โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อ 'เป้าหมาย' สำคัญกว่า 'วิธีการ' (The end justifies the means)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 ก.ย 2567 เวลา 11.23 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2567 เวลา 02.29 น.

การเมืองวิปริตที่เราเห็นอยู่ขณะนี้คือปรากฏการณ์ของการทำทุกอย่างเพื่อให้มาซึ่งอำนาจ…โดยไม่สนใจวิธีการ

หมายความว่าหากบรรลุเป้าหมาย วิธีที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางแห่งอำนาจไม่สำคัญ

จะถูกต้องทำนองคลองธรรมหรือไม่

จะสอดคล้องกับจริยธรรมหรือไม่

จะสร้างความตกอกตกใจให้กับวิญญูชนหรือไม่

ล้วนไม่สำคัญทั้งนั้น

เมื่อ “เป้าหมาย” สำคัญกว่า “วิธีการ” ก็เข้าสูตร The end justifies the means

ซึ่งสำหรับนักการเมืองแล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อเป้าหมายของการเข้ามาทำการเมืองคือการได้มาซึ่งอำนาจการบริหารเท่านั้น

มิได้เพื่อต้องการจะเสียสละเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ยิ่งกว่านั้น ในสังคมไทยทัศนคติ “เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ” ยังลามไปถึงกิจกรรมในสังคมอื่นๆ อีกมากมาย

เช่น จะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการอย่างไร

ให้คนสอบแทนก็ได้

จ้างให้คนทำข้อสอบรั่วก็ได้

ให้คนมีอำนาจบารมีสั่งอาจารย์ที่ตรวจคะแนนให้สอบผ่านก็ได้

ทั้งนี้ เกิดจากค่านิยมของคนไทยที่เคารพนับถือคนมีปริญญา, มีเงิน และมีอำนาจ

คนส่วนใหญ่จึงมุ่งหวังจะ “ประสบความสำเร็จ” ด้วยการใช้ทุกวิถีทางที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นให้จงได้

ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ได้ด้วยกล

ทำตามขั้นตอนปกติเหมือนคนอื่น แข่งขันไม่ได้ ก็ใช้วิธีการทางลัด, ทางอ้อม, เส้นทางใต้ดิน

เพื่อไปถึงจุดหมายปลายทางให้จงได้

วัฒนธรรมอย่างนี้ส่งต่อไปถึงลูกหลานในครอบครัวที่ติดค่านิยมอย่างนี้ด้วยอย่างน่ากลัว

เด็กรุ่นใหม่จะดูถูกพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่รู้วิธีลดเลี้ยวเคี้ยวคดเพื่อนำพาให้คนในครอบครัวไปถึงจุดที่สังคมถือว่าเป็นจุดแห่งความสำเร็จ

สังคมไทยจึงมาถึงจุดที่สุ่มเสี่ยงกับความเสื่อมโทรมอย่างหนัก

ความจริง วลีคลาสสิค The end justifies the means นี้ย้อนกลับไปที่ “มาเคียเวลลี” ชื่อเต็ม Niccol? Machiavelli ผู้มีชีวิตอยู่ช่วง ค.ศ.1469-1527 ที่เมืองฟลอเรนซ์ของประเทศอิตาลี

ได้ชื่อว่าเป็นนักคิดนักเขียนการเมืองของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา

เขาเขียนหนังสือชื่อ “The Prince” ในศตวรรษที่ 16

ที่กลายเป็นตำนานแห่งการวิเคราะห์ศิลป์แห่งการบริหาร

ที่อำนาจการเมืองเพื่อบรรลุเป้าหมายด้วยวิธีการที่สอดคล้องกับค่านิยมของสังคมในยุคนั้น

Machiavelli เองไม่ได้ใช้วลีนี้โดยตรง แต่เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ก็สื่อถึงแนวปฏิบัตินี้โดยตรง

จนทุกวันนี้ พอมีใครเอ่ยถึงการ “เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ” ก็จะคิดถึงเขาเป็นหลัก

เป็นหลักคิดวิเคราะห์และวิพากษ์ผู้ปกครองประเทศที่ไม่ล้าสมัยสำหรับทุกยุคทุกสมัย

เพราะมันเป็นแนวทางสำหรับการได้มาซึ่งอำนาจ

ได้อำนาจยังไม่พอ ต้องมีวิธีที่จะรักษาอำนาจด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาที่ไม่จำเป็นต้อง “ชอบมาพากล” นัก

ทำให้เกิดคำถามว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรมและศีลธรรม

แต่ก็มี “ข้ออ้าง” ว่าวิธีการเช่นว่านี้มีความจำเป็นเพราะจะช่วยสร้างรัฐที่มีเสถียรภาพ, มั่นคงและมีประสิทธิผล

ถ้าเป็นภาษาการเมืองทุกวันนี้ก็ต้องบอกว่า “เพื่อให้บ้านเมืองไปต่อได้”!

