โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ค่า FT คืออะไร ทำไมถึงทำให้ค่าไฟแพงงงงงงงง

The MATTER

อัพเดต 30 พ.ย. 2566 เวลา 09.52 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. 2566 เวลา 09.43 น. • Quick Bite

ผมเปิดโทรศัพท์เข้าแอปฯ การไฟฟ้านครหลวง และถึงแม้จะเตรียมใจมาอยู่บ้างว่าค่าไฟต้องขึ้นแน่ๆ จากอากาศที่ร้อนอบอ้าว แต่เมื่อเห็นบิลเข้าจริงกลับสะดุ้งเฮือก เพราะนอกจากค่าใช้ไฟแล้ว ค่า FT ก็หนักไม่แพ้กัน

และเมื่อเข้าโลกโซเชียลก็ดูเหมือนผมจะไม่ใช่คนเดียวที่บ่นแบบนี้ เพราะหลายคนกำลังพูดถึง FT ที่สูงขึ้นกันไปต่างๆ นานา เช่น “เมื่อก่อน FT ไม่ถึงสลึง ตอนนี้ขาดไม่กี่สตางค์จะบาท”, “ถ้าคุณไม่สนใจการเมืองการเมือง จะไปหาคุณถึงตู้ไปรษณีย์ เป็นค่า FT” หรือ “ค่าไฟฟ้ารอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ค่า FT จะเพิ่มขึ้นอีกหน่วยละ 5 สตางค์ อากาศร้อนๆ เจอบิลค่าไฟแล้วจะหนาวเอง”

แล้วค่า FT คืออะไร? และมันถูกคิดอย่างไร ทำไมทำให้ค่าไฟเราแพงขึ้นอย่ามีนัยยะสำคัญ? เพื่อหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ ผมต่อสายคุยกับ ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกับข้อมูลจากบทความ‘ความไม่เป็นธรรมของค่าไฟ’ ที่เขียนขึ้นโดย สฤณี อาชวานันทุล นักวิชาการอิสระ และกรรมการผู้จัดการด้านพัฒนาความรู้ บริษัทป่าสาละ จำกัด

อะไรคือค่า FT

ค่า FT คือ ค่าไฟฟ้าผันแปรที่ถูกกำหนดขึ้นใหม่ทุก 4 เดือน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งค่า FT เกิดขึ้นโดยประมาณต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเป็นตัวเลขจำนวหนึ่ง เนื่องจากต้นทุนพลังงานมักขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องมีค่า FT ประมาณไว้เพื่อไม่ให้ค่าไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงวันต่อวัน ดังนั้น หลังจากช่วงที่ค่า FT สูงเกินไป จะมีการลดค่า FT ตามมาอย่างเป็นปกติ หรือเปรียบค่า FT ได้กับเงินที่คนไทยที่หยอดกระปุกให้กับภาครัฐที่รับผิดชอบเรื่องไฟฟ้านั่นเอง

“ถ้าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เราใช้ไฟถูกกว่าที่ควรจะเป็น เพราะคำนวณค่าเชื้อเพลิงไว้ค่อนข้างสูง แต่เชื้อเพลิงจริงๆ ราคาต่ำกว่านั้น ใน 3 เดือนถัดไปจะมีการปรับค่า FT ให้ติดลบ” ชาลีจากสถาบันนานาชาติสิรินธร อธิบายกับเรา

ภาพจากเฟซบุ๊ก ชาลี เจริญลาภนพรัตน์

ใครเป็นผู้กำหนดค่า FT

ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 กำหนดให้คณะกรรมการ กกพ. ซึ่งถูกแต่งตั้งโดย คณะกรรมการสรรหา ที่ถูกเลือกมาจากคณะรัฐมนตรี โดย กพพ. ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการอื่นอีก 6 คน เป็นผู้กำหนดค่า FT เสนอต่อ ครม.

นอกจากกำหนดค่า FT แล้ว คกก. ยังมีหน้าที่อื่นด้วย เช่น กำหนดระเบียบและหลักเกณฑ์ในการจัดหาไฟฟ้า, เสนอความเห็นต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า รวมถึงตรวจสอบให้การผลิตไฟฟ้าให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ทำไมค่า FT ถึงพุ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา?

ข้อมูลจากเว็บไซต์การไฟฟ้านครหลวงชี้ว่า ตลอดปี 2559 - ต้นปี 2564 ค่า FT ติดลบมาโดยตลอด ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญในเดือนกันยายน ปี 2565 อยู่ที่ 93.43 สตางค์/หน่วย และอยู่ในระดับดังกล่าวลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน

ชาลีอธิบายว่า สาเหตุที่ทำให้ค่า FT กระโดดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจาก 2 สาเหตุ สาเหตุแรก มีการลดค่า FT ในช่วง COVID-19 ระบาด สาเหตุที่สอง คือความขัดแย้งในเมียนมาและสงครามรัสเซียบุกยูเครน ที่ทำให้การนำเข้าก๊าซธรรมชาติมีราคาสูงขึ้น

