โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดเรื่องราวพิธี ‘บาบ๋า ย่าหยา’ ความวิจิตรงดงามแทรกวัฒนธรรมเก่าแก่

เดลินิวส์

อัพเดต 06 มี.ค. 2566 เวลา 13.29 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2566 เวลา 05.42 น. • เดลินิวส์
“เดลินิวส์ออนไลน์” ชวนเปิดเรื่องราว “บาบ๋า ย่าหยา” พิธีดั้งเดิมของชาว “เปอรานากัน” ความวิจิตรงดงามด้านการแต่งกาย สอดแทรกวัฒนธรรมโบราณเก่าแก่

เรียกได้ว่านับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดี ๆ ของคนในวงการบันเทิงในช่วงที่ผ่านมา หลังดาราดัง ปอย ตรีชฎา ควงแขนหนุ่ม โอ๊ค-บรรลุ หงษ์หยก เข้าพิธีแต่งงานตามแบบประเพณีโบราณ “บาบ๋า ย่าหยา” สวมมงกุฎทองคำสุดอลังการ งามสง่ามาก ๆ ส่วนเจ้าบ่าวอยู่ในชุดเจ้าบ่าวสูทสากล เป็นคู่ที่เหมาะสมกันมากซึ่งหลังจากมีรูปและคลิปออกไป หลายคนก็พากันมาแสดงความยินดีกับสาวปอยและหนุ่มโอ๊คกันอีกรัว ๆ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

วันนี้ “เดลินิวส์ออนไลน์” จึงพาทุกท่านมารู้จักกับ “บาบ๋า ย่าหยา” พิธีแต่งงานตามแบบประเพณีโบราณ โดยวัฒนธรรม “บาบ๋า” เป็นประเพณีอันเก่าแก่ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จุดเริ่มต้นมาจากในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1 มีการอพยพของชาวจีนมายังประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะประเทศจีนในช่วงนั้นมีความไม่สงบทางการเมือง และภาวะสงครามที่ก่อให้เกิดความอดอยากแร้นแค้น คนจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนได้มาขึ้นฝั่ง ทำเหมืองแร่ ค้าขาย

และส่วนใหญ่ผู้ที่อพยพมานั้นจะเป็นชายหนุ่มและเด็กหนุ่มที่ยังไม่มีครอบครัว โดยบางคนก็ได้มาสร้างครอบครัวใหม่กับคนคนพื้นเมืองภูเก็ต รวมถึงในพื้นที่ใกล้เคียงภูเก็ตในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ทำให้เกิดคำว่า “บาบ๋า ย่าหยา” คือ ลูกชาวจีน และคำว่า “เปอรานากัน” เป็นคำมาเลย์ แปลว่า “เด็กที่เกิดในท้องถิ่น” เป็นที่มาของคำว่า บาบ๋า หรือ เปอรานากัน หมายถึง ลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวจีนและคนท้องถิ่น ที่อาศัยอยู่ในภูเก็ตมาเป็นเวลานาน โดยคำว่า “บาบ๋า” จะใช้เรียกลูกชาย ส่วนคำว่า “ย่าหยา” จะใช้เรียกลูกสาว

เมื่อมีทายาท จึงเกิดคำว่า “บาบ๋า ย่าหยา” ที่ใช้เรียกลูกชายและลูกสาวที่เป็นลูกครึ่งคนพื้นเมืองและฮกเกี้ยน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะเรียกลูกชายและลูกสาวที่เป็นลูกครึ่งคนพื้นเมืองและฮกเกี้ยนนว่า “บาบ๋า” ส่วนคำว่า “ย่าหยา” จะถูกใช้เป็นแค่คำเรียกเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเท่านั้น และด้วยภูมิประเทศที่สมบูรณ์บวกกับเป็นทำเลทองในการค้าขาย เป็นจุดจอดเรือสินค้าที่ไปมาทั่วโลก เมื่อพูดถึงวิถีชีวิตแบบบาบ๋าจึงพูดได้เลยว่ามีโอกาสได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุด และมีรสนิยมวิไลเรื่องการกินอยู่ใช้สอยข้าวของในชีวิตประจำวัน ซึ่งรวมไปถึงงานมงคลอย่างพิธีแต่งงาน

การแต่งงานระหว่างชาวจีนกับชาวมลายูพื้นถิ่นก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม จนหล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์แบบฉบับของชาวเปอรานากันในที่สุด มีความโดดเด่นในหลาย ๆ ด้าน เช่น ภาษา เครื่องแต่งกาย อาหาร และสถาปัตยกรรม เป็นต้น

