร์เต กำลังแตกคออย่างหนัก หลังจากที่สองตระกูลจับมือการลงเลือกตั้งใหญ่ในปี 2022 จนชนะอย่างถล่มทลายส่งให้ บงบง มาร์กอส กับลูกสาวของโรดริโก ดูเตร์เต อย่างซารา ดูเตร์เต (Sara Duterte) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคู่กัน ก่อนที่คืนหวานช่วงฮันนีมูนจะจบสิ้นลงด้วยข้อขัดแย้งกันในหลายประเด็น เพราะฉะนั้นคำประกาศกร้าวของมาร์กอสเรื่องแบน POGO ที่เป็นการหักเลี้ยวนโยบายของอดีตประธานาธิบดีดูเตร์เตอย่างสิ้นเชิง รวมถึงการฉวยโอกาสของประเด็นอลิซไล่จับคนใกล้ชิดของดูเตร์เตที่พัวพันกับ POGO สีเทา รวมถึง POGO ที่อลิซเกี่ยวข้องกัน อาจเป็นวาระซ่อนเร้นของมาร์กอสเพื่อจะหักแขนหักขาเครือข่ายวงศ์วานดูเตร์เต เพราะในขณะเดียวกันก็มีข่าวการจับกุมตั้งข้อหาคนใกล้ชิดของดูเตร์เตคนอื่นๆ ในประเด็นอื่นๆ อีก แต่มาร์กอสก็ปฏิเสธเรื่องนี้ต่อสื่อมวลชน
ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ คำประกาศแบน POGO ของมาร์กอสได้ใจประชาชนที่สุดจะทนกับปัญหานี้มานานอยู่ไม่น้อย แต่ก็ใช่ว่าสังคมจะคลายกังวลไปเสียทั้งหมด เพราะก็ยังกลัวกันอยู่ว่าแม้ POGO จะลดจำนวนลงไปได้บ้าง แต่ที่สุดแล้วส่วนหนึ่งจะแค่เป็นการมุดกลับลงไปใต้ดินและอาจจะยังคงสร้างปัญหาอยู่เช่นเดิม รวมไปถึงข้อกังวลว่าพนักงานชาวฟิลิปปินส์ในอุตสาหกรรม POGO นับพันชีวิตที่จะต้องตกงานนี้ จะมีชีวิตกันอย่างไรต่อไป และรัฐจะช่วยเหลืออย่างไร
ทั้งหมดนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอีกยาว เช่นเดียวกับเรื่องราวของอลิซ กัว ที่ชาวฟิลิปปินส์ก็ยังคงเฝ้าจับตารอชมบทสรุปของชีวิตเธออย่างใกล้ชิดไปพร้อมกัน
หากย้อนกลับมาที่เรื่องของอลิซ กัว สิ่งที่คนฟิลิปปินส์กำลังติดตามไม่ใช่มีแค่เรื่องโทษที่เธอจะได้รับจากข้อกล่าวหาทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งข้อกังขาที่ชาวฟิลิปปินส์ให้ความสนใจกันมาก นั่นคือความจริงแล้ว เธอใช่สายลับที่ประเทศจีนส่งเข้ามาสอดแนมกิจการภายในหรือไม่
ในช่วงแรก ประเด็นนี้ยังดูไม่ได้มีมูลหรือพยานหลักฐานอะไรที่จะมายืนยัน จนดูคล้ายว่าจะเป็นทฤษฎีสมคบคิดเสียมากกว่า จนกระทั่งไม่นานนี้ พยานบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นจากที่มืด กลายเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นใหม่ล่าสุดที่ทำให้ข้อสันนิษฐานที่ว่าอลิซเป็นสายลับจากจีนแผ่นดินใหญ่นี้อาจไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎีสมคบคิดอีกต่อไป
เรื่องราวเป็นอย่างไร ติดตามกันต่อในตอนหน้า …
อ่านตอนที่ 2 ได้ที่ มหากาพย์ Alice Guo (2): “เขาวานให้เธอเป็นสายลับจีน!” คำเปิดโปงสะท้านฟิลิปปินส์ จากเจ้าพ่อจีนเทาในเรือนจำไทย
ฟังเรื่องนี้ในรูปแบบพอดคาสต์ได้ที่ ASEAN บ่มีไกด์ EP.34: ‘Alice Guo’ นาตาชาฟิลิปปินส์ สู่มหากาพย์แหกจีนเทา
อ่านเพิ่มเติม
Scandal deepens around Philippine fugitive mayor Alice Guo with freezing of assets
Will arrest of Philippine Pogo ‘kingpin’, allegedly linked to Alice Guo, expose conspiracy?
TIMELINE: The plots and twists of the ‘Alice Guo’ probe
TIMELINE: Alice Guo’s secret escape from PH and arrest in Indonesia
Making sense of the Alice Guo enterprise
Scandal deepens around Philippine fugitive mayor Alice Guo with freezing of assets