โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำตาที่ไหลนั้นไหลมาจากจุดไหน? ชวนส่องปัญหาที่สะท้อนจากระยะเวลาในการเดินทาง

The MATTER

อัพเดต 26 เม.ย. 2566 เวลา 11.08 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2566 เวลา 12.45 น. • Environment

วันนี้ฝนตก วันก่อนก็ร้อน บางวันขนส่งระบบรางยังรวน นั่งรถเมล์ ยืนต่อคิวรถตู้ บางครั้งน้ำตามันก็ไหลออกมาเอง

ช่วงนี้เป็นช่วงหลังจากวันหยุดยาว เป็นเวลาที่เราค่อยๆ พาตัวเองกลับเข้าสู่ภาวะปกติในชีวิตประจำ คือการกลับมาทำงาน งานว่าเหนื่อยแล้ว แต่หลายครั้งนอกจากตัวงานเอง การที่เราเดินทางไปทำงานอันเป็นชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ ที่ทำให้เกิดความสงสัยในชะตากรรมการอยู่ในเมืองใหญ่ การนั่งรถไป-กลับแต่ละครั้ง เสียเวลาในการเดินทางเท่ากับการเดินทางไปจังหวัดใกล้ๆ และทดท้อใจราวกับการเดินทางไปอัญเชิญคัมภีร์ที่ชมพูทวีป

การเดินทางไปทำงาน (Commuting) นับเป็นปัญหาใหญ่ที่เราเองรู้กันดี ทั้งความยากลำบาก การเอาแรงกายและแรงใจไปเผาผลาญอยู่บนท้องถนน แถมความลำบากนี้ยังเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญทุกวัน ยิ่งผนวกเข้ากับสภาพอากาศ ทั้งอากาศที่ร้อนจัดจนส่งผลกระทบกับสุขภาพชนิดตายได้อย่างไม่ล้อเล่น หรือในวันที่ฝนตก ระยะเวลาและการเตรียมตัวเพื่อเดินทางกลับบ้านนั้นอาจขยายจากเดิม 2-3 เท่า ถึงบ้านกันในเวลา 5 ทุ่มหรือเที่ยงคืนกันจนเป็นเรื่องธรรมดา

ประเด็นเรื่องการนั่งรถไปทำงานนานๆ เป็นปัญหาเรื้อรัง ทุกวันนี้เราเองยังไม่อยากจะนับว่าเราใช้เวลากี่ชั่วโมงต่อวันในการเดินทางไปทำงาน และคิดเวลาที่สูญเสียไปเป็นเวลากี่วันต่อไป การใช้เวลาเดินทางไปทำงานนานๆ ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ รวมถึงส่งผลต่อความรู้สึกต่องานและศักยภาพในการทำงาน เราอาจอ้วนขึ้น เบื่องานมากขึ้น รู้สึกเหมือนเงินเดือนหดหายอย่างไม่คุ้มเหนื่อย แต่ในทางกลับกัน ขั้นตอนการเดินทางไปทำงานที่มีระยะเวลาพอเหมาะก็มีประโยชน์ทางสังคมด้วย

ทุกนาทีที่นั่งรถนานขึ้น น้ำตาก็ยิ่งเอ่อท้น

ปัญหาการนั่งรถไปทำงานสัมพันธ์กับเงื่อนไขทั่วไปของเมืองใหญ่ ทั้งการเกิดขึ้นของชานเมืองและย่านที่พักอาศัย การต้องเดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่ใจกลางเมือง ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่พัฒนา ไม่เพียงพอ และไม่มีประสิทธิภาพ

ทุกวันนี้คุณใช้เวลาเดินทางไปทำงานเที่ยวและกี่นาที? ปัญหาแบบเมืองๆ เป็นสิ่งที่ทั่วโลกเผชิญและพยายามแก้ไข ประเทศอังกฤษเองมีรายงานว่า ระยะเวลาการเดินทางไปทำงานได้เพิ่มขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จาก 48 นาที เป็น 60 นาที ‘ต่อวัน’ (เพิ่มมา 12 นาทีเขาก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขแล้ว) ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเองก็มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเล็กน้อยคือราว 50 นาทีต่อวัน บางรายงานระบุว่าคนอเมริกัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 27 นาทีต่อเที่ยว เมืองใหญ่เช่นนิวยอร์ก ใช้เวลาเดินทางไปทำงาน 37 นาทีต่อเที่ยว