“ประเพณีการแต่งงานบาบ๋า” หรือ “ประเพณีวิวาห์บาบ๋า ย่าย๋า เปอรานากัน” เป็นการแต่งงานแบบจีนในภูเก็ต ที่สืบทอดกันมากว่า 100 ปี และยังเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาวภูเก็ตเชื้อสายจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสืบทอดประเพณีโบราณ รวมทั้งเป็นการให้เกียรติแก่ฝ่ายเจ้าสาวและครอบครัว ให้มีความมั่นใจในตัวเจ้าบ่าวที่จะสามารถดูแลเจ้าสาวอย่างมีความสุขด้วยการทาบทาม สู่ขอ หมั้นหมาย หรือที่เรียกว่า “ผ่างเต๋” คือ การเชิญญาติผู้ใหญ่จิบน้ำชา และ “เวียนสาดเวียนหมอน” คือ พิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องนอน โดยมี “อึ่มหลาง” หรือ “แม่สื่อ” และ “แม่การ” เป็นผู้ดำเนินพิธีการต่าง ๆ ให้ เพราะในสมัยก่อนคู่สมรสมักไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน จนกว่าจะถึงวันแต่งกัน

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

ขั้นตอนและพิธีการ
1.บรรดาญาติพี่น้องของเจ้าบ่าวจะจุดประทัดเคลื่อนขบวนขันหมากไปบ้านเจ้าสาว เพื่อเชิญเจ้าสาวไปจัดพิธี “ผ่างเต๋” ณ สถานที่ได้ตกลงไว้ โดยมีกลุ่มดนตรีบรรเลงนำ ด้วยการตีฆ้องจีนและปีจีน หรือที่เรียกว่า ตีต่อตีเช้ง ที่หมายถึงการแต่ง

2.ภายในขบวนขันหมากของเจ้าบ่าว จะประกอบด้วย ฮวดหนา (ตะกร้าจีนเล็ก) ใส่เงินทองของมีค่า และของหมั้น รวมทั้งเสี่ยหนา (ตะกร้าจีนขนาดใหญ่) บรรทุกรถหรือหาบภายในใส่อาหาร ขนม เครื่องดื่ม ชุดน้ำชา ธูปเทียน เครื่องหอมเซ่นไหว้ เมื่อถึงบ้านเจ้าสาว อึ่มหลาง (แม่สื่อ) จะเป็นผู้ดำเนินการมอบของเหล่าให้แก่ผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

เสน่ห์ของการแต่งงานของชาวบาบ๋า จุดเด่น ที่สำคัญมาก ๆ เลย ก็คือ ความสวยงาม ความอลังการ และจุดเด่นที่ตามมาอีกเรื่องก็คือ ความกตัญญู ความกลมเกลียวใน ครอบครัว และถือว่าเป็นความขลังของการแต่งงานที่ชาวบาบ๋าได้ร่มกันอนุรักษ์ไว้

“ความพิเศษของพิธีแต่งงานบาบ๋า” มีหลายอย่างด้วยกัน โดยเริ่มตั้งแต่ชุดแต่งงานของ บ่าว-สาว ชุดของเจ้าบ่าวมีลักษณะ เป็นสูทแบบฝรั่ง เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่ง และการดำเนินชีวิตของชาวเปอรานากัน ที่ค้าขายกับบริษัท ชาวต่างชาติ ส่วนชุดเจ้าสาว จะใส่ชุดปันจูปันจัง เป็นชุดยาวที่มีความงดงามด้วยลายผ้าเสื้อตัวในเป็นเสื้อลูกไม้สีขาวคอ ตั้งแขนจีบ นุ่งผ้าลายปาเต๊ะ สวมเสื้อครุยผ้าป่านรูเปีย หรือผ้ามัสลินปักลวดลาย ซึ่งจะเลือกสีคลุมโทนเดียวกับผ้านุ่ง สวมใส่เครื่องประดับประจำตระกูล ติดเครื่องประดับทองชุดใหญ่ ที่เรียกว่า โกสัง มีเข็มกลัดชิ้นใหญ่ และอีก 3 ชิ้นเล็ก ใส่กำไลข้อเท้า สวมรองเท้าปักดิ้น หรือลูกปัด ทรงผมมีเอกลักษณ์ คือ ทรงผมเกล้าสูง มีชื่อเรียกว่า ทรงซักอีโบย และที่ สำคัญ คือ เจ้าสาวต้องใส่มงกุฎทอง “ดอกไม้ไหว” ที่ทำด้วยทองคำ