“ตอนนั้น (COVID-19) รัฐบาลไม่กล้าขึ้นค่า FT เพราะเห็นว่าประชาชนเดือดร้อน ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมของ กฟผ. และเมื่อหนี้สูงถึงขั้น 1.1 - 1.2 แสนล้าน จึงต้องมาเอาเงินคืนจากค่า FT ที่เขาช่วยจ่ายไปตอนแรก” ชาลีวิเคราะห์ว่าถ้าค่า FT ถูกตั้งอยู่ในระดับเท่านี้ (มากกว่า 90 สตางค์/ หน่วย) จะทำให้ กฟผ. ปลดภาระหนี้ทั้งหมดภายใน 2 ปี

“ตอนนี้เราจ่ายค่าไฟสูงกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อใช้หนี้ที่เราไม่ได้จ่ายในอดีต”

ปัญหาเชิงโครงสร้างในค่า FT

อันที่จริง ปัญหาใหญ่ที่คนไทยต้องแบกรับค่าไฟที่แพงมหาศาลเกิดจาก แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่คาดการณ์กำลังผลิตในประเทศเราเกินจริง จนทำให้ในปัจจุบันเรามีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงถึง 60% จากปกติ 15% ซึ่งเงินส่วนนี้คนที่ต้องรับผิดชอบคือประชาชน(อ่านต่อได้ใน: ทำไมค่าไฟคนไทยถึงแพง? จำเป็นไหมที่ต้องทำเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าอีก)

เราควรจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมดประมาณ 39,000 เมกกะวัตต์ แต่ตอนนี้ที่มีสำรองเกินกว่าไปอีก 13,000 - 14,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งคิดง่ายๆ ว่า 25 ล้านบาท/เมกกะวัตต์ และถ้าเราคูณไปทั้งหมดจะพบว่า เราเสียเงินเกือบ 2 แสนล้านบาทโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย แถมประชาชนต้องจ่ายหนี้อีก

อย่างไรก็ตาม ในบทความชิ้นนี้เราจะไม่พูดถึงปัญหาทั้งหมดของโครงสร้างค่าไฟไทย แต่จะโฟกัสที่ค่า FT เพียงอย่างเดียว ซึ่งค่า FT คำนวณขึ้นจากตัวแปรทั้งหมด 4 ตัวคือ ค่าเชื้อเพลิงฐาน, ประมาณค่าเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้า กฟผ., ประมาณการซื้อไฟฟ้าของ กฟผ. และประมาณค่าใช้จ่ายนโยบายรัฐ

แต่สูตรการคิดค่า FT เช่นนี้มีปัญหาซ่อนอยู่ด้านในอีก 4 ข้อ

ข้อแรก ผู้ผลิตปิโตรเคมีใช้ก๊าซในอ่าวไทยในราคาถูก แต่เดิมประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยในการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศก็เพียงพอแล้ว แต่ภายหลังมติ ครม. สมัยรัฐบาล สมชาย วงสวัสดิ์ ได้ทำให้ผู้ผลิตปิโตรเคมี เช่น PTTGC สามารถใช้ก๊าซจากอ่าวไทยได้เช่นกัน

มติ ครม. ดังกล่าวส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยไม่เพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าในประเทศ และทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศกล่าวคือ ในเมียนมา มาเลเซีย รวมถึงประเทศที่อยู่ในระยะทางไกล ที่ต้องอัดก๊าซให้อยู่ในรูปของเหลวหรือ LNG ซึ่งส่งผลให้ค่าเชื้อเพลิงพื้นฐานที่ถูกคิดในค่า FT สูงขึ้น

ข้อมูลราคาเฉลี่ยก๊าซธรรมชาติปี 2566 จากเว็บไซต์กระทรวงพลังงาน

ข้อสอง การผูกขาดท่อส่งก๊าซ ในบทความ ความไม่เป็นธรรมของค่าไฟ ของ สฤณี อธิบายว่า ในปัจจุบัน ปตท. เป็นบริษัทเดียวที่ผูกขาดท่อส่งก๊าซในประเทศไทย เท่ากับว่าบริษัทนี้เป็นผู้เก็บ ‘ค่าผ่านท่อ’ บริษัทเดียวในประเทศไทย ซึ่งสฤณีมองว่าปัญหามีทั้งอัตราค่าบริการผ่านท่อเองที่ไม่สมเหตุสมผลนักแล้ว ปัญหาอีกข้อคือภาครัฐไทยรับประกันการลงทุนท่อสงแก๊ซให้แก่ ปตท. สูงถึง 12.5% - 18%

การผูกขาดท่อส่งก๊าซของ ปตท. ยังสัมพันธ์กับความที่ ปตท. เป็นเจ้าของโรงแยกก๊าซรายใหญ่ของประเทศด้วย โดยการที่อยู่ภายใต้บริษัทแม่เดียวกัน ทำให้ ปตท. เก็บค่าผ่านท่อจากโรงแยกก๊าซของตัวเอง ถูกกว่าเก็บจากผู้ใช้ก๊าซรายอื่น รวมถึงโรงไฟฟ้า