อันที่จริง ตัวเลขของเมืองใหญ่ทั้งหมด คือการใช้เวลาเดินทางไปทำงานเฉลี่ยครึ่งชั่วโมงต่อเที่ยวนั้น นับกันว่าเป็นเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่เป็นปัญหาแล้ว หันกลับมามองที่กรุงเทพฯ ถ้าเราสามารถนั่งรถไปถึงที่ทำงานในเวลาครึ่งชั่วโมง ก็นับได้ว่าเป็นบุญในการใช้ชีวิตเรียบร้อยไม่ต้องแก้ไขอะไร

ทว่าประเด็นสำคัญของเวลาในการเดินทางไปทำงาน คือสัดส่วนการใช้เวลาเหล่านั้นไปในชีวิตประจำวัน ในการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวันและบวกไปอีก 1 ชั่วโมงเป็นการเดินทาง นับว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่ดีนัก อังกฤษเองเป็นหนึ่งในประเทศที่พยายามชี้ให้เห็นปัญหาของการนั่งรถไปทำงาน สื่อเช่น Daily Mail รายงานผลการศึกษาว่า 1 ใน 10 คนที่เดินทางไปทำงานระบุว่าตัวเองอยากจะร้องไห้(แบบจริงๆ) และ 1 ใน 6 คน อยากกลับบ้านนอนทันทีเมื่อเดินทางถึงออฟฟิศ

ในความเหนื่อยล้าจากการเดินทางนี้ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพและความรู้สึกในการทำงาน ถ้าเราเดินทางถึงที่ทำงานได้เร็วขึ้น เริ่มวันได้สดใส ไม่เบียดเสียด หรือเดินทางนานเกินไป ก็จะทำให้ทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ในรายงานนี้ยังมีข้อคิดเห็นที่เราเข้าใจได้ เช่น เงื่อนไขที่ทำให้การเดินทางไปทำงานแย่ 3 อย่างคือ รถติด รถหรือระบบขนส่งที่ล่าช้า และข้อสุดท้ายคือการเจอกับปัญหากลิ่นตัวขณะนั่งรถไปทำงาน ในรายงานนี้ยังพูดถึงตัวเลขระยะเวลาที่คนทำงานจะเริ่มเหนื่อยคือราว 17 นาที

**การใช้เวลาเดินทางไปทำงานนานๆ ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ

รวมถึงส่งผลต่อความรู้สึกต่องานและศักยภาพในการทำงาน**

นั่งรถนานแย่ อ้วนด้วย แถมรู้สึกเหมือนเงินเดือนลดลง**

ความเครียดของการเดินทางไปทำงาน ทั้งสภาพการเดินทางที่แย่และระยะเวลาที่นานเกินไปส่งผลต่อเราอย่างสำคัญ คือความดันโลหิตสูงขึ้น งานศึกษาว่าด้วยการทำงานยืดหยุ่นจากกลุ่มตัวอย่างในอังกฤษ ปี 2017 จำนวน 34,000 รายพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เดินทางไปทำงานด้วยระยะเวลาต่ำว่าครึ่งชั่วโมง ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่เดินทาง 1 ชั่วโมงต่อวัน โดยประเมินเป็นประสิทธิภาพการทำงานที่มากกว่าถึง 7 วันต่อปี ในระดับจิตใจ คนที่นั่งรถไปทำงานนานกว่ากลุ่มตัวอย่างอื่น มีอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกกังวลเรื่องเงิน และความเครียดจากเรื่องงานมากกว่า

นอกจากสุขภาพจิตแล้ว สุขภาพกายก็ย่ำแย่พอกัน ในรายงานระบุว่ากลุ่มตัวอย่างที่นั่งรถไปทำงานนานๆ มีอยู่ราว 46% มีแนวโน้มจะนอนหลับไม่ถึง 7 ชั่วโมงต่อวัน การนอนที่น้อยลงนี้ส่งผลเกี่ยวเนื่องคือ 21% ของคนที่นั่งรถไปทำงานนานๆ มีแนวโน้มจะเกิดภาวะอ้วน ในทำนองเดียวกัน ผลการศึกษาในปี 2020 ยังพบว่า ยิ่งใช้เวลาเดินทางนาน ผู้เดินทางมีแนวโน้มจะมีกิจกรรมทางกายภาพลดลง ซึ่งส่งผลให้เสี่ยงที่จะเกิดภาวะอื่นๆ เช่น ภาวะอ้วนและโรคจากพฤติกรรมต่างๆ ลองนึกภาพว่าเวลาเรานั่งรถนานๆ เรามักไม่ค่อยมีแรงกระฉับกระเฉง

