โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

นาย IDOL สู่องค์หญิงสาม

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2567 เวลา 13.49 น. • เสี่ยวเอ้อเป๋าเป้ย2
idol หนุ่มสุดหล่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ร่างจำลงแม่น้ำ เขาคิดว่าตัวเองคงตายแล้วแต่ทำไมเมื่อลืมตาขึ้นกลับมาอยู่ในร่างของหญิงสาวตัวอ้วนแล้วคนรอบข้างต่างเรียกว่าองค์หญิง 3 แถมยังเป็นคู่หมั้นแม่ทัพใหญ่

ข้อมูลเบื้องต้น

จิวซื่อ
ไอดอลหนุ่มแห่งแดนมังกร ที่ประสบอุบัติเหตุจนย้อนกลับยุคอดีต
ลี่เฟย
องค์หญิงสามแห่งวังต้องห้าม หญิงอ้วนที่ไม่ใฝ่จะมีชีวิตอยู่ต่อ
หยางหลิน
ท่านแม่ทัพผู้กล้าหาญ ชนะทุกสงคราม แต่จะแพ้ให้กับฮูหยิน
ลั่วอิน
คุณหนูตระกูลลั่ว สตรีที่แม่ทัพหยางเคยแอบชอบ
เกาเหอ
รองแม่ทัพ ผู้กวนประสาท ปั่นทุกอารมณ์
เสี่ยวยื่อจื่อ
หญิงรับใช้คนสนิทขององค์หญิงสาม

ตื่นขึ้นมาก็เป็นองค์หญิง

"เฮ้…เฮ้…!!"

"จิวซื่อสู้ๆ จิวซื่อสู้ๆ" เสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มทั่วสนามกีฬาในร่มนั้นยังคงต่อเนื่อง ชายหนุ่มหน้าตาดี ง้างสายธนูเตรียมยิงให้ตรงเป้า สมาธิเป็นสิ่งสำคัญ เขาเพ่งเล็งก่อนปล่อยตามสัญญาณและแน่นอนว่ามันต้องได้…

"สิบแต้ม!" เสียงกรรมการบอกขึ้น เมื่อเขานั้นยิงเข้ากลางเป้าเปะ รอยยิ้มหล่อที่ออกผ่านทางหน้าจอ ทำให้แฟนคลับต่างกรี๊ดไปตามๆ กัน ป้ายไฟวิบวับจนกินพื้นที่ครึ่งสนาม

"จิวซื่อ สู้เขา! รักจิวซื่อที่สุดเลย!!" เสียงแฟนคลับรอบบริเวณ ทำให้เจ้าตัวต้องยกมือโบกทักทายเป็นพิธี

"เขาเก่งขนาดนี้ไม่น่าเป็นแค่ไอดอลแล้วนะครับ ผมว่าส่งเข้าทีมชาติได้เลย!" พิธีกรดำเนินรายการคุยกันอย่างสนุกสนาน แม้ว่าตารางงานจะยุ่งมากแค่ไหน แต่อีเว้นท์กีฬาสี idol ส่วนกลางแบบนี้เขาก็ไม่เคยพลาด จิวซื่อนักร้องชื่อดังในแดนมังกร เขามีหน้าตาหล่อฟ้าประทาน ความสามารถล้นหลาม ดีที่พระเจ้าให้คู่มือการใช้งานความหล่อนี้ให้เป็นประโยชน์มาด้วย ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มีชื่อเสียงและแฟนคลับได้ขนาดนี้

"ต่อไปเป็นการแข่ง คาราเต้ครับ!" เสียงประกาศจากกรรมการ และแน่นอนว่าเขา จิวซื่อนั้นชนะขาดลอยทุกการแข่งขัน สมรรถภาพทางร่างกายเยี่ยมจนครูกีฬาที่ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการหลายท่านยังเอ่ยชม ว่ายน้ำที่ 1 วิ่งผลัดที่ 1

ขึ้นแท่นพิธีรับเหรียญเป็นสิบประเภท จนเหล่าเพื่อนไอดอลพากันอิจฉา

"จิวซื่อ แบ่งให้มั่งสิ อยากได้ไปถ่ายรูปบ้าง"

"เอาไปสิ ฉันยกให้" จิวซื่อบอกแล้วเอาเหรียญออกจากคอตัวเองทันที เขาแบ่งให้เพื่อนและรุ่นน้องในสีเดียวกัน ก่อนจะเดินเข้าห้องพักไปนั่งถอนหายใจ