"ความไม่เป็นธรรมประการที่สามในค่าเชื้อเพลิง อยู่ในค่าบริการส่งก๊าซหรือค่าผ่านท่ออีกเช่นกัน กล่าวคือ โรงแยกก๊าซปัจจุบันจ่ายค่าผ่านท่อในราคาถูกกว่าผู้ใช้ก๊าซรายอื่นๆ รวมถึงโรงไฟฟ้า ทั้งที่ค่าผ่านท่อไม่สะท้อนปริมาณหรือลักษณะการใช้ท่ออย่างแท้จริง และไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ผู้ใช้ที่ไม่ใช่โรงแยกก๊าซจะต้องจ่ายค่าผ่านท่อแพงกว่า" สฤณีเขียนไว้ในบทความ

"ข้อเท็จจริงที่จะทําให้เราอึ้งกว่านั้นอีกก็คือ ต่อให้โรงไฟฟ้าเอกชนไม่เดินเครื่องเลย ปตท. ก็ยังคงเก็บค่าผ่านท่อตามสูตร ซึ่งก็จะมาอยู่ในบิลค่าไฟของเราเหมือนเดิม! เงินบางส่วนในบิลค่าไฟของเราจึงเป็น 'ค่าไฟผี' ที่เราไม่ได้ใช้ แต่กลับต้องควักเงินจ่าย” สฤณีเขียนต่อ

ข้อที่สาม ค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง ปตท. ได้ตั้งเรทการขายราคาเชื้อเพลิงส่วนต่างให้แก่โรงไฟฟ้าต่างๆ ดังนี้ 1.75% สำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. และโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตอิสระขนาดใหญ่ ขณะที่สูงถึง 9.33% สำหรับโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตรายเล็ก เรื่องนี้คงจะไม่เป็นปัญหา ถ้าหากโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ขายไฟฟ้าที่ตนผลิตได้กว่า 80% ให้แก่ กฟผ. และผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบส่วนต่างเหล่านี้

ชื่นชม กรีเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย เคยคํานวณว่าถ้า ปตท. ปรับค่าเชื้อเพลิงส่วนต่างของโรงไฟฟ้าขนาดเล็กให้เท่ากับที่คิดกับ กฟผ. และโรงไฟฟ้าอิสระขนาดใหญ่ จะทำให้คนไทยแบกรับค่าไฟฟ้าน้อยลงถึงปีละ 8,860 ล้านบาท

ข้อที่สี่ วิธีคำนวณประมาณการซื้อไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งมีวิธีคำนวณ ดังนี้ ค่าความพร้อมจ่าย (AP) + ค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Payments: EP) + ค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐ (Policy Expense: PE) ซึ่งปัญหาซ่อนอยู่ที่ ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ นั่นเอง

อธิบายค่าความพร้อมจ่ายง่ายๆ คือ เงินที่รัฐต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนตามสัญญาระยะยาวที่รัฐทำไว้กับเอกชน ไม่ว่าเดินเครื่องหรือไม่ และอย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงมากถึง 60% ดังนั้น คนที่ต้องแบกค่าพร้อมจ่ายในบิลไฟฟ้าก็คือคนแบบเราๆ นั่นเอง

“AP เรียกว่า Aviability Payment คือค่าพร้อมจ่ายที่ต้องจ่ายทุกวัน ทุกเดือน ไม่ว่าโรงไฟฟ้าจะผลิตหรือไม่ผลิตก็ตาม อีกส่วนคือค่า EP คือจ่ายตามค่าเชื้อเพลิงที่ผลิตจริงแต่ละหน่วย” ชาลีอธิบายต่อผ่านโทรศัพท์

“เมื่อไหร่ก็ตามที่โรงไฟฟ้าเอกชนได้รับสัญญาจากรัฐบาล จะกำไรทันทีตลอดอายุโรงไฟฟ้า 25 ปี ดังนั้น การอนุมัติโรงไฟฟ้าจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก จึงน่าถามต่อว่าทำไมรัฐบาลต้องสร้างโรงไฟฟ้าเยอะแยะ ทั้งที่ตัวเองก็มีโรงไฟฟ้ามากมายที่ไม่ได้เดินเครื่องอยู่แล้ว และคนที่เป็นแพะส่วนนี้ก็คือประชาชน” ชาลีกล่าว

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ (2566) นโยบายพลังงานเป็นนโยบายที่ทุกพรรคนำเสนอให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ผมอยากชวนจับตาดูเรื่องนี้ไปให้ยาวกว่านั้นว่าหลังเลือกตั้ง ผู้ชนะหรือแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะดำเนินนโยบายเหมือนที่เคยรับปากไว้ไหม เพราะในเรื่องนี้คุณต้องมีปากเสียงกับกลุ่มทุนใหญ่อย่างแน่นอน

อ้างอิงจาก

mea.or.th

thematter.co

isranews.org

drive.google.com

Graphic Desinger: Sutanya Phattanasitubon
Proofreader: Jiratchaya Chaichumkhun

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...