โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สตอรี่ดี โปรไฟล์เด่น 6 ตัวเต็ง มีลุ้นใกล้มง 'นางสาวไทย คนที่ 53'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 07 ก.พ. 2565 เวลา 05.21 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 07.51 น.

สตอรี่ดี โปรไฟล์เด่น 6 ตัวเต็ง มีลุ้นใกล้มง ‘นางสาวไทย คนที่ 53’

กาลเวลาผันเปลี่ยน บริบทสังคมผันผ่าน จากบทยกยอความงามซึ้งของหญิงสาวเป็นดั่ง “นางฟ้าจำแลง” ในปัจจุบันค่านิยมในสังคมนอกจากจะสวยหวาน (Sweet) แล้ว ยังต้องเข้มแข็ง (Strong) และเฉลียวฉลาด (Smart) ด้วย

ซึ่งนั่นก็คือคุณสมบัติของสาวงาม “เวทีนางสาวไทย 2565” ในยุคที่เปลี่ยนผู้จัดมาอยู่ในมือของ “ทีพีเอ็น โกลบอล” มองหา

อ่าน : ‘ปุ้ย ปิยาภรณ์’ แม่ทัพใหญ่ทีพีเอ็น 5 ปีในวงการนางงาม เปิดใจเรื่องดราม่าและมงสาม

และด้วยประสบการณ์การจัดการประกวดเวทีระดับโลกมาแล้ว เวทีนางสาวไทยในยุคของทีพีเอ็นฯ จึงเริ่มต้นอย่างมีสีสัน ภายในคอนเซ็ปต์เก๋ๆ ที่ว่า “กำเนิดใหม่ไปด้วยกัน” ดึงเอาสาวงามโปรไฟล์ดี ประสบการณ์แน่น และมีฝันเข้าร่วมสมัครจำนวนมาก

กระทั่งเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเก็บคะแนน ในบรรดาผู้เข้าประกวด 24 คนสุดท้ายนั้นมีหลายคนที่โดดเด่นและเปล่งประกายเข้าใกล้มงกุฏเป็น “นางสาวไทย คนที่ 53” ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นทูตท่องเที่ยวและวัฒนธรรมด้วย ดังนี้

หมายเลข 8 ดาด้า – กีรดา อัครปรีดี

เริ่มที่ หมายเลข 8 “ดาด้า – กีรดา อัครปรีดี” สาวนนทบุรี วัย 26 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ที่ New York University School of Law (NYU Law) สาขา กฏหมายธุรกิจ (Corporate Law) ปัจจุบันทำงานเป็นนิติกร ที่กระทรวงพาณิชย์

สิ่งที่อธิบายความเป็นดาด้าเมื่อแรกพบคือเป็นคนมีของ และครบเครื่อง

ดาด้าเติบโตมาในครอบครัวนักกฎหมาย มีคุณพ่อเป็นอัยการ และพี่ชาย 2 คนก็เรียนจบด้านกฎหมายด้วยเช่นกัน เธอเป็นคนชอบทำกิจกรรมโดยมีประสบการณ์ดำรงตำแหน่งดาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำหน้าที่อัญเชิญตราธรรมจักรในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ และเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะนิติศาสตร์ด้วย

สาวนักกฎหมายมุ่งสู่สนามนางงามโดยไม่มีพี่เลี้ยงและเริ่มจากศูนย์

โดย กีรดามองว่า คนเราสามารถเป็นได้หลายอย่าง นักกฎหมายเป็นได้ทั้งชีวิต และเธอได้ทำเต็มที่แล้ว ส่วนคำว่านางงามสำหรับเธอมันมากกว่านั้น มีหลายคนถามว่าทำไมต้องมาประกวด ในเมื่อชีวิตประสบความสำเร็จแล้ว แต่เธอกลับมองว่าการเป็นนางงามจะทำให้เสียงของเธอดังขึ้น สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในการขับเคลื่อนสังคมได้ โดยเฉพาะกับประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เธอมองว่าโรงเรียนในไทยควรมีมาตรฐานเดียวกันหมด ทำไมโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดจะต้องอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะจริงๆเด็กไทยเก่งและมีศักยภาพ ควรจะดึงความสามารถของพวกเขาออกมาได้มากกว่านี้หากทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่ากัน

ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว สาวนักกฎหมาย เผยว่า อยากสนับสนุนให้มีไกด์ท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นเพราะพวกเขาล้วนเติบโตในท้องที่นั้นๆ รู้ว่าจะถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างไร แต่ตอนนี้ในท้องถิ่นก็ยังไม่กล้าทำ เพราะยังไม่มีนโยบายรองรับ

อย่างไรก็ตาม ดาด้า กล่าวว่า หลายๆ คนชอบที่เธอมีความรู้เรื่องกฎหมาย แต่สำหรับนางงามการมีความรู้เรื่องกฎหมายอาจจะไม่พอ ต้องมีบุคลิคภาพ การเดิน และอื่นๆ ประกอบด้วย อย่าลืมจับตามองเธอ

หมายเลข 1 ไข่มุก – ศรณ์ศรฏฐ์ วิทยาเรืองสุข

หมายเลข 1 “ไข่มุก-ศรณ์ศรฏฐ์ วิทยาเรืองสุข” สาวชาวกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอายุ 26 ปี จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ สาขาภาษาเกาหลี ม.หอการค้าไทย ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาเกาหลี ที่ม.หอการค้าไทย ความสามารถพิเศษเล่นอูคูเลเล่ ร้องเพลง เต้น และเดินแบบ

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะเธอนั้นมีใบหน้าที่สวยใส หวานจับใจ สวี๊ต

ไข่มุกเป็นนางงามเดินสายตั้งแต่อายุ 5 ขวบบนเวทีหนูน้อยสงกรานต์ จากนั้นประกวดมาเรื่อยๆ อาทิ ท็อป 10 ไทยซูเปอร์โมเดล 2019, เข้ารอบเก็บตัวมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2014, รองอันดับ 2 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ก่อนกลับมาประกวดเวทีนางสาวไทยในครั้งนี้ เพราะรักการประกวดนางงาม กับที่ผ่านมาก็ไม่ได้มองว่าเป็นความล้มเหลว แต่เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งที่เราวางให้เป็นขั้นๆไป

ในด้านการศึกษา ไข่มุก มองว่า การให้เด็กมีเสรีภาพและอิสระทางความคิดในการเรียนก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ยกตัวอย่างเช่นต่างประเทศที่ให้เรียนแค่บ่ายสองหลังจากนั้นก็มีสิทธิ์จะไปทำอะไรที่ชอบ ได้ออกตามหาความฝันของตัวเองเร็วขึ้น ขณะที่เมืองไทยตารางเรียนแน่นไปหน่อย พอรู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาต้องเลือกสาขาที่ชอบในมหาวิทยาลัยแล้ว ทั้งที่ยังตามหาความชอบของตัวเองไม่เจอ พอเข้าไปเรียนไม่ชอบไม่ใช่ก็รีไทร์ ปัญหาการรีไทร์มันเยอะมาก และเป็นปัญหาที่เจอกับตัวเอง เพราะเพิ่งค้นพบว่าจริงๆ เราอยากเป็นเกิร์ลกรุ๊ป ชอบร้องเพลงและเต้น แต่เพิ่งมาค้นพบตอนนี้ก็ช้าไป

กับประเด็นที่คนมองว่าแฟนคลับเกาหลีไร้สาระ ไข่มุกแสดงความเห็นว่าก็ขึ้นอยู่กับคนที่จะมอง แต่ไม่อยากให้มองว่าไร้สาระ เพราะหากลองมองอีกมุมจะพบว่าหลายคนชอบจนเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ คอยอัปเดตข้อมูลข่าวสาร เตือนภัย ตลอดจนแปลข่าวก็มี สิ่งนี้คือความสามารถด้านภาษาแล้ว