"จิวซื่อ เดี๋ยวต้องไปอัดรายการต่อนะ" พีดีผู้ดูแลเข้ามาบอกกับนักร้องหนุ่ม

"ผมจะตายแล้วครับ ปั้นหน้ายิ้มไม่ได้หุบ ตอนนี้แทบหลับกลางอากาศแล้ว~" จิวซื่อทิ้งตัวอย่างหมดสภาพ แต่ไม่ว่าจะทำท่าทางแบบไหนเขาก็หล่ออยู่ดี

"ทำไงได้ ช่วงนี้เป็นขาขึ้นของนาย ถ้าไม่รีบกอบโกยไว้จะเสียดายเปล่า"

"สัญญา…นรกชะมัด พี่ก็ยังไม่ได้นอนเลยไม่ใช่หรือไง แล้วพวกเราจะเดินทางกันไหวหรอครับ" จิวซื่อถามพีดีตัวเอง

"ฉันกินกาแฟไปแล้ว เดี๋ยวต้องขับรถต่อ นายก็นอนบนรถไปก่อนละกัน"

แล้วก็ไม่ได้มีทางเลือกใดๆ ให้เขาอีก จิวซื่อเปลี่ยนชุดแล้วต้องเดินไปขึ้นรถที่หน้าประตูทางออก ระหว่างทางก็มีแฟนคลับมารอมากมาย เขาต้องวิ่งเข้าไปรับของขวัญแบบรวดเร็วและเดินขึ้นรถไป โบกมือบ๊ายบายอย่างเป็นกันเอง ทั้งที่เขาเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

"นอนพักก่อนเลย ถึงแล้วเดี๋ยวปลุก" พีดีบอกกับจิวซื่อ ซึ่งไม่ต้องให้บอกรอบสอง เขาก็คอพับหลับได้ทันที ร่างกายที่ทำงานจนนอนไม่ถึงสี่ชั่วโมงต่อวันนี้จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนออกหน้าสู่สังคมได้กัน

"หาว~" พีดีขับรถไปหาวไป เหมือนกาแฟที่เขากินจะไม่ทำงานเท่าไหร่ พอเจอแอร์เย็นๆ ปะทะหน้าตรงๆ แบบนี้ ยิ่งแทบจะลืมตาไม่ขึ้นเลยทีเดียว

ผงก!

"หืม….ฮ้าว~" หาวเป็นรอบที่สองก่อนจะเร่งความเร็วให้ถึงอีกหน่อย เหมือนเมื่อกี้เขาจะผงกหัวไปแล้วหรือเปล่านะ

รถแล่นขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำด้วยความเร็ว จิวซื่อหลับสนิทจนตัวเองนั้นไม่ได้คาดเข็มขัด เพราะไม่สะดวกต่อการนอน พีดีหาวรอบที่สี่ก่อนที่ตานั้นจะปิดลงช้าๆ ทั้งที่เท้ายังเหยียบคันเร่งด้วยความเร็ว

บรื๊นนนนนน! ปัง!! โครม!!!

เสียงชนขอบสะพานดังลั่น ก่อนตัวรถจะหมุนกระแทกกับราวสะพานและพลิกคว่ำตกลงในแม่น้ำ

"เหว๋อออออ!" จิวซื่อแทบจะตื่นด้วยความตกใจเมื่อร่างกายเขาปะทะอย่างแรง รถพุ่งตกลงน้ำจนคันอื่นที่ผ่านมาเห็นต้องรีบจอดดู

"อุบัติเหตุ! โทรเรียกรถพยาบาลเร็ว" เสียงโวยวายบอกกันเป็นทอดๆ เมื่อทุกคนมุงดูอยู่บนราวสะพาน รถค่อยๆ จมลงสู่แม่น้ำแล้วก็มิดไปทั้งคัน จิวซื่อแทบตั้งสติไม่อยู่ ร่างกายบอบช้ำอย่าได้บอกใคร พีดีก็สลบหรือตายเขาไม่อาจรู้ได้ แต่ตอนนี้น้ำกำลังทะลักเข้ามาในรถ เขาต้องพังกระจก ร่างสูงหยิบหัวเบาะออกมาเจาะกระจกแรงๆ มันก็แตกจนน้ำทะลักเข้ามา เขาว่ายน้ำออกจากรถที่กำลังจมดิ่งสู่ก้นแม่น้ำได้ แต่บาดเจ็บภายในแบบนี้จะโผล่ขึ้นน้ำได้อย่างไร

"อึ่ก……ชะ…..ช่วย……" ฟองอากาศปล่อยออกจากปากจนน้ำมากมายทะลักเข้ามาในร่างกายเขา เมื่อแรงที่มีไม่สามารถส่งตัวให้โผล่พ้นน้ำได้ จนร่างกายนั้นค่อยๆ ดิ่งลงตามรถไปเช่นกัน

//ฉัน…ยังไม่….อยากตาย…….

