โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

depa เผยผลสำรวจดัชนี TSCCI ภูเก็ตยืน 1 เมืองอัจฉริยะ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ก.ค. 2567 เวลา 16.23 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2567 เวลา 04.00 น.

คอลัมน์ Technology : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกรกฎาคม (ฉบับที่ 507)

depa เผยผลสำรวจดัชนีชี้วัด เมืองอัจฉริยะ ประจำประเทศไทย อิง 7 มิติการพัฒนาเมือง ขับเคลื่อนโครงการเมืองอัจฉริยะผ่าน City Data platform ภูเก็ตและวังจันทร์วัลเลย์ คว้าชนะเลิศระดับจังหวัดและระดับพื้นที่

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ภายในปี 2050 ประชากรโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ล้านคน ส่งผลให้ทั่วโลกเกิดเมืองขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นในอีก 15 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ด้วยสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะปัญหาด้านความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) และการเกิดขึ้นของโรคระบาดร้ายแรง ทำให้ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” หรือ Smart City โดยคาดหวังว่าจะเป็น 1 ในกลไกที่สามารถแก้ไขปัญหาได้

สำหรับประเทศไทย มีการผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศในปี 2560 ที่ผ่านมา โดยมีสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ภายใต้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมมือกันในการส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ถึงภาพของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย จากการประกาศผลดัชนีชีวัดเมืองอัจฉริยะประจำปี 2566 (Thailand Smart City Competitiveness Index : TSCCI) โดยอิงจากมิติการพัฒนาเมือง และเกณฑ์การพิจารณาการรับตราเมืองอัจฉริยะของแต่ละพื้นที่ การได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไปจนถึงการประกาศผลการจัดอันดับเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยแต่ละประเภทเป็นครั้งแรก

depa เผย 7 มิติ ดัชนีชี้วัดเมืองอัจฉริยะ

ผศ.ดร.ณัฐพลเปิดเผยว่า การจัดทำโครงการเมืองอัจฉริยะ ถือเป็นต้นแบบที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตลอดการดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา สามารถสร้างมูลค่าการลงทุนรวมจากทุกภาคส่วนเป็นเม็ดเงินรวมกว่า 40,000 ล้านบาท ยกระดับชีวิตประชาชนในพื้นที่ได้มากกว่า 16 ล้านคน ดังนั้น depa จึงได้จัดทำดัชนีชี้วัดเมืองอัจฉริยะหรือ TSCCI เป็นครั้งแรกในปี 2566 โดยแบ่งมิติการพัฒนา 7 ด้านดังนี้

1. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) : มุ่งเน้นปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดการน้ำ การดูแลสภาพอากาศ การเฝ้าระวังภัยพิบัติ

2. การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) : มุ่งเน้นเพิ่มความสะดวก ประสิทธิภาพ ความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

3. การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) : มุ่งเน้นให้บริการที่อำนวยความสะดวกต่อการดำรงชีวิต เช่น การบริการด้านสุขภาพให้ประชาชน การเพิ่มความปลอดภัยด้วยการเฝ้าระวังภัยจากอาชญากรรม

4. พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) : มุ่งเน้นพัฒนาพลเมืองให้มีความรู้และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต สร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้นอกระบบ

5. พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) : มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเมือง หรือใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด เช่น เชื้อเพลงชีวมวล ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน

6. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) : มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ สร้างให้เกิดความเชื่อมโยงและความร่วมมือทางธุรกิจ และประยุกต์ใช้นวัตกรรม ในการพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจ เช่น เมืองเกษตรอัจฉริยะ เมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะ เป็นต้น

7. การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) : มุ่งเน้นพัฒนาระบบบริการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐสะดวก รวดเร็ว เพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้

แก้ Pain Point ด้วยข้อมูล สร้างเมืองอัจฉริยะผ่าน CDP

ผศ.ดร.ณัฐพลกล่าวต่อว่า depa ได้จัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลเมือง (City Data Platform: CDP) เพื่อเป็นศูนย์กลางให้เมืองและจังหวัดต่างๆ ส่งข้อมูลความเป็นอยู่ของประชาชนเข้ามาในระบบ จากนั้นจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์เพื่อหา Pain Point และต่อยอดไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเมืองหรือจังหวัดที่ส่งข้อมูลเข้ามาที่ City Data Platform จะได้รับการพิจารณา“ตราเมืองอัจฉริยะ” และทาง depa จะนำเรื่องเข้าสู่กลไกการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ ผ่านคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบ ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นเขต “เมืองอัจฉริยะ” ในลำดับถัดไป