“ถ้าได้เป็นนางสาวไทย จะเริ่มจากตัวเอง ตอนนี้เป็นอาจารย์พิเศษถ้ามีโอกาสสามารถเป็นอาจารย์ประจำ มีโอกาสในการเสนอแนะ เรียนรู้และศึกษาข้อดีของการศึกษาทั้งในไทยและต่างประเทศแล้วนำมาปรับใช้ คิดว่าถ้าเราเป็นทั้งอาจารย์และนางสาวไทยได้ เสียงของเราก็จะยิ่งดังขึ้นด้วย อาจจะช่วยได้ในเรื่องนี้” ไข่มุกกล่าวด้วยรอยยิ้ม

หมายเลข 6 มุก – อัญพัชร์ ปิติประจักษ์วัชร

หมายเลข 6 “มุก – อัญพัชร์ ปิติประจักษ์วัชร” สาวพัทยา จ.ชลบุรี อายุ 21 ปี เป็นนักศึกษาทุนเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ปัจจุบันรับงานพิธีกร ผู้ประกาศข่าวทีวี 360 องศา ของช่อง 3 นางแบบ และนักแสดง ผลงานการประกวดนางงามที่ผ่านมา ประกอบด้วย รองอันดับ 1 มิสสยามภารตะ 2017 ( Miss Siam Bharata 2017) และมิสแกรนด์นครปฐม 2020

มุกเป็นสาวที่สมาร์ท และมีความมั่นใจสะท้อนออกมาในทุกๆ การกระทำของเธอ ไม่มากไปและไม่น้อยไป ทั้งยังมีผิวสีน้ำผึ้งที่ขับเน้นให้เธอสวยคม

จุดเริ่มต้นที่มาประกวดนางงามเพราะเป็นความฝันของคุณแม่ อยากทำให้แม่มีความสุข และด้วยความที่คุณพ่อของมุกเป็นโรคโปลิโอ ขาลีบทั้ง 2 ข้าง ทำให้เธอมีความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น ด้วยมีพ่อเป็นแรงบันดาลใจ

“มุกมองว่าคุณพ่อเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มองว่าเป็นคนพิการด้วยซ้ำ ถึงแม้ร่างกายของพ่อจะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่เขาก็ทำทุกอย่างได้เหมือนที่คนปกติทำได้ เวลาออกไปข้างนอกกับพ่อ มุกไม่เคยอาย มุกภูมิใจในตัวพ่อ เพราะสุดท้ายแล้วแม้ว่าพ่อจะเป็นคนพิการ แต่เขาสามารถเลี้ยงลูก 2 คน จบการศึกษาที่สูงเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งเขาจะทำได้ มากไปกว่านั้นเขายังดูแลคุณแม่มุกเป็นอย่างดี” มุกพูดด้วยยิ้มและแววตามุ่งมั่นในการสะท้อนแนวคิดว่า

หากได้เป็นนางสาวไทย จะขับเคลื่อนเรื่องการศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก เพราะหลายๆ ปัญหาสังคมเป็นผลมาจากการศึกษาที่ไม่แข็งแรงพอ เช่น ในช่วงโควิด-19 ที่ทำให้หลายๆ คนต้องเผชิญกับภาวะว่างงาน หากการศึกษาสอนให้ทุกคนมีทักษะที่ 2 มาตั้งแต่ต้น เราก็จะมีอาชีพที่ 2 มีแผนที่ 2 รองรับเวลาเกิดวิกกฤตการณ์ต่างๆ อย่างฉับพลัน

ทั้งนี้ มุก กล่าวแนะนำตัวในรอบออดิชั่น ตอนหนึ่งว่า “…มุกไม่ต้องการเป็นเพียงนางงามที่ชนะบนเวที แต่อยากเป็นนางงามที่เป็นนางงามเพื่อประชาชนจริงๆ” และเธอยังทำผลงานได้ดีในรอบออดิชั่น เป็นคนเดียวที่ผอ.กองประกวดนางสาวไทย ถึงกับชมออกไมค์ว่า “เตรียมตัวมาดี”

หมายเลข 20 ปิ่น – ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์

หมายเลข 20 “ปิ่น – ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์” อายุ 27 ปี สาวเชียงใหม่ สำเร็จการศึกษาจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ มีโอกาสได้เป็นดรัมเมเยอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ รวมทั้งเป็นทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และตอนจบการมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนราชินีบน ได้ลงเรียน Pre-degree ไว้ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงมีปริญญาตรีสองใบ

ปัจจุบันประกอบอาชีพ “นักบิน” เพราะเป็นความฝันตั้งแต่เด็กที่อยากเป็นนักบินเหมือนกับคุณพ่อ จึงตามฝันและได้ทำงานที่สายการบินบางกอก แอร์เวยส์ เป็น “อินสตรัคเจอร์ ไพรอท” หรือ ครูสอนบิน อยู่ Base ที่สนามบินสุโขทัย ซึ่งตอนนี้ได้งานใหม่เกี่ยวกับคาร์โก้ ขนส่งสินค้าต่างประเทศของบริษัท K-Mind ตำแหน่ง “โค-ไพรอท” หรือ “ผู้ช่วยกัปตัน”

นอกจากนี้ เธอยังเป็นทายาทธุรกิจ “แหนมป้าย่น” ของฝาก ของอร่อยจากจังหวัดเชียงใหม่ แหนมเจ้าแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวปิ่นที่ทำให้เธอมีโอกาสทำความรู้จักกลุ่มชุมชน แม่บ้าน ไปจนถึงผู้ผลิต ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของฝากจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ

เส้นทางสายนางงามของปิ่นเริ่มขึ้นตอนที่เป็นดรัมเมเยอร์ มีพี่ๆ ช่างแต่งหน้าแนะนำให้ลงประกวดนางงาม ซึ่งก็ลงสมัครไป 2 เวที คือ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2016 และมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 ผลก็คือจากที่เดินไม่เป็น ไม่เคยใส่ส้นสูง ก็ได้ทักษะการเดิน ได้เรียนรู้สิ่งดีๆ จากโค้ชในกองประกวดมากมาย ที่สำคัญได้เพื่อนนางงามที่ตอนนี้ก็ยังติดต่อกัน และทุกคนยังเชียร์ให้มาเพราะทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เวทีนางสาวไทย เหมาะกับปิ่นนะ” ประกอบกับอายุ 27 ปี แล้วเลยอยากลองอีกสักตั้ง ทุ่มเททุกอย่างที่มี

ทั้งนี้ ในคุณสมบัติที่กองนางสาวไทยปีนี้มองหา ปิ่นมองว่า ตัวเองมี “ความสตรอง (Strong)” มากที่สุด เพราะในอาชีพนักบิน การเป็นผู้หญิงที่ทำงานในพื้นที่ที่ถูกมองว่าเป็นของผู้ชาย ทัศนคติการทำงานต้องเข้มแข็ง วางตัวดีมีมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงก็มีศักยภาพทัดเทียมกับผู้ชาย พอออกมาข้างนอกก็ซึมซับอยู่ในตัวโดยปริยาย นอกจากนี้ปิ่นอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นในลักษณะที่ “ผู้หญิงทำอาชีพผู้ชาย” เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ยุคใหม่ ที่กล้าตัดสินใจ เพราะส่วนตัวมองว่าที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ยังมีค่านิยมผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า การมาประกวดตรงนี้ก็จะช่วยทำให้เราฉายแสงความหนักแน่นในมุมมองของเรามากขึ้น

การสื่อสารภาษา ถนัดภาษาเหนือที่สุด (ฮา) ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ดี ไม่ถึงกับเนทีฟสปีกเกอร์ ความสามารถด้านอื่นคือเล่นเปียโน เต้น ต่อยมวย และกีฬาที่ถนัดคือกอล์ฟ

“โควิด-19ที่ผ่านมา ทุกคนได้ผลกระทบหมด เพื่อนร่วมอาชีพนักบินก็ได้รับผลกระทบเยอะ อย่างปิ่นโชคดีที่ได้งานใหม่ การมาประกวดครั้งนี้ปิ่นรู้สึกว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในส่วนที่อาชีพนักบินเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เรามีประสบการณ์จริงและเจอจริง อาจจะช่วยประสานงานและเป็นกระบอกเสียงทั้งภาคประชาชน รัฐ และเอกชนได้” ทัญณัฐฐ์ กล่าว

หมายเลข 24 นุ่น – พรวิภา สุขประเสริฐ

หมายเลข 24 “นุ่น – พรวิภา สุขประเสริฐ” ชาวสุราษฏร์ธานี อายุ 25 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า (NIDA)ทำงานเป็นนักวิเคราะห์สินเชื่อธุรกิจในธนาคารเป็นเวลา 2 ปี ปัจจุบันมีธุรกิจส่วนตัวและศึกษาต่อปริญญาโทในสาขาบริหารธุรกิจ และมีแพลนจะศึกษาต่อปริญญาเอกด้วย

ประสบการณ์ด้านการประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศ ธิดากาชาดสุราษฏร์ธานี และรางวัลชนะเลิศ นางนพมาศสุราษฏร์ธานี

นุ่นระบุไว้ในโปรไฟล์ใบสมัครว่า “ด้วยเคยประกวดประจำจังหวัดแล้วโดนหาว่าเป็นเด็กเส้น เลยอยากพิสูจน์ตัวเองในเวทีระดับประเทศอันทรงเกียรติ เพื่อเข้ามาพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น พร้อมใช้สิ่งที่ได้นำไปช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นด้วย”

นุ่นนับว่าเป็นผู้เข้าประกวดที่มีพัฒนาการให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ในวันแรกที่มารายงานตัว เธอบอกเล่าเรื่องราวและตอบคำถามได้ไม่เลว ทว่าเสื้อผ้าและทรงผมของเธอไม่ดึงดูดใจพอจนกรรมการถึงกับออกปากแนะนำ ขณะที่ในโลกออนไลน์ก็มีการหยอกล้อว่าเหมือนแต่งตัวมาสัมภาษณ์งาน

ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเธอได้นำกลับไปปรับปรุงและหลังจากนั้นในทุกครั้งที่เธอปรากฎตัวก็เปล่งออร่าน่าจับตามองมากขึ้น เอกลักษณ์คือรอยยิ้มสดใสทรงเสน่ห์

พรวิภา เผยว่าเธอเข้ามาประกวดนางสาวไทยเพราะอยากจะแชร์ให้ทุกคนตระหนักในคุณค่าของตัวเอง รู้จักการให้และการรับ เข้าใจในบริบททางต้นทุนสังคมที่ส่งผลให้ผู้คนเติบโตมาต่างกัน เห็นได้ชัดว่าเธอให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตด้วยเพราะเธอโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เพราะคุณพ่อเสียตั้งแต่เธออยู่ชั้นป.6 เธอกล่าวว่าเธอได้เรียนรู้ว่าหากเราเห็นคุณค่าของตัวเองก็จะรู้ว่าพรุ่งนี้เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้ดี และถ้าใช้ชีวิตเป็นเราจะอยู่ได้ในทุกๆ ตำแหน่งในสังคม

ที่น่าสนใจคือกรรมการถามเธอว่า ในยุคที่สังคมไทยมีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นทุกวัน แล้วสังคมไทยยังจะมีคุณค่าอะไรให้มองเห็นบ้าง พรวิภาตอบว่า ความฝันคือคุณค่าของสังคมไทยที่เหลืออยู่ เพราะทุกคนใช้ชีวิตแบบไม่มีความฝันไม่ได้ และความฝันก็มีหลายแบบ อาจจะต้องยืนในจุดสูงสุด หรือเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย ก็ล้วนเป็นความฝันในระบบของแต่ละคน ทว่าหากอยากมีวันพรุ่งนี้ที่ดีเราก็ต้องมีความฝันที่อยากจะทำก่อน ขณะเดียวกันการที่สิ่งรอบๆ ตัวไม่เป็นไปอย่างที่ใจคิด ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วเพราะนี่คือกฎของชีวิต ไม่มีอะไรดีเสมอไป ต้องมีสิ่งที่ไม่ดีเพื่อพิสูจน์เราด้วย สาวงามพลังบวก

 หมายเลข 16 นิต้า – มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์

หมายเลข 16 “นิต้า – มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์” สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เกิดและโตที่ภูเก็ต อายุ 25 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะคอมมูนิเคชัน อาร์ต เกียรนิยมอันดับ 1 ปัจจุบันเป็นเซลล์เมเนเจอร์ และเป็นครูอาสา ในตำแหน่งวิทยากรพิเศษส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ณ โรงเรียนวัดบางไผ่นารถ อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ขาดแคลน

มานิตา นับว่าเป็นสาวสวยทรงเสน่ห์ ที่มีสตอรี่น่าสนใจ ย้อนกลับไปในปี 2018 เธอเข้าร่วมการประกวดมิสเวิลด์ไทยแลนด์ นิต้าฟิตหุ่นลดน้ำหนักไปถึง 40 กิโลกรัมเพื่อเข้าร่วมการประกวด และแม้ว่าเธอจะไม่ได้มงกุฎมาครอง แต่เธอก็ยังมุ่งมั่นออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่านับวันก็ยิ่งสวยขึ้น
กระทั่งกลับมาประกวดนางสาวไทยปีนี้ เธอมีทีมพี่เลี้ยงที่แข็งแกร่งอย่างทีมภูเก็ตคอยซัพพอร์ต ประกอบกับมีประสบการณ์เป็นครูอาสาทำให้เธอมีแพสชั่นตรงกับบริบทของเวที

จึงเป็นอีกหนึ่งผู้เข้าประกวดดีกรี รองอันดับ 1 มิสแกรนด์ภูเก็ต 2017 และ ท็อป 12 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018

นิต้า กล่าวว่า แม้เธอจะเติบโตที่ภูเก็ตแต่ด้วยแม่เป็นคนเชียงราย เธอจึงได้เรียนรู้ทั้ง 2 วัฒนธรรมและชอบเรื่องการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ในด้านการศึกษาจากการที่เป็นครูอาสาทำให้เธอยอมรับนับถือบุคลากรครูตัวจริงมากๆ เพราะต้องเตรียมเอกสารเยอะแยะมากมายโดยเฉพาะในช่วงโควิด-19ที่ผ่านมา

ซึ่งหากการศึกษาสามารถเข้าถึงทุกที่ในประเทศไทยรวมไปถึงพื้นที่ขาดแคลน มานิตา กล่าวว่า เธอจะต้องดีใจกับเด็กๆมากๆ แน่ แต่ไม่ใช่เพราะสงสาร ด้วยเด็กๆ เองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองน่าสงสาร แต่เป็นการที่มองว่าถ้าเด็กได้สื่อการเรียนการสอนที่ดี เข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตได้ พวกเขาจะมีโอกาสพัฒนาตัวเองไปไกลมากกว่า ไม่ใช่อยู่เพียงแค่ในบริเวณโรงเรียนตรงนั้น และมีความคิดก้าวไกลมากขึ้นในการนำหลับมาพัฒนาบ้านเกิด

ทั้งนี้ การเป็นลูกครึ่งและมีรูปหน้าไปทางฝั่งยุโรปมากกว่า ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นางงามลูกครึ่งเจอกันบ่อย นิต้า กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“ไม่ว่าจะเป็นคนประเทศไหนๆ ก็ตาม นิต้าว่าเรานับจากการที่เราถูกหล่อหลอมจากวัฒนธรรมแบบไหนมากกว่าเชื้อชาติ อย่างใบหน้านิต้า นิต้าไม่มีสิทธิเลือก ฉะนั้นเวลาที่คนเห็นหน้าตานิต้า ก็จะไม่พูดไทยด้วย นิต้าก็จะบอกกับเขาว่าคนไทยนะคะ พูดไทยได้นะคะ จะบอกทันทีเลยว่าเป็นคนไทย” มานิต้าตอบด้วยความมั่นใจ เรียกทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังขึ้น

บอกเลยว่าเห็นสวยคม มาดนิ่งแบบนี้ จริงๆ เป็นคนมีสีสีน และอารมณ์ดีมาก

อรรถรสมาเต็ม

ติดตามชมการถ่ายทอดสดรอบพรีลิมมินารี ในวันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 18.00 น. และรอบตัดสิน ในวันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 19.00 น. ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เว็บไซต์ https://true4u.com/live และแอพพลิเคชันทรูไอดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...