โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หมากไทยสู่ตลาดโลก : โอกาสที่รัฐบาลใหม่จะแสดงฝีมือแก้ปัญหาการส่งออก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.ย 2567 เวลา 03.50 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2567 เวลา 03.43 น.

บทความโดย: ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านสาธารณสุขและการเกษตร, วุฒิพงษ์ ตุ้นยุทธ์ และอรุณพร พรพูนสวัสดิ์ นักวิจัยนโยบายด้านสาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

หมากเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากพืชหนึ่งของโลก ที่ทั้งผลผลิตและการบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาใน 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ราคาหมากในตลาดที่สำคัญของโลกและราคาส่งออกหมากของไทยในทศวรรษที่ผ่านมาค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยางและปาล์ม

ในปี 2559-2565 หมากสร้างรายได้นับพันล้านบาทต่อปี โดยมีมูลค่าส่งออกสุทธิ 1,045-2,151 ล้านบาทต่อปี กระทั่งในปี 2566 ที่ไทยมีปัญหาการส่งออก ก็ยังมีมูลค่าส่งออกสุทธิ 994 ล้านบาท และยังน่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีนี้ ถึงแม้ว่าราคาส่งออกที่เคยสูงถึง 50-60 บาท/กก. จะลดเหลือประมาณ 37 บาท/กก. ในปีที่ผ่านมา

แต่หมากกลับเป็นพืชที่ได้รับความสนใจจากภาครัฐน้อยกว่าพืชอื่น ตัวอย่างเช่น สถิติการเพาะปลูกและข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรที่รายงานโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรแทบไม่มีข้อมูลหรือรายงานที่เกี่ยวกับหมาก ในขณะที่รายงานข้อมูลของอีก 30 พืชที่หลายพืชมีมูลค่าส่งออกน้อยกว่าหมากมาก เช่น กาแฟชา พริกไทย ถั่วลิสง และผลไม้ส่วนใหญ่ และเมื่อเกิดปัญหาการส่งออกในช่วงปีเศษที่ผ่านมา ก็ยังไม่ปรากฏการดำเนินการของภาครัฐในการแก้ไขปัญหานี้

เกษตรกรไทยมักปลูกหมากเป็นพืชเสริมหรือปลูกแซมพืชอื่น การผลิตหมากในไทยช่วยสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรจำนวนมากในทุกภาค ในภาคใต้ที่เป็นแหล่งผลิตหมากส่งออกสำคัญของไทย ชาวสวนยางก็มีรายได้เสริมจากการทำหมากแห้งในช่วงหยุดกรีดยางในช่วงยางผลัดใบ

ที่ผ่านมาหมากไทยส่งออกไป 2 ตลาดหลักคือ (1) ตลาดหมากแห้งที่มีอินเดียเป็นปลายทางสำคัญ ซึ่งไทยเคยส่งออกผ่านเมียนมาเป็นหลัก และ (2) ตลาดหมากสดมีจีนเป็นปลายทางสำคัญ ซึ่งส่งออกผ่านเวียดนามเป็นหลัก

อินเดียเป็นทั้งประเทศผู้ผลิต บริโภค และนำเข้าหมากที่สำคัญที่สุดของโลก และหมากก็เป็นพืชการเมืองของอินเดียที่มีผู้ปลูกจำนวนมากในหลายรัฐ ที่ผ่านมารัฐบาลอินเดียจึงมีมาตรการปกป้องหมากหลายมาตรการ ในปัจจุบันการส่งออกหมากไทยไปอินเดียโดยตรงจะต้องเสียอากรนำเข้า 100% ของมูลค่า และภาษีนำเข้าเพิ่มเติม (Tariff) อีกประมาณ 88 บาท/กก. (เมื่อต้นปี 2566 อินเดียเคยตั้งภาษีนำเข้านี้สูงถึงประมาณ 477 บาท/กก.) ในขณะที่เมียนมาเคยได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าแต่ปัจจุบันเสียภาษี 40%

นอกจากนี้อินเดียยังกำหนดราคาขั้นต่ำในการนำเข้าหมากไว้ที่ 143 บาท/กก. ทำให้ที่ผ่านมาอินโดนีเซียและไทยเลี่ยงไปส่งออกหมากแห้งผ่านเมียนมา แต่ในสองปีหลังอินเดียเข้มงวดกับทั้งการปราบปรามหมากสวมสิทธิและการลักลอบนำเข้าตามชายแดน ประกอบกับเมียนมามีปัญหาสงครามภายใน ทำให้ไทยประสบปัญหาในการส่งออกหมากผ่านเมียนมาเป็นอย่างมาก และถึงแม้ว่าหมากไทยบางส่วนจะถูกส่งไปบังกลาเทศซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากอินเดีย แต่ก็ส่งออกทางนี้ได้น้อยมาก

ในส่วนของตลาดหมากสดที่มีปลายทางที่จีนนั้น ถึงแม้ปัญหาจะไม่รุนแรงเท่า แต่การส่งออกก็ชะงักไปในบางปี (เช่น 2566) และอาจเป็นตลาดที่อนาคตไม่สดใสมากนัก ซึ่งขึ้นกับนโยบายของจีนด้วย ถึงแม้ว่าการบริโภคหมากในจีนน่าจะยังเพิ่มขึ้นจากการมีผลิตภัณฑ์แปรรูปเป็นอาหารหรือขนมขบเคี้ยวที่ดึงดูดผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาได้ไม่น้อย

จากปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยควรเร่งหาทางแก้ไขเพื่อช่วยเกษตรกร ซึ่งผู้วิจัยเสนอให้ใช้มาตรการดังต่อไปนี้

มาตรการแรก เร่งเจรจาทางการค้ากับประเทศผู้ซื้อปลายทางที่สำคัญโดยตรง โดยเฉพาะตลาดอินเดีย ซึ่งไทยควรเร่งเจรจากับรัฐบาลอินเดียโดยใช้หรืออ้างอิงกลไกการเจรจาการค้าที่มีอยู่แล้วอย่าง BIMSTEC, FTA ไทย-อินเดีย และ FTA อาเซียน-อินเดีย (AIFTA) เพื่อขอปรับลดภาษีศุลกากร และขอโควตายกเว้นการใช้ราคานำเข้าขั้นต่ำกับหมากไทย (คล้ายกับที่อินเดียยกเว้นให้ภูฏานปีละ 17,000 ตัน)

ซึ่งแม้ว่าอาจไม่ง่ายเพราะหมากเป็นสินค้าการเมืองที่สำคัญของอินเดีย แต่อินเดียก็ยังมีหมากไม่เพียงพอและต้องนำเข้าทุกปี ซึ่งในทางปฎิบัติอินเดียก็ต้องนำเข้าจากประเทศที่มีหมากเหลือมากอย่างอินโดนีเซียหรือไทยไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ถ้ารัฐบาลเจรจากับอินเดียได้สำเร็จก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการส่งออกของหมากไทยไม่ให้ขึ้นกับผู้ค้าต่างชาติเกือบล้วน ๆ ที่ทำให้การส่งออกต้องหยุดชะงักเมื่อผู้ค้าต่างชาติหยุดรับซื้อเช่นตั้งแต่กลางปี 2566 ถึงต้นปี 2567

มาตรการที่สอง ไทยควรหาลู่ทางขยายตลาดส่งออกหมากเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดใหม่ ๆ เช่น ในยุโรปและตะวันออกกลางที่มีแรงงานและผู้อพยพจากเอเชียเข้าไปมากขึ้น (ซึ่งรัฐบาลน่าจะช่วยได้โดยใช้กลไกทูตพาณิชย์และการเจรจาการค้า) หรือตลาดที่มีอยู่แต่ที่ผ่านมาไทยยังเข้าไม่ถึง

ซึ่งในกรณีหลังไทยควรศึกษาจากอินโดนีเซียที่เป็นผู้ส่งออกหมากรายใหญ่ที่สุดของโลก (ประมาณ 35-40% ของมูลค่าส่งออกรวมของโลก) ที่นอกจากอินโดนีเซียจะใช้วิธีแข่งด้วยราคา (เช่นในปี 2566 อินโดนีเซียส่งออกหมากที่ราคาเฉลี่ย 25.8 บาท/กก.) แล้ว อินโดนีเซียก็ยังสามารถปรับช่องทางการขายหมากของตนได้ตลอด

เช่นตั้งแต่ปี 2561 ที่ปากีสถานหยุดนำเข้าหมากจากอินโดนีเซีย อินโดนีเซียก็ปรับมาส่งออกผ่านไทยไปเมียนมาและอินเดียเพิ่มขึ้น และยังส่งออกหมากไปอิหร่าน (ซึ่งน่าจะส่งต่อไปปากีสถานด้วย) และตั้งแต่ปี 2565 ที่การส่งออกผ่านไทยมีปัญหา อินโดนีเซียก็สามารถเพิ่มการส่งออกไปอินเดียและยังสามารถขายให้อิหร่านได้

มาตรการที่สาม ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์หมาก ปัจจุบันหมากไทยถูกขายเป็นสินค้าแปรรูปขั้นต้น ในขณะที่อินเดียและจีนมีการแปรรูปหมากและมีผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ เช่น ต้มอบเป็นขนม ทำผงหมาก สกัดสารที่มีมากในหมาก (เช่นแทนนิน) และทำสารฟอกหนัง นอกจากนี้หมากมีสารกระตุ้นที่อาจพัฒนาเป็นยาต้านโรคซึมเศร้าได้ และในปัจจุบันก็พบว่ามีสารที่ต้านอนุมูลอิสระด้วย

ซึ่งภาครัฐควรสนับสนุนการวิจัยพัฒนาในด้านยา ถึงแม้จะมีข้อควรระวังที่รัฐไม่ควรส่งเสริมการบริโภคหมากโดยตรง ไม่ว่าหมากสด หมากแห้ง ผงหมาก หรือขนมขบเคี้ยว เพราะมีหลักฐานว่าหมากมีสารก่อมะเร็งในช่องปาก การพัฒนาจึงควรส่งเสริมการสกัดสารต่าง ๆ ในหมากออกมาศึกษาวิจัยคุณสมบัติทางยาเป็นหลัก

สรุปย่อจากงานวิจัย “การวิเคราะห์โครงสร้างห่วงโซ่คุณค่าของหมากไทย และแนวทางส่งเสริมการสร้างมูลค่าและความยั่งยืน” ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กระทรวงเกษตรฯ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หมากไทยสู่ตลาดโลก : โอกาสที่รัฐบาลใหม่จะแสดงฝีมือแก้ปัญหาการส่งออก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...