“ตราเมืองอัจฉริยะ จะช่วยดึงดูดให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ โดยการลงทุนจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงสุด 8 ปี และหากเป็นการลงทุนด้วยเทคโนโลยีที่ depa กำหนดจะสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีผ่านมาตรการ BOI สูงสุดถึง 100%”

ภูเก็ต และ วังจันทร์วัลเลย์ ชูความโดดเด่น บริหารเมืองจากข้อมูล

ผศ.ดร.ณัฐพลกล่าวต่อว่า depa ได้มีการจัดอันดับเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยอิงจากข้อมูลที่เมืองหรือจังหวัดรายงานเข้ามาผ่าน City Data Platform ประจำปี 2566 แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักได้แก่

1. การจัดอันดับเมืองอัจฉริยะระดับจังหวัด (Province-based) : เป็นการจัดประเภทเพื่อพิจารณาการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับจังหวัด จากทั้งหมด 30 จังหวัด โดยผลจากการเก็บข้อมูลปรากฏว่า 3 อันดับแรกคือ

1. จังหวัดภูเก็ต ได้รับคะแนนชี้วัดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด 83.60%

2. จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้คะแนน 76.78%

3. จังหวัดขอนแก่น ได้คะแนน 53.81%

“จังหวัดภูเก็ตโดดเด่นจากการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีการทำฐานข้อมูลตรวจสภาพอากาศเพื่อสร้างความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว รวมถึงมีการพัฒนาระบบคมนาคมที่คำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้เรือไฟฟ้าในการบริการนักท่องเที่ยว ในขณะที่ฉะเชิงเทรามีความโดดเด่นจากการทำศูนย์ Smart Environment Innovation Center (ENIC) เพื่อตรวจจับความเป็นกรด-ด่างของน้ำ และข้อมูลมลพิษทางอากาศ เช่น ค่า PM 2.5 ในบริเวณพื้นที่ชุมชนใกล้เขตอุตสาหกรรม”

2. การจัดอันดับเมืองอัจฉริยะตามพื้นที่ (City-based) : เป็นการจัดประเภทเมืองอัจฉริยะตามเขตพื้นที่ชุมชนหรือในระดับเมือง ที่ส่งเรื่องขอการพิจารณาขึ้นทะเบียนตราเมืองอัจฉริยะ จาก 23 พื้นที่ โดยผลจากการเก็บข้อมูลปรากฏว่า 3 อันดับแรกได้แก่ 1. เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง ได้รับคะแนนชี้วัดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดที่ 83.55% 2. สามย่านสมาร์ทซิตี้ กรุงเทพมหานคร ได้คะแนน 79.02% 3. คลองผดุงกรุงเกษม กรุงเทพมหานคร ได้คะแนน 74.55%

“วังจันทร์วัลเลย์ มีจุดเด่นจากการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อย่างดีเยี่ยม มีการวางระบบเครือข่าย Cloud Sensor ด้านสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมทั้งเมือง มีการจัดทำฐานข้อมูลของเมืองในลักษณะของ Big Data และนำข้อมูลมาใช้ในลักษณะ Digital Twin นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน ด้วยการนำปริมาณปริมาณข้อมูลคาร์บอนจากโครงการต่าง ๆ ในเมืองเข้า T-Ver เพื่อเข้าสู่กระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตอีกด้วย”

3. การจัดอันดับเมืองอัจฉริยะระดับโครงการ (Project-based) : เป็นการจัดอันดับโดยพิจารณาเป็นรายโครงการ เน้นที่จุดเด่นตามมิติการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั้ง 7 ด้านตามดัชนี TSCCI

1. โครงการสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ : ยะลาเมืองอัจฉริยะ จังหวัดยะลา

2. โครงการเศรษฐกิจอัจฉริยะ : ยะลาเมืองอัจฉริยะ จังหวัดยะลา

3. โครงการพลังงานอัจฉริยะ : แม่เมาะเมืองน่าอยู่ จังหวัดลำปาง

4. โครงการการบริหารภาครัฐอัจฉริยะ : ขอนแก่นเมืองอัจฉริยะ จังหวัดขอนแก่น

5. โครงการการดำรงชีวิตอัจฉริยะ : คลองผดุงกรุงเกษม กรุงเทพมหานคร

6. โครงการการเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ : สามย่านสมาร์ทซิตี้ กรุงเทพมหานคร

7. โครงการพลเมืองอัจฉริยะ : ภูเก็ตเมืองอัจฉริยะ จังหวัดภูเก็ต

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกรกฎาคม 2567 ฉบับที่ 507 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...