.

.

พรวด!!

"แค่กๆ แค่ก!" ภาพบรรยากาศที่แปลกตานี่มันคืออะไรกัน จิวซื่อตื่นขึ้นมาในอ่างน้ำไม้ขนาดใหญ่ ร่างกายหนักอึ้งจนแทบขยับไม่ได้ เมื่อกี้เขาฝันหรอ แต่ความเจ็บเมื่อกี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลยนะ

"องค์หญิง อย่าพ่นน้ำเล่นสิเพคะ" หญิงสาวในชุดแปลกตาถือผ้าเข้ามาในห้อง เธอวางเอาไว้บนโต๊ะเตรียมจะคลุมปกปิดร่างกายให้เจ้านายของเธอ

//องค์หญิงอะไรนะ?

"ที่นี่….."

"ท่านเป็นอะไร สีหน้าไม่สู้ดีนัก ให้ข้าไปตามหมอหลวงดีมั้ย?" หญิงสาวเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง จิวซื่อพยายามลุกขึ้นจากอ่าง แต่ทำไมร่างกายถึงได้หนักขนาดนี้

//หืม….อะไรเนี่ย หน้าอกที่นูนเนินจากเดิมนี่มันอะไร แขนขาที่อวบใหญ่ไซต์พิเศษ น้ำหนักที่ทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวได้อย่างอิสระ หรือว่า….กำลังฝันอยู่

"กระจก….ขอกระจกหน่อย" เสียงก็นุ่มนิ่มอ่อนวานซะเหลือเกิน หญิงสาวรับใช้ดูแปลกใจจนต้องเดินไปหยิบกระจกบานเล็กมาส่งให้ จิวซื่อรับมามองดูตัวเองก็แทบจะช็อคค้าง

"นี่มันใครเนี่ยยยยย!!?" เขาอุทานเสียงดัง

"ก็องค์หญิงไงเพคะ ปกติท่านไม่เคยถามหากระจก เหตุใดวันนี้จึงอยากดูหน้าตัวเองขึ้นมา?" สาวใช้ถามอย่างสงสัย เพราะด้วยรูปร่างอ้วนท้วนนี้องค์หญิงมักจะปฏิเสธตัวเองผ่านกระจกและเงาน้ำต่างๆ เพื่อหนีความจริง แต่วันนี้นอนแช่น้ำแล้วตื่นขึ้นมาถึงถามหากระจกเป็นอย่างแรก

"องค์หญิงงั้นหรอ ใครคือองค์หญิง?" จิวซื่อถามอย่างโวยวาย ก่อนจะยกมือจับคอตัวเอง เสียงที่ไพเราะแบบชายแท้ได้หายไป หน้าอกสองเต้านี่ก็ของจริง? มืออ้วนบีบจับหน้าอกตัวเองเพื่อทดสอบ

ปิ๊บๆ

"ย๊ากกกกกกก!! ฝันร้ายแน่ๆ ตื่นๆ สิจิวซื่ออออออ!!" เขาแทบจะช็อคตาย ไม่เข้าใจสถานการณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น สาวใช้ต้องรีบจับตัวองค์หญิงเอาไว้ แล้วใช้ผ้าปกปิดร่างกายที่เปลือยเปล่านี้

"ไม่ได้นะเพคะ! องค์หญิงยังไม่ได้ทรงอาภร จะออกไปเช่นนี้ไม่ได้!!"

คำพูดของสาวใช้รีบห้ามคนที่กำลังจะเตลิดออกนอกห้อง เขาตายแล้วเกิดใหม่ หรืออุบัตินั้นทำให้จมน้ำแล้วข้ามมิติมาในที่แห่งนี้ จะยังไงก็แล้วแต่… ทำไมต้องเป็นผู้หญิงร่างอ้วน แถมมียศฐาบันดาศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง งานแสดงเขาก็ผ่านมาบ่อย หรือว่านี่จะเป็นรายการวาไรตี้