ผู้บริหารที่เชื่อแนวคิดนี้ไม่แยแสกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นวิธีการที่โหดเหี้ยมและไร้ความปรานี

บางคนเรียกมันว่า “ลัทธิผลลัพธ์นิยม”

เป็นความเชื่อที่ว่าผลลัพธ์ของการกระทำใดๆ ย่อมมีความสำคัญลำดับสูงสุด

อะไรที่ไม่สอดคล้องกับการทำให้บรรลุเป้าหมายของผู้มีอำนาจในตำแหน่งต่างๆ ล้วนเป็นเรื่องรองลงมา

หากผู้ปกครองประเทศจะใช้หลักศีลธรรมอยู่บ้างก็เฉพาะเมื่อมันตอบคำถามได้ว่า

มันตอบโจทย์ของผู้มีอำนาจหรือไม่?

หากตอบไม่ได้ หรือเป็นคำตอบที่ไม่แน่ชัด ก็ไม่ต้องพิจารณาประเด็นเรื่อง “ความถูกต้องชอบธรรม”

เพราะคนที่เชื่อแนวคิดอย่างนี้จะต่อต้านหลักการที่ว่าการกระทำทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักจริยธรรม…ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร

คนที่เชื่อตามแนวของ Machiavelli จะยืนยันว่าการคิดแบบนี้ล้าสมัยและไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง

หนีไม่พ้นว่าในสังคมที่เรียกร้องหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสกับความเท่าเที่ยมนั้นย่อมไม่อาจจะยอมรับหลัก “เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ” เช่นนี้ได้

หรือมีบางกรณีที่ต้องประนีประนอมกับหลักจริยธรรมหากการกระทำนั้นๆ สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ได้ประโยชน์มากเพียงพอที่สังคมจะยอมรับได้?

ทุกสังคมประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติรัฐ-นิติธรรมเป็นหลักย่อมจะยกประเด็นเช่นว่านี้มาถกแถลงกันอย่างกว้างขวางและลุ่มลึก

ดังนั้น การ “ดีเบต” ข้อดีข้อเสีย ข้อเด่นข้อด้อยของกรณีที่ว่านี้จึงเป็นหัวใจสำคัญ

เพราะประเด็นเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องที่มนุษย์ต้องเผชิญในชีวิตประจำวันมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเรื่องส่วนตัวไปจนถึงการเมืองระดับโลก

ยิ่งในโลกการเมืองระหว่างประเทศที่กำลังถูกคุกคามด้วยความขัดแข้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ คำถามเรื่อง “จริยธรรม” กับ “ผลลัพธ์ในภาคปฏิบัติ” ยิ่งจะหนักหน่วงและรุนแรง

ความย้อนแย้งเช่นว่านี้จะปรากฏให้เห็นเด่นชัดยิ่งขึ้นในช่วงที่เกี่ยวโยงกับกลไกสังคมว่าด้วยการได้มาซึ่งอำนาจรัฐ

ไม่ว่าจะเป็นช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ในแวดวงการเมืองไทยแล้วว่า “ศรีธนญชัย” มีอิทธิพลต่อวิธีคิดและแนวปฏิบัติของนักการเมืองส่วนใหญ่

เพราะพวกเขาเห็น “เป้าหมาย” ของการเข้ามาทำการเมืองก็เพื่อได้เป็น ส.ส. และหวังต่อไปว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐ

เมื่อ “เป้าหมาย” คือลำดับความสำคัญสูงสุด “วิธีการ” ที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นจึง “มาในรูปแบบไหน” ก็ไม่สำคัญ

แม้จะสุ่มเสี่ยงกับการโกงคะแนน, ซื้อเสียง, ข่มขู่คู่แข่ง, แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับคนที่ช่วยหนุนเนื่องให้ชนะเลือกตั้งได้

นักการเมืองบางคนอ้างว่า “โกหกสีขาว” (white lies) เป็นสิ่งที่สังคมการเมืองยอมรับ

แต่เมื่อ “โกหกสีขาว” นั้นถูกใช้เพื่อการผลักดันนโยบายทางการเมืองที่เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงกับการทุจริตประพฤติมิชอบก็เท่ากับเป็นการใช้หลัก “ศรีธนญชัย”

นั่นคือการตีความกฎหมายหรือกฎกติกาให้เข้าข้างผู้มีอำนาจ

แทนที่จะให้การวิเคราะห์เนื้อหาแห่งกฎหมายั้นเอื้อต่อประโยชน์สาธารณะ

หรือในการณีที่แอบอ้างว่าการ “ตระบัดสัตย์” ที่ให้ไว้กับประชาชนนั้นมีความจำเป็นต้องทำ “เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้”

แต่ในความเป็นจริง กลับกลายเป็นว่าการ “ทรยศ” ต่อคำมั่นสัญญาของตนต่อสาธารณชนนั้นเป้าหมายที่แท้จริงคือการกระชับอำนาจ

เพื่อให้ตนหรือเครือข่ายของตนได้เข้าสู่อำนาจ

โดยไม่สนใจไยดีกับ “ความชอบธรรม” ที่ตีความจากการที่ประชาชนลงคะแนนให้กับพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างโดดเด่นเห็นชัดแจ้ง

คำกล่าวอ้างว่าการกระทำต่างๆ ที่ถูกชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงนั้นเพื่อ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง”

กลับกลายเป็นการ “ก้าวข้ามหัวประชาชน”

อย่างที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในแวดวงการเมืองไทยวันนี้!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อ ‘เป้าหมาย’ สำคัญกว่า ‘วิธีการ’ (The end justifies the means)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...