ในระดับความรู้สึกต่องาน รวมถึงการเลือกที่จะทำงานหรือเลิกทำงาน มีรายงานเชื่อมโยงเวลาทำงานพบว่า ทุกๆ 20 นาทีที่กลุ่มตัวอย่างใช้เวลาไปทำงานมากขึ้นต่อวัน มีความรู้สึกพึงพอใจต่องานลดลง ความไม่พึงพอใจนี้เทียบได้กับความรู้สึกที่ว่าเราได้รับเงินเดือนน้อยลง 19% คือความรู้สึกต่องานลดลงเหมือนโดนตัดเงินเดือนถึง 1 ใน 5

สำหรับความน่าสนใจในรายงานและความรู้สึกในการเดินทางไปทำงาน เราจะเห็นว่าระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นอาจฟังดูไม่มากนัก เช่น 10 นาทีต่อเที่ยว 20 นาทีต่อเที่ยว แต่ในเงื่อนไขดังกล่าวอาจส่งผลต่อร่างกาย จิตใจ และประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อไป ประชากรสุขภาพแย่ลงก็สัมพันธ์กับบริการสาธารณสุข ผู้คนไม่มีความสุขกับการทำงานและกับการใช้ชีวิตในเมือง**

**ทว่าในทางกลับกัน ปัญหาในการเดินทางไปทำงานนี้ บางรายงานระบุว่า ความอึดอัดหรือผลต่อสุขภาพสัมพันธ์กับรูปแบบการเดินทางที่เราต้องอยู่เฉยๆ อย่างการนั่งรถหรือขับรถ สำหรับการเดินทางที่ได้ขยับเขยื้อน เช่น การขับขี่หรือเดินไปทำงานนั้นไม่มีผล คือถ้าเดินหรือขี่จักรยานไปทำงานได้ จะค่อนข้างส่งผลดีต่อสุขภาพและความรู้สึกโดยรวม ไม่ได้รับผลกระทบจากระยะเวลาเท่าไร

ประเด็นการเดินทางไปทำงาน อันที่จริงในช่วงเวลาที่เราผ่านการทำงานที่บ้าน (Work From Home) บางครั้งเราอาจรู้สึกคิดถึงการเดินทางไปทำงาน แต่อาจจะขอให้มีระยะเวลาที่พอเหมาะ บางรายงานระบุว่า การเดินทางไปทำงานเป็นกระบวนการในชีวิตประจำวันที่จำเป็น เป็นการปรับความรู้สึกจากโหมดคนทั่วไปสู่โหมดมืออาชีพ เราใช้เวลาที่นั่งรถไปทำงานในการเตรียมตัว จัดการสมองและความรู้สึก โดยปกติคนทั่วไปจะรู้สึกว่าการเดินทางไปทำงานในเวลาต่ำกว่า 15 นาทีต่อเที่ยวถือเป็นระยะเวลาที่กำลังดี

นอกจากการปรับความรู้สึกแล้ว การเดินทางไปทำงานยังอาจมีผลทางสังคมด้วย การเดินทางไปทำงานเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตร การที่เรามีกิจวัตรจะทำให้เรารู้สึกว่าเรามองเห็นชีวิตของเราอย่างเป็นระบบ เป็นโครงสร้าง และรู้สึกว่าเราจัดการชีวิตได้ เราตื่นนอน แต่งตัว นั่งรถไปทำงาน กินข้าว และกลับบ้าน ในอีกด้าน การนั่งรถไปทำงานก็นับเป็นประสบการณ์ร่วมอย่างหนึ่งที่เราเองจะรู้สึกว่าเรากำลังดิ้นรนอยู่ เรามีผู้คนที่กำลังดิ้นรนไหลหลากไปในชีวิตประจำวัน และในการทำงานเลี้ยงดูชีวิตไปพร้อมๆ กัน

สุดท้ายนี้ การใช้เวลาเดินทางไปทำงานนานๆ ที่นานเกินไปมากๆ ทั้งขนส่งสาธารณะและสภาพเมืองที่ไม่เอื้ออำนวยชีวิตนั้นไม่ใช่สิ่งที่สวยงาม แต่เป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://www.zippia.com

https://www.dailymail.co.uk

https://www.businessinsider.com

https://www.inc.com

https://www.ncbi.nlm.nih.gov

https://hbr.org/2021/05

Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Proofreader: Taksaporn Koohakan**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...