โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใครต่อนิ้วพระพุทธรูปให้ 'พระเจ้าดับภัย'? (จบ) / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ม.ค. 2565 เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. 2565 เวลา 08.00 น.

ปริศนาโบราณคดี

เพ็ญสุภา สุขคตะ

 

ใครต่อนิ้วพระพุทธรูป

ให้ ‘พระเจ้าดับภัย’? (จบ)

 

เรื่องการต่อนิ้วพระพุทธรูป ปรากฏอยู่ในตำนานการสร้างพระพุทธสิหิงค์ หรือ “สิหิงคนิทาน” ที่รจนาโดยพระโพธิรังสี ราว 500 กว่าปีที่ผ่านมา

ตามที่เราทราบกันดีว่าในบรรดาพระพุทธสิหิงค์ทั้งสามองค์ (ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่, องค์ที่ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ วังหน้า และองค์ที่เรียกกันว่าพระขนมต้ม นครศรีธรรมราช) นั้น พบว่ามีร่องรอยของการต่อนิ้วพระพุทธรูปอยู่องค์เดียวคือองค์ที่ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

แต่เป็นการมาต่อนิ้วในยุคหลังแล้ว เมื่อสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากที่สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (วังหน้า) ได้ทราบเนื้อหาในตำนานพระพุทธสิหิงค์แล้วว่า จะมีผู้มีบุญญาธิการมาต่อนิ้วพระพุทธรูปให้พระพุทธสิหิงค์

ซ้ำองค์ที่พระองค์ต่อนิ้วให้นั้น ก็ไม่ใช่พระพุทธรูปในกลุ่ม “พระสิงห์ 1” ซึ่งควรจะเป็นพระพุทธสิหิงค์มากกว่า

แนวคิดเรื่องการ “ต่อนิ้วพระพุทธรูป” เกิดขึ้นได้อย่างไร พบในตำนานฉบับใดบ้าง และการที่ “พระเจ้าดับภัย” ณ วัดดับภัย ในคูเมืองเชียงใหม่ มีนิ้วกลางยาวมากเป็นพิเศษ จะเกี่ยวข้องกับคตินิยมดังกล่าวด้วยหรือไม่ เราค่อยๆ มาวิเคราะห์กันทีละเปลาะ

นิ้วเสมอกันทั้งสี่นิ้ว vs นิ้วเหลื่อมแบบธรรมชาติ

เชื่อว่าหลายท่านคงสงสัยว่า ทำไมกลุ่มพระพุทธรูปสุโขทัยขนาดใหญ่ที่สร้างแถบเมืองพิษณุโลกช่วงอาณาจักรสุโขทัยตอนปลายหลายองค์ เช่น พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา เป็นต้น จึงมีนิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่เสมอกัน (ไม่นับนิ้วโป้ง องคุลี ซึ่งต้องสั้นกว่านิ้วอื่น)

ทำไมช่างสร้างพระพุทธปฏิมาในสมัยพระญาลิไท หรือพระมหาธรรมราชาธิราชที่ 1 จึงตีความเรื่องนิ้วพระพุทธรูปเช่นนั้น คิดขึ้นเองหรือได้เค้ามูลมาจากแหล่งใด

ในขณะที่พระพุทธรูปบางองค์ทั้งของสุโขทัย (เช่น หมวดใหญ่หรือหมวดคลาสสิค) และทั้งของล้านนา (เช่น พระสิงห์ หรือพระพุทธสิหิงค์หลายองค์ รวมทั้งพระเจ้าดับภัยที่กำลังวิเคราะห์นี้) กลับมีนิ้วพระหัตถ์แบบธรรมชาติคล้ายมนุษย์

ดังนั้น ก่อนที่จะกล่าวถึงคติการต่อนิ้วพระเจ้าให้ยาวขึ้น ขอปูพื้นสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการทำนิ้วพระหัตถ์สองลักษณะให้ทราบกันเสียก่อน ว่าเหตุไรบางองค์นิ้วเสมอกัน และทำไมบางองค์มีนิ้วเหลื่อม?