ชุดเจ้าสาว
มีลักษณะเครื่องแต่งกายและทรงผมแบบเดียวกับ “ชุดคหปตานี” ต่างกันที่เสื้อครุยเจ้าสาวส่วนใหญ่จะใช้ผ้าลูกไม้โปร่งหรือผ้าป่านแก้ว ส่วนผ้านุ่งจะใช้ปาเต๊ะสีสด รอบมวยผมเป็น ฮั่วก๋วน หรือ มงกุฎเจ้าสาว ประดับด้วยดอกไม้ไหวซึ่งทำจากทองคำ ปักปิ่นทองคำ เครื่องประดับเป็นทองและเพชรอลังการ ใส่ตุ้มหูระย้า สวมสร้อยคอทอง เรียก? หลั่นเต่ป๋าย? ที่หน้าอกเสื้อจะประดับประดาด้วยปิ่นตั้งทองคำเหมือนรูปดาวเต็มหน้าอก ห้อยสายสร้อยทอง สวมแหวน กำไลมือ กำไลข้อเท้า สวมรองเท้าปักดิ้นเงินดิ้น ส่วนชุดเจ้าบ่าวจะหันมานิยมสวมสูทแบบตะวันตก แต่ยังนำจี้สร้อยคอหรือปิ่นตั้งมาติดที่ปกเสื้อ

ซึ่งชุดในพิธีงานแต่งของ ปอย ตรีชฎา เรียกได้ว่าเป็นชุดที่ประโคมด้วยทองคำแท้และเพชรตั้งแต่หัวจดเท้าตามวัฒนธรรมเปอรานากันทั้งชุด โดยจะเห็นว่าเป็นชุดครุยตัวยาว ลักษณะค่อนข้างหลวมโคร่งไม่มาก มีแขนยาวและปลายแขนสอบ คอรูปตัววีและมีการผ่าด้านหน้า โดยชาวมลายูจะเรียกชุดดังกล่าวนี้ว่า “บาจู ปันจัง”

ซึ่งจะมาพร้อมชุดเครื่องประดับ “โกรสัง” โดยทั้งหมดนี้ได้รับอิทธิพลการออกแบบมาจากชุดของผู้หญิงในปีนัง มะละกา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ทว่าในวัฒนธรรมชุด “บาบ๋า” ที่ชาวภูเก็ตรับมานั้น จะประยุกต์ให้ชุดมีความคล่องตัวมากขึ้น โดยตัดเย็บเป็นเสื้อครุบครึ่งท่อน สั้นคลุมสะโพก แต่ยังมีการสวมเครื่องประดับโกรสังตามแบบวัฒนธรรมดั้งเดิม

ในส่วนของเครื่องประดับโกรสังจะมีทั้งหมด 3 ชิ้น ลักษณะคล้ายเข็มกลัดเสื้อ โดยชิ้นแรกมัรูปทรงเหมือนหัวใจตกแต่งด้วยเพชรลูก ส่วนอีกสองชิ้นที่เหลือจะเป็นเครื่องประดับทรงกลม คล้ายวงแหวนขาดใหญ่ ตกแต่งเป็นลายดอกไม้ ใช้สำหรับกลัดที่เสื้อแทนเม็ดกระดุม

ด้านเครื่องหัวหรือมงกุฎเจ้าสาวนั้นจะเรียกว่า “ฮั่วก๋วน” คือ ดอกไม้ไหว โดยจะสวมหัวกับเฉพาะการเกล้ามวยผมแบบ “ชักอีโบย” ของเจ้าสาวเท่านั้น ในอดีตฮั่วก๋วนจะทำขึ้นจากเส้นเงิน เส้นทองแท้ และไข่มุก เสริมสง่าราศีให้แก่เจ้าสาวผู้สวมใส่อย่างมาก

นอกจากนี้ก็ยังมีเครื่องประดับอื่น ๆ อีกไม่ว่าจะเป็น “หลั่นเต่ป๋าย” หรือสร้อยคอที่ทำด้วยทองคำฉลุลายและฝั่งเพชร “อ่องโบ่” ต่างหูทองคำประดับเพชร แหวน และกำไลข้อมือประดับเพชรซีก สุดอลังการและงดงามเป็นอย่างมาก สมฐานะของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่สุด..

ขอบคุณภาพประกอบ : The Thai Peranakan Association, อีจี้จุ๋ม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...