สตอรี่ดี โปรไฟล์เด่น 6 ตัวเต็ง มีลุ้นใกล้มง 'นางสาวไทย คนที่ 53'
สตอรี่ดี โปรไฟล์เด่น 6 ตัวเต็ง มีลุ้นใกล้มง ‘นางสาวไทย คนที่ 53’
กาลเวลาผันเปลี่ยน บริบทสังคมผันผ่าน จากบทยกยอความงามซึ้งของหญิงสาวเป็นดั่ง “นางฟ้าจำแลง” ในปัจจุบันค่านิยมในสังคมนอกจากจะสวยหวาน (Sweet) แล้ว ยังต้องเข้มแข็ง (Strong) และเฉลียวฉลาด (Smart) ด้วย
ซึ่งนั่นก็คือคุณสมบัติของสาวงาม “เวทีนางสาวไทย 2565” ในยุคที่เปลี่ยนผู้จัดมาอยู่ในมือของ “ทีพีเอ็น โกลบอล” มองหา
อ่าน : ‘ปุ้ย ปิยาภรณ์’ แม่ทัพใหญ่ทีพีเอ็น 5 ปีในวงการนางงาม เปิดใจเรื่องดราม่าและมงสาม
และด้วยประสบการณ์การจัดการประกวดเวทีระดับโลกมาแล้ว เวทีนางสาวไทยในยุคของทีพีเอ็นฯ จึงเริ่มต้นอย่างมีสีสัน ภายในคอนเซ็ปต์เก๋ๆ ที่ว่า “กำเนิดใหม่ไปด้วยกัน” ดึงเอาสาวงามโปรไฟล์ดี ประสบการณ์แน่น และมีฝันเข้าร่วมสมัครจำนวนมาก
กระทั่งเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเก็บคะแนน ในบรรดาผู้เข้าประกวด 24 คนสุดท้ายนั้นมีหลายคนที่โดดเด่นและเปล่งประกายเข้าใกล้มงกุฏเป็น “นางสาวไทย คนที่ 53” ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นทูตท่องเที่ยวและวัฒนธรรมด้วย ดังนี้
หมายเลข 8 ดาด้า – กีรดา อัครปรีดี
เริ่มที่ หมายเลข 8 “ดาด้า – กีรดา อัครปรีดี” สาวนนทบุรี วัย 26 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ที่ New York University School of Law (NYU Law) สาขา กฏหมายธุรกิจ (Corporate Law) ปัจจุบันทำงานเป็นนิติกร ที่กระทรวงพาณิชย์
สิ่งที่อธิบายความเป็นดาด้าเมื่อแรกพบคือเป็นคนมีของ และครบเครื่อง
ดาด้าเติบโตมาในครอบครัวนักกฎหมาย มีคุณพ่อเป็นอัยการ และพี่ชาย 2 คนก็เรียนจบด้านกฎหมายด้วยเช่นกัน เธอเป็นคนชอบทำกิจกรรมโดยมีประสบการณ์ดำรงตำแหน่งดาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำหน้าที่อัญเชิญตราธรรมจักรในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ และเป็นเชียร์ลีดเดอร์คณะนิติศาสตร์ด้วย
สาวนักกฎหมายมุ่งสู่สนามนางงามโดยไม่มีพี่เลี้ยงและเริ่มจากศูนย์
โดย กีรดามองว่า คนเราสามารถเป็นได้หลายอย่าง นักกฎหมายเป็นได้ทั้งชีวิต และเธอได้ทำเต็มที่แล้ว ส่วนคำว่านางงามสำหรับเธอมันมากกว่านั้น มีหลายคนถามว่าทำไมต้องมาประกวด ในเมื่อชีวิตประสบความสำเร็จแล้ว แต่เธอกลับมองว่าการเป็นนางงามจะทำให้เสียงของเธอดังขึ้น สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในการขับเคลื่อนสังคมได้ โดยเฉพาะกับประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เธอมองว่าโรงเรียนในไทยควรมีมาตรฐานเดียวกันหมด ทำไมโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดจะต้องอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะจริงๆเด็กไทยเก่งและมีศักยภาพ ควรจะดึงความสามารถของพวกเขาออกมาได้มากกว่านี้หากทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่ากัน
ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว สาวนักกฎหมาย เผยว่า อยากสนับสนุนให้มีไกด์ท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นเพราะพวกเขาล้วนเติบโตในท้องที่นั้นๆ รู้ว่าจะถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างไร แต่ตอนนี้ในท้องถิ่นก็ยังไม่กล้าทำ เพราะยังไม่มีนโยบายรองรับ
อย่างไรก็ตาม ดาด้า กล่าวว่า หลายๆ คนชอบที่เธอมีความรู้เรื่องกฎหมาย แต่สำหรับนางงามการมีความรู้เรื่องกฎหมายอาจจะไม่พอ ต้องมีบุคลิคภาพ การเดิน และอื่นๆ ประกอบด้วย อย่าลืมจับตามองเธอ
หมายเลข 1 ไข่มุก – ศรณ์ศรฏฐ์ วิทยาเรืองสุข
หมายเลข 1 “ไข่มุก-ศรณ์ศรฏฐ์ วิทยาเรืองสุข” สาวชาวกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอายุ 26 ปี จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ สาขาภาษาเกาหลี ม.หอการค้าไทย ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาเกาหลี ที่ม.หอการค้าไทย ความสามารถพิเศษเล่นอูคูเลเล่ ร้องเพลง เต้น และเดินแบบ
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะเธอนั้นมีใบหน้าที่สวยใส หวานจับใจ สวี๊ต
ไข่มุกเป็นนางงามเดินสายตั้งแต่อายุ 5 ขวบบนเวทีหนูน้อยสงกรานต์ จากนั้นประกวดมาเรื่อยๆ อาทิ ท็อป 10 ไทยซูเปอร์โมเดล 2019, เข้ารอบเก็บตัวมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2014, รองอันดับ 2 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 ก่อนกลับมาประกวดเวทีนางสาวไทยในครั้งนี้ เพราะรักการประกวดนางงาม กับที่ผ่านมาก็ไม่ได้มองว่าเป็นความล้มเหลว แต่เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งที่เราวางให้เป็นขั้นๆไป
ในด้านการศึกษา ไข่มุก มองว่า การให้เด็กมีเสรีภาพและอิสระทางความคิดในการเรียนก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ยกตัวอย่างเช่นต่างประเทศที่ให้เรียนแค่บ่ายสองหลังจากนั้นก็มีสิทธิ์จะไปทำอะไรที่ชอบ ได้ออกตามหาความฝันของตัวเองเร็วขึ้น ขณะที่เมืองไทยตารางเรียนแน่นไปหน่อย พอรู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาต้องเลือกสาขาที่ชอบในมหาวิทยาลัยแล้ว ทั้งที่ยังตามหาความชอบของตัวเองไม่เจอ พอเข้าไปเรียนไม่ชอบไม่ใช่ก็รีไทร์ ปัญหาการรีไทร์มันเยอะมาก และเป็นปัญหาที่เจอกับตัวเอง เพราะเพิ่งค้นพบว่าจริงๆ เราอยากเป็นเกิร์ลกรุ๊ป ชอบร้องเพลงและเต้น แต่เพิ่งมาค้นพบตอนนี้ก็ช้าไป
กับประเด็นที่คนมองว่าแฟนคลับเกาหลีไร้สาระ ไข่มุกแสดงความเห็นว่าก็ขึ้นอยู่กับคนที่จะมอง แต่ไม่อยากให้มองว่าไร้สาระ เพราะหากลองมองอีกมุมจะพบว่าหลายคนชอบจนเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ คอยอัปเดตข้อมูลข่าวสาร เตือนภัย ตลอดจนแปลข่าวก็มี สิ่งนี้คือความสามารถด้านภาษาแล้ว
“ถ้าได้เป็นนางสาวไทย จะเริ่มจากตัวเอง ตอนนี้เป็นอาจารย์พิเศษถ้ามีโอกาสสามารถเป็นอาจารย์ประจำ มีโอกาสในการเสนอแนะ เรียนรู้และศึกษาข้อดีของการศึกษาทั้งในไทยและต่างประเทศแล้วนำมาปรับใช้ คิดว่าถ้าเราเป็นทั้งอาจารย์และนางสาวไทยได้ เสียงของเราก็จะยิ่งดังขึ้นด้วย อาจจะช่วยได้ในเรื่องนี้” ไข่มุกกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หมายเลข 6 มุก – อัญพัชร์ ปิติประจักษ์วัชร
หมายเลข 6 “มุก – อัญพัชร์ ปิติประจักษ์วัชร” สาวพัทยา จ.ชลบุรี อายุ 21 ปี เป็นนักศึกษาทุนเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ปัจจุบันรับงานพิธีกร ผู้ประกาศข่าวทีวี 360 องศา ของช่อง 3 นางแบบ และนักแสดง ผลงานการประกวดนางงามที่ผ่านมา ประกอบด้วย รองอันดับ 1 มิสสยามภารตะ 2017 ( Miss Siam Bharata 2017) และมิสแกรนด์นครปฐม 2020
มุกเป็นสาวที่สมาร์ท และมีความมั่นใจสะท้อนออกมาในทุกๆ การกระทำของเธอ ไม่มากไปและไม่น้อยไป ทั้งยังมีผิวสีน้ำผึ้งที่ขับเน้นให้เธอสวยคม
จุดเริ่มต้นที่มาประกวดนางงามเพราะเป็นความฝันของคุณแม่ อยากทำให้แม่มีความสุข และด้วยความที่คุณพ่อของมุกเป็นโรคโปลิโอ ขาลีบทั้ง 2 ข้าง ทำให้เธอมีความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมมากขึ้น ด้วยมีพ่อเป็นแรงบันดาลใจ
“มุกมองว่าคุณพ่อเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มองว่าเป็นคนพิการด้วยซ้ำ ถึงแม้ร่างกายของพ่อจะไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่เขาก็ทำทุกอย่างได้เหมือนที่คนปกติทำได้ เวลาออกไปข้างนอกกับพ่อ มุกไม่เคยอาย มุกภูมิใจในตัวพ่อ เพราะสุดท้ายแล้วแม้ว่าพ่อจะเป็นคนพิการ แต่เขาสามารถเลี้ยงลูก 2 คน จบการศึกษาที่สูงเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งเขาจะทำได้ มากไปกว่านั้นเขายังดูแลคุณแม่มุกเป็นอย่างดี” มุกพูดด้วยยิ้มและแววตามุ่งมั่นในการสะท้อนแนวคิดว่า
หากได้เป็นนางสาวไทย จะขับเคลื่อนเรื่องการศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก เพราะหลายๆ ปัญหาสังคมเป็นผลมาจากการศึกษาที่ไม่แข็งแรงพอ เช่น ในช่วงโควิด-19 ที่ทำให้หลายๆ คนต้องเผชิญกับภาวะว่างงาน หากการศึกษาสอนให้ทุกคนมีทักษะที่ 2 มาตั้งแต่ต้น เราก็จะมีอาชีพที่ 2 มีแผนที่ 2 รองรับเวลาเกิดวิกกฤตการณ์ต่างๆ อย่างฉับพลัน
ทั้งนี้ มุก กล่าวแนะนำตัวในรอบออดิชั่น ตอนหนึ่งว่า “…มุกไม่ต้องการเป็นเพียงนางงามที่ชนะบนเวที แต่อยากเป็นนางงามที่เป็นนางงามเพื่อประชาชนจริงๆ” และเธอยังทำผลงานได้ดีในรอบออดิชั่น เป็นคนเดียวที่ผอ.กองประกวดนางสาวไทย ถึงกับชมออกไมค์ว่า “เตรียมตัวมาดี”
หมายเลข 20 ปิ่น – ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์
หมายเลข 20 “ปิ่น – ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์” อายุ 27 ปี สาวเชียงใหม่ สำเร็จการศึกษาจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ มีโอกาสได้เป็นดรัมเมเยอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ รวมทั้งเป็นทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และตอนจบการมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนราชินีบน ได้ลงเรียน Pre-degree ไว้ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงมีปริญญาตรีสองใบ
ปัจจุบันประกอบอาชีพ “นักบิน” เพราะเป็นความฝันตั้งแต่เด็กที่อยากเป็นนักบินเหมือนกับคุณพ่อ จึงตามฝันและได้ทำงานที่สายการบินบางกอก แอร์เวยส์ เป็น “อินสตรัคเจอร์ ไพรอท” หรือ ครูสอนบิน อยู่ Base ที่สนามบินสุโขทัย ซึ่งตอนนี้ได้งานใหม่เกี่ยวกับคาร์โก้ ขนส่งสินค้าต่างประเทศของบริษัท K-Mind ตำแหน่ง “โค-ไพรอท” หรือ “ผู้ช่วยกัปตัน”
นอกจากนี้ เธอยังเป็นทายาทธุรกิจ “แหนมป้าย่น” ของฝาก ของอร่อยจากจังหวัดเชียงใหม่ แหนมเจ้าแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวปิ่นที่ทำให้เธอมีโอกาสทำความรู้จักกลุ่มชุมชน แม่บ้าน ไปจนถึงผู้ผลิต ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของฝากจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ
เส้นทางสายนางงามของปิ่นเริ่มขึ้นตอนที่เป็นดรัมเมเยอร์ มีพี่ๆ ช่างแต่งหน้าแนะนำให้ลงประกวดนางงาม ซึ่งก็ลงสมัครไป 2 เวที คือ มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2016 และมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 ผลก็คือจากที่เดินไม่เป็น ไม่เคยใส่ส้นสูง ก็ได้ทักษะการเดิน ได้เรียนรู้สิ่งดีๆ จากโค้ชในกองประกวดมากมาย ที่สำคัญได้เพื่อนนางงามที่ตอนนี้ก็ยังติดต่อกัน และทุกคนยังเชียร์ให้มาเพราะทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เวทีนางสาวไทย เหมาะกับปิ่นนะ” ประกอบกับอายุ 27 ปี แล้วเลยอยากลองอีกสักตั้ง ทุ่มเททุกอย่างที่มี
ทั้งนี้ ในคุณสมบัติที่กองนางสาวไทยปีนี้มองหา ปิ่นมองว่า ตัวเองมี “ความสตรอง (Strong)” มากที่สุด เพราะในอาชีพนักบิน การเป็นผู้หญิงที่ทำงานในพื้นที่ที่ถูกมองว่าเป็นของผู้ชาย ทัศนคติการทำงานต้องเข้มแข็ง วางตัวดีมีมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงก็มีศักยภาพทัดเทียมกับผู้ชาย พอออกมาข้างนอกก็ซึมซับอยู่ในตัวโดยปริยาย นอกจากนี้ปิ่นอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นในลักษณะที่ “ผู้หญิงทำอาชีพผู้ชาย” เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ยุคใหม่ ที่กล้าตัดสินใจ เพราะส่วนตัวมองว่าที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ยังมีค่านิยมผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า การมาประกวดตรงนี้ก็จะช่วยทำให้เราฉายแสงความหนักแน่นในมุมมองของเรามากขึ้น
การสื่อสารภาษา ถนัดภาษาเหนือที่สุด (ฮา) ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ดี ไม่ถึงกับเนทีฟสปีกเกอร์ ความสามารถด้านอื่นคือเล่นเปียโน เต้น ต่อยมวย และกีฬาที่ถนัดคือกอล์ฟ
“โควิด-19ที่ผ่านมา ทุกคนได้ผลกระทบหมด เพื่อนร่วมอาชีพนักบินก็ได้รับผลกระทบเยอะ อย่างปิ่นโชคดีที่ได้งานใหม่ การมาประกวดครั้งนี้ปิ่นรู้สึกว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในส่วนที่อาชีพนักบินเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เรามีประสบการณ์จริงและเจอจริง อาจจะช่วยประสานงานและเป็นกระบอกเสียงทั้งภาคประชาชน รัฐ และเอกชนได้” ทัญณัฐฐ์ กล่าว
หมายเลข 24 นุ่น – พรวิภา สุขประเสริฐ
หมายเลข 24 “นุ่น – พรวิภา สุขประเสริฐ” ชาวสุราษฏร์ธานี อายุ 25 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า (NIDA)ทำงานเป็นนักวิเคราะห์สินเชื่อธุรกิจในธนาคารเป็นเวลา 2 ปี ปัจจุบันมีธุรกิจส่วนตัวและศึกษาต่อปริญญาโทในสาขาบริหารธุรกิจ และมีแพลนจะศึกษาต่อปริญญาเอกด้วย
ประสบการณ์ด้านการประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศ ธิดากาชาดสุราษฏร์ธานี และรางวัลชนะเลิศ นางนพมาศสุราษฏร์ธานี
นุ่นระบุไว้ในโปรไฟล์ใบสมัครว่า “ด้วยเคยประกวดประจำจังหวัดแล้วโดนหาว่าเป็นเด็กเส้น เลยอยากพิสูจน์ตัวเองในเวทีระดับประเทศอันทรงเกียรติ เพื่อเข้ามาพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น พร้อมใช้สิ่งที่ได้นำไปช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นด้วย”
นุ่นนับว่าเป็นผู้เข้าประกวดที่มีพัฒนาการให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ในวันแรกที่มารายงานตัว เธอบอกเล่าเรื่องราวและตอบคำถามได้ไม่เลว ทว่าเสื้อผ้าและทรงผมของเธอไม่ดึงดูดใจพอจนกรรมการถึงกับออกปากแนะนำ ขณะที่ในโลกออนไลน์ก็มีการหยอกล้อว่าเหมือนแต่งตัวมาสัมภาษณ์งาน
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเธอได้นำกลับไปปรับปรุงและหลังจากนั้นในทุกครั้งที่เธอปรากฎตัวก็เปล่งออร่าน่าจับตามองมากขึ้น เอกลักษณ์คือรอยยิ้มสดใสทรงเสน่ห์
พรวิภา เผยว่าเธอเข้ามาประกวดนางสาวไทยเพราะอยากจะแชร์ให้ทุกคนตระหนักในคุณค่าของตัวเอง รู้จักการให้และการรับ เข้าใจในบริบททางต้นทุนสังคมที่ส่งผลให้ผู้คนเติบโตมาต่างกัน เห็นได้ชัดว่าเธอให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตด้วยเพราะเธอโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เพราะคุณพ่อเสียตั้งแต่เธออยู่ชั้นป.6 เธอกล่าวว่าเธอได้เรียนรู้ว่าหากเราเห็นคุณค่าของตัวเองก็จะรู้ว่าพรุ่งนี้เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้ดี และถ้าใช้ชีวิตเป็นเราจะอยู่ได้ในทุกๆ ตำแหน่งในสังคม
ที่น่าสนใจคือกรรมการถามเธอว่า ในยุคที่สังคมไทยมีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นทุกวัน แล้วสังคมไทยยังจะมีคุณค่าอะไรให้มองเห็นบ้าง พรวิภาตอบว่า ความฝันคือคุณค่าของสังคมไทยที่เหลืออยู่ เพราะทุกคนใช้ชีวิตแบบไม่มีความฝันไม่ได้ และความฝันก็มีหลายแบบ อาจจะต้องยืนในจุดสูงสุด หรือเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย ก็ล้วนเป็นความฝันในระบบของแต่ละคน ทว่าหากอยากมีวันพรุ่งนี้ที่ดีเราก็ต้องมีความฝันที่อยากจะทำก่อน ขณะเดียวกันการที่สิ่งรอบๆ ตัวไม่เป็นไปอย่างที่ใจคิด ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วเพราะนี่คือกฎของชีวิต ไม่มีอะไรดีเสมอไป ต้องมีสิ่งที่ไม่ดีเพื่อพิสูจน์เราด้วย สาวงามพลังบวก
หมายเลข 16 นิต้า – มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์
หมายเลข 16 “นิต้า – มานิตา ดวงคำ ฟาร์เมอร์” สาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เกิดและโตที่ภูเก็ต อายุ 25 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะคอมมูนิเคชัน อาร์ต เกียรนิยมอันดับ 1 ปัจจุบันเป็นเซลล์เมเนเจอร์ และเป็นครูอาสา ในตำแหน่งวิทยากรพิเศษส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ณ โรงเรียนวัดบางไผ่นารถ อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ขาดแคลน
มานิตา นับว่าเป็นสาวสวยทรงเสน่ห์ ที่มีสตอรี่น่าสนใจ ย้อนกลับไปในปี 2018 เธอเข้าร่วมการประกวดมิสเวิลด์ไทยแลนด์ นิต้าฟิตหุ่นลดน้ำหนักไปถึง 40 กิโลกรัมเพื่อเข้าร่วมการประกวด และแม้ว่าเธอจะไม่ได้มงกุฎมาครอง แต่เธอก็ยังมุ่งมั่นออกกำลังกายและดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่านับวันก็ยิ่งสวยขึ้น
กระทั่งกลับมาประกวดนางสาวไทยปีนี้ เธอมีทีมพี่เลี้ยงที่แข็งแกร่งอย่างทีมภูเก็ตคอยซัพพอร์ต ประกอบกับมีประสบการณ์เป็นครูอาสาทำให้เธอมีแพสชั่นตรงกับบริบทของเวที
จึงเป็นอีกหนึ่งผู้เข้าประกวดดีกรี รองอันดับ 1 มิสแกรนด์ภูเก็ต 2017 และ ท็อป 12 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018
นิต้า กล่าวว่า แม้เธอจะเติบโตที่ภูเก็ตแต่ด้วยแม่เป็นคนเชียงราย เธอจึงได้เรียนรู้ทั้ง 2 วัฒนธรรมและชอบเรื่องการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ในด้านการศึกษาจากการที่เป็นครูอาสาทำให้เธอยอมรับนับถือบุคลากรครูตัวจริงมากๆ เพราะต้องเตรียมเอกสารเยอะแยะมากมายโดยเฉพาะในช่วงโควิด-19ที่ผ่านมา
ซึ่งหากการศึกษาสามารถเข้าถึงทุกที่ในประเทศไทยรวมไปถึงพื้นที่ขาดแคลน มานิตา กล่าวว่า เธอจะต้องดีใจกับเด็กๆมากๆ แน่ แต่ไม่ใช่เพราะสงสาร ด้วยเด็กๆ เองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองน่าสงสาร แต่เป็นการที่มองว่าถ้าเด็กได้สื่อการเรียนการสอนที่ดี เข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตได้ พวกเขาจะมีโอกาสพัฒนาตัวเองไปไกลมากกว่า ไม่ใช่อยู่เพียงแค่ในบริเวณโรงเรียนตรงนั้น และมีความคิดก้าวไกลมากขึ้นในการนำหลับมาพัฒนาบ้านเกิด
ทั้งนี้ การเป็นลูกครึ่งและมีรูปหน้าไปทางฝั่งยุโรปมากกว่า ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นางงามลูกครึ่งเจอกันบ่อย นิต้า กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“ไม่ว่าจะเป็นคนประเทศไหนๆ ก็ตาม นิต้าว่าเรานับจากการที่เราถูกหล่อหลอมจากวัฒนธรรมแบบไหนมากกว่าเชื้อชาติ อย่างใบหน้านิต้า นิต้าไม่มีสิทธิเลือก ฉะนั้นเวลาที่คนเห็นหน้าตานิต้า ก็จะไม่พูดไทยด้วย นิต้าก็จะบอกกับเขาว่าคนไทยนะคะ พูดไทยได้นะคะ จะบอกทันทีเลยว่าเป็นคนไทย” มานิต้าตอบด้วยความมั่นใจ เรียกทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังขึ้น
บอกเลยว่าเห็นสวยคม มาดนิ่งแบบนี้ จริงๆ เป็นคนมีสีสีน และอารมณ์ดีมาก
อรรถรสมาเต็ม
ติดตามชมการถ่ายทอดสดรอบพรีลิมมินารี ในวันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 18.00 น. และรอบตัดสิน ในวันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 19.00 น. ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เว็บไซต์ https://true4u.com/live และแอพพลิเคชันทรูไอดี