พบว่าเอกสาร “พระปฐมสมโพธิ” ของฝ่ายเถรวาท ได้ระบุเรื่อง “มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ” ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนิ้วพระหัตถ์ไว้ในหัวข้อ “ทีฆงฺคุลิ” ดังนี้

“พระพุทธเจ้ามีพระองคุลีนิ้วพระหัตถ์นิ้วพระบาทยาวงาม นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 และนิ้วพระบาททั้ง 5 มีประมาณเสมอกัน ไม่เหลื่อมยาวไม่เหลื่อมสั้นดังสามัญมนุษย์”

ด้วยเหตุนี้เองกระมัง ทำให้สมัยพระญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัยทรงตีความเรื่องนิ้วพระหัตถ์พระพุทธปฏิมาใหม่ ด้วยการกำหนดให้นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 เสมอกัน (ยกเว้นนิ้วโป้ง-องคุลี) ยาวจรดฐานรองรับเท่าๆ กัน

ในดินแดนล้านนาพบว่า คตินิยมในการทำนิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 เสมอกัน เริ่มขึ้นในสมัยพระเมืองแก้ว เช่น พระพุทธรูปองค์สำคัญยิ่งคือ “พระเจ้าเก้าตื้อ” ในอุโบสถวัดสวนดอก

สอดรับกับการที่ในอาณาจักรล้านนามีพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่รูปหนึ่งนาม “พระสุวัณณรังสีเถระ” ได้รจนา “ปถมสมโพธิกถา” เป็นภาษาบาลี ขึ้นในรัชสมัยพระเมืองแก้ว คัมภีร์เล่มนี้ ระบุถึงเรื่องนิ้วพระหัตถ์ของพระพุทธองค์ว่ายาวเสมอกัน มิได้เหลื่อมกัน

ส่วนแนวคิดด้านการทำนิ้วพระหัตถ์เหลื่อมกันแบบธรรมชาตินั้น เป็นการยึดเอาตามคัมภีร์มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการของฝ่ายมหายาน รวมทั้งฝ่ายนิกายสรวาสติวาท (มหายานผสมเถรวาท) ที่เป็นคัมภีร์ฝ่ายสันสกฤต เนื้อหาใหนส่วนนิ้ว หาได้กำหนดคุณลักษณะว่านิ้วเท้านิ้วมือต้องยาวเสมอกันแต่อย่างใดไม่

ด้วยเหตุนี้ การสร้างพระพุทธปฏิมาตั้งแต่ยุคแรกในอินเดีย สมัยคันธาระ จนถึงคุปตะ ปาละ จึงไม่มียุคใดที่ทำนิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 เสมอกันเลย

 

แนวคิดเรื่องการต่อนิ้วพระพุทธรูปให้ยาว

พบเอกสารที่กล่าวถึงเรื่องนี้อยู่ 3 ชิ้น ได้แก่ 1.ใน “ปัญญาสชาดก” 2.ใน “ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่” 3.ใน “สิหิงคนิทาน”

เอกสารชิ้นแรก “ปัญญาสชาดก” หรือที่เรียกว่า “ชาดกนอกนิบาต/ชาดกนอกพระไตรปิฎก” แต่งโดยพระภิกษุล้านนาในสายที่อ้างว่าได้รับสืบทอดข้อมูลมาจากรุ่นสู่รุ่นในฝ่ายศิษยานุศิษย์ของพระอานนท์ พระอรหันตสาวกผู้ใกล้ชิดกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ปัญญาสชาดกลำดับที่ 20 คือเรื่อง “วัฏฏังคุลีราชชาดก” มีเนื้อหาโดยสังเขปดังนี้

