โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

12 ปีหลังรัฐประหาร...6 ตุลา 2519 สู่การประนีประนอม คล้ายปัจจุบัน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 08 ต.ค. 2567 เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2567 เวลา 06.39 น.

ฉบับที่แล้วได้พูดถึงสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไปแล้ว

ครั้งนี้จะพูดถึงการสืบทอดอำนาจโดยเปรียบเทียบสถานการณ์การเมืองหลังรัฐประหาร 2557 ถึงปัจจุบัน

ที่เข้าสู่การประนีประนอมแบ่งอำนาจ

การสืบทอดอำนาจ

หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519

หลังเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม กับมีนักศึกษาประชาชนเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ใช้อาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ทำให้เกิดสงครามในประเทศ เศรษฐกิจตกต่ำ ชื่อเสียงประเทศเสียหาย

การแก้ไขที่กลุ่มอำนาจเก่าทำได้ก็คือรัฐประหารซ้ำในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 โดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ แล้วกลุ่มทหารที่มีอำนาจตัวจริงก็ขึ้นมาคุมอำนาจรัฐ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมกรณี 6 ตุลาคม ในกลางปี 2521 ทำให้ตัวเองพ้นผิด และก็ยกเลิกข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้กับจำเลยต่างๆ

จากนั้นก็พยายามขอสงบศึก เพื่อให้พวกที่เข้าป่าจับปืนต่อสู้กลับมาสู่เมือง ด้วยคำสั่งตามนโยบาย 66/23 สมัยนายกฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ในทางการเมืองก็จัดให้มีรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับ 2521 แต่ก็เอาเปรียบโดยการแต่งตั้ง ส.ว. จำนวน 3 ใน4 ของ ส.ส. และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2522

ดังนั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์จึงได้เป็นนายกฯ เพราะมี ส.ว.ที่ตัวเองแต่งตั้ง บวกกับนักการเมืองที่คุมได้มาสนับสนุนให้ตั้งรัฐบาล

แต่ดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 1 ปี ก็ถูกโค่นกลางสภาในเดือนมีนาคม 2523 และกลุ่มอำนาจเก่าก็ยกให้ พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ แทน

การเมืองแบบที่ให้ทหารเป็นนายกฯ แต่มีเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและนักการเมืองมาร่วมรัฐบาลผสมช่วงนั้นเรียกกันว่า…ประชาธิปไตยครึ่งใบ…

จนถึงการเลือกตั้ง 2531 ซึ่งผ่านมา 12 ปีหลังการรัฐประหารในปี 2519 พล.อ.เปรม บอกว่าพอแล้ว (ซึ่งก็นานถึง 8 ปี)

การสืบทอดอำนาจ

หลังการรัฐประหารปี 2557

การรัฐประหารซ้ำ ปี 2557เกิดจากความจำเป็น เนื่องจากการทำรัฐประหารปี 2549 ไม่สามารถยึดอำนาจรัฐและสืบทอดอำนาจได้อย่างต่อเนื่องพอ รู้สึกว่า…เสียของ…ก็พยายามใช้ตุลาการภิวัฒน์

ยึดอำนาจอีกครั้งเมื่อถูกประชาชนต่อต้านจึงเกิดการปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองในปี 2553 คนในคณะรัฐประหาร คสช.มีส่วนร่วมมาตลอดตั้งแต่ 2549 จนถึง 2553 ความผิดนี้ได้ปรากฏขึ้นแล้วและเป็นเรื่องร้ายแรง

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2554 ถ้าปล่อยให้มีอำนาจต่อไปอาจจะมีการรื้อฟื้นคดีและฟ้องร้องผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีสังหารประชาชน การรัฐประหารในปี 2557 จึงต้องเกิดขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ คสช. ทำการยึดอำนาจ ส่วนบาปที่เกิดจากความวุ่นวายก็ตกไปอยู่กับกลุ่ม กปปส. จากนั้นก็ครองอำนาจภายใต้คณะรัฐประหารยาวนานเกือบ 5 ปี

การสืบทอดอำนาจก็ใช้หลักเดียวกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ คือร่างรัฐธรรมนูญให้ได้เปรียบสุดสุด เป็นฉบับ 2560 มีบทเฉพาะกาลให้แต่งตั้ง ส.ว. 250 คนมีสิทธิ์เลือกนายกฯ ได้ และให้มีอายุนานถึง 5 ปีซึ่งสามารถจะทำให้การเลือกนายกฯ ทำได้ 2 ครั้ง ส.ว.ทำได้ตามเป้าหมาย และคดีปราบประชาชนปี 2553 ไม่มีการฟ้อง

บารมีของ พล.อ.ประยุทธ์น้อยกว่าของ พล.อ.เปรม แต่อยู่ในอำนาจได้นานกว่า พล.อ.เปรมเล็กน้อย คืออยู่ได้ถึง 9 ปี

ความแตกต่าง

ของสภาพแวดล้อมทางการเมือง
ในช่วง 48 ปี

1. ความตื่นตัวของประชาชนในยุคใหม่หลังรัฐประหาร 2549 จนถึง 2566 มีมากกว่า รับรู้ข่าวสารด้วยโทรศัพท์มือถือและสื่ออินเตอร์เน็ตจึงได้ข้อมูลรอบด้านมากกว่ายุคปี 2519-2531

2. การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ และการเคลื่อนไหวของเยาวชน คือการยกระดับการต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับเมื่อครั้งเกิดพรรคไทยรักไทย และผลการเลือกตั้ง 2562 และ 2566 นำไปสู่เกมประนีประนอม

3. ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 และรัฐประหาร 2557 ฝ่ายประชาชนไม่มีความคิดที่จะใช้แนวทางต่อต้านรัฐบาลด้วยกำลังอาวุธ ในลักษณะเป็นขบวนการหรือพรรค แต่มีความมุ่งมั่นที่จะใช้การเลือกตั้งเอาชนะ

ในขณะที่กลุ่มอำนาจเก่ายังใช้แนวทาง ยึดกลุ่มองค์กรอิสระอาศัยอำนาจตุลาการและพรรคการเมือง ประสานกันเพื่อเอาชนะเกมในสภาและเกมในกระบวนการยุติธรรมเพื่อสกัดและปลดผู้มีอำนาจของฝ่ายประชาธิปไตย และยุบพรรคการเมือง

4. ปัจจุบันกำลังฝ่ายประชาชนได้ถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนแล้ว ความเป็นไปได้ที่จะรวมกันในระยะใกล้ๆ มองไม่เห็น การผลักดันนโยบายต่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จะยากขึ้น

เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว. 1 ใน 3

แต่ ส.ว.ที่ได้รับเลือก ล่าสุด ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงิน ล่าสุดแสดงออกในเรื่องกฎหมายการลงประชามติ การแก้รัฐธรรมนูญ ผ่านสภาชุดนี้คงยากแล้ว

ทุกฝ่ายต้องคิดวิธีต่อสู้

ในเกมและนอกเกมประนีประนอม

การเลือกตั้งปี 2566 เห็นชัดว่าพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงประมาณเกือบ 11 ล้าน และพรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงเกินกว่า 14 ล้าน เสียงของพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมรวมกันแล้วไม่ถึง 8 ล้านเสียง

ดังนั้น กลุ่มอำนาจเก่าจึงพลิกเกมดึงเอาพรรคเพื่อไทยมาเป็นแนวร่วม และยอมให้เป็นนายกฯ แต่ในขณะเดียวกันก็มีวิธีควบคุม โดยกฎหมาย และคดีความ คราวนี้นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นทั้งตัวประกัน และตัวเดินเกม

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ผ่านมา 48 ปี ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่าฝ่ายก้าวหน้าจะขึ้นครองอำนาจรัฐโดยตนเองโดดๆ แทบเป็นไปไม่ได้ในระยะ 5 ปีนี้

ขณะนี้ กลุ่มอำนาจเก่าได้เปรียบในโครงสร้างทั้ง 3 ฝ่ายคือนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ (ถ้าหากว่าพวกเขาไม่มีอำนาจ ก็จะรัฐประหารยึดอำนาจ ) แต่หลังเลือก ส.ว. พวกเขาได้เปรียบอย่างมาก

สภาพทางการเมืองจากการรัฐประหาร 2557 ถึงตอนนี้ ย้อนกลับมาคล้ายหลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ที่ผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดหลายปี และก็ค่อยเข้าสู่การประนีประนอม เมื่อผ่านไป 10-12 ปี ก็มาถึงจุดที่ พล.อ.เปรม ก้าวลง และ “น้าชาติ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ จากพรรคชาติไทย ขึ้นเป็นนายกฯ

แต่สิ่งที่แตกต่างคืออำนาจนอกระบบในยุคปัจจุบัน มีแรงกดดันมากกว่า การจะพัฒนาไปสู่ยุครุ่งเรืองเหมือนหลังปี 2535 คงไม่ง่าย

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 12 ปีหลังรัฐประหาร…6 ตุลา 2519 สู่การประนีประนอม คล้ายปัจจุบัน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...