พระเจ้าปเสนทิโกศลแห่งเมืองสาวัตถี ได้ขออนุญาตพระพุทธเจ้าในการสร้างรูปเหมือนแทนพระพุทธองค์ จากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงอานิสงส์ของการปฏิสังขรณ์พระพุทธรูป โดยอิงไปถึงอดีตกาลเมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพ่อค้าเมืองอมรวดีว่า

ช่วงที่พ่อค้าหนุ่มแรมรอนไปที่ต่างๆ ได้พบพระพุทธรูปที่นิ้วพระหัตถ์หักไปนิ้วหนึ่ง จึงเอาดินเหนียวปั้นปฏิสังขรณ์นิ้วพระพุทธรูปให้สมบูรณ์ ชาติถัดมาได้เกิดเป็นพระราชานาม “วัฏฏังคุลีราช” ทรงมีพระราชอำนาจมาก แค่ชี้นิ้วไปที่ใด ไม่กล้ามีศัตรูมาต่อกร

อานิสงส์ยังข้ามภพข้ามชาติไปจนถึงพระชาติสุดท้าย บังเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ กลายเป็นพระพรมศาสดา สามารถเอาชนะมารด้วยการเอานิ้วพระหัตถ์ชี้ลงบนแผ่นดิน

เอกสารชิ้นที่สอง ปรากฏใน “ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่” ตอนที่พระญามังรายประทับอยู่เวียงกุมกาม (ก่อนสร้างนครเชียงใหม่) มีเนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงพระมหากัสสปเถระเจ้าได้เกลี้ยกล่อมให้พระญามังรายสร้างพระพุทธรูป โดยยกอานิสงส์ผลที่พระเจ้า “ปัฏฐังคุลี” ได้ต่อนิ้วพระพุทธรูป (อันที่จริงพระเจ้าปัฏฐังคุลี ก็คือพระเจ้าวัฏฏังคุลี นั่นเอง แต่เขียนต่างกันไป) ยังมีผลานิสงส์มากถึงขนาดมีอำนาจราชศักดิ์

และหากยิ่งได้สร้างพระพุทธรูปทั้งองค์ จะยิ่งมีเดชานุภาพมากเพียงไหน ในที่สุด แทนที่จะแค่ “ต่อนิ้วพระพุทธรูป” พระญามังรายจึงตัดสินพระทัยสร้างพระพุทธรูปจำนวนมากถึง 5 องค์เลยทีเดียว

 

นิ้วไหนไม่บริสุทธิ์ให้ตัดออกแล้วต่อใหม่

โยงกับพยากรณ์ผู้มีบุญญาธิการ

เอกสารชิ้นที่สาม ตำนานสิหิงคนิทาน รจนาโดยพระโพธิรังสี พระภิกษุชาวเชียงใหม่ ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 มีข้อความเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการสร้างพระพุทธสิหิงค์ว่า

หลังจากที่พญานาคได้เนรมิตกายเป็นรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พระราชาของลังกาได้ทอดพระเนตรแล้ว พระราชาทั้ง 3 พระองค์ พร้อมพระอรหันต์ 20 รูป ได้จดจำพุทธลักษณะต่างๆ ไว้

จากนั้นได้เรียกช่างหล่อโลหะฝีมือดีมาปั้นหล่อพระพุทธรูปขึ้น เมื่อปั้นและสร้างพิมพ์พระเสร็จแล้ว ขณะที่ช่างกำลังเททองลงในพิมพ์ พระราชาองค์หนึ่งถือแส้หางปลากระเบนเดินไปมา เห็นช่างหล่อคนหนึ่งทำงานไม่ถูกพระทัย จึงตวัดแส้ไปถูกนิ้วของช่างผู้นั้นเข้า

ด้วยเหตุนี้ เมื่อหล่อรูปพระเสร็จ นิ้วพระหัตถ์นิ้วหนึ่ง (ไม่ระบุว่านิ้วไหน จะเป็นนิ้วกลางเหมือนพระสิงห์ที่วัดดับภัยหรือไม่?) จึงไม่บริสุทธิ์ เบื้องแรกพระราชาลังกาทั้ง 3 องค์ ตั้งใจจะตัดนิ้วที่ไม่บริสุทธิ์นี้ออกเสียเพื่อทำใหม่ให้เรียบร้อย

แต่พระอรหันต์ 20 รูปกลับทัดทานไว้ว่า “ต่อไปภายหน้าพระพุทธรูปองค์นี้จะไปอยู่ที่ชมพูทวีป (ความเป็นจริงคือ ในแผ่นดินสยาม?) แล้วจะทวนกระแสน้ำไปยังที่ต้นแม่น้ำ (หมายถึงล้านนา?) ณ ที่นั้น จะมีพระราชาพระองค์หนึ่งที่มีความศรัทธา จะตัดต่อนิ้วให้บริสุทธิ์เอง

การเดินทางของพระพุทธสิหิงค์ค่อนข้างยาวไกล (รายละเอียดจักอยู่ในตอนที่จะวิเคราะห์ถึงเรื่องพระพุทธสิหิงค์โดยตรง เร็วๆ นี้) ขอรวบรัดตัดความมาเฉพาะกรณีการต่อนิ้วพระพุทธรูป ซึ่งตรงกับสมัยของท้าวมหาพรหม ผู้เป็นพระอนุชาของพระญากือนา

ท้าวมหาพรหมได้นำพระพุทธสิหิงค์จากกำแพงเพชรไปไว้ยังเชียงราย “ได้สักการบูชา แล้วทำการตัดนิ้วพระหัตถ์ที่ไม่บริสุทธิ์ออก ปั้นรูปขี้ผึ้งหล่อทองสัมฤทธิ์ใหม่ ทำให้นิ้วพระหัตถ์บริสุทธิ์”

หากตำนานตอนนี้มีส่วนจริงทางประวัติศาสตร์อยู่บ้าง ก็ย่อมแสดงว่า พระพุทธสิหิงค์องค์ดั้งเดิม องค์ที่เป็นแรงบันดาลใจของการเขียนตำนานเรื่องนี้ ก็ย่อมต้องมีตำหนิที่นิ้วพระหัตถ์ นิ้วใดนิ้วหนึ่ง (ไม่ทราบว่านิ้วไหน) และผู้มีบารมีที่ถูกพยากรณ์ก็คือ “ท้าวมหาพรหม” นั่นเอง

การต่อนิ้วพระพุทธสิหิงค์ของท้าวมหาพรหม กระทำขึ้น ณ เมืองเชียงราย จากนั้นต้องส่งมอบให้แก่พระญาแสนเมืองมา ผู้เป็นหลานและได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดา (พระญากือนา) ตามพันธะสัญญา

น่าสนใจว่า ช่วงนั้น ท้าวมหาพรหมนำเอาพระพุทธสิหิงค์องค์ไหนถวายแด่ยุวกษัตริย์ เพราะพระองค์ได้จำลองพระพุทธสิหิงค์ขึ้นด้วยอีกองค์หนึ่ง

ไม่รู้ล่ะ ว่าท้าวมหาพรหมเอาองค์แท้ที่ได้จากกำแพงเพชรหรือเอาองค์จำลองถวายพระเจ้าหลาน ที่แน่ๆ พระพุทธสิหิงค์องค์ดั้งเดิม ย่อมต้องมีร่องรอยของการต่อนิ้วพระหัตถ์ นิ้วใดนิ้วหนึ่งใช่หรือไม่?

และปริศนาเรื่องนิ้วพระหัตถ์ของ “พระเจ้าดับภัย” ซึ่งเป็นรูปแบบพระสิงห์ 1 ที่มีนิ้วกลางยาวมากเป็นพิเศษ เกิดขึ้นได้อย่างไร มีการต่อขึ้นใหม่หรือไม่ ยังคงต้องสืบค้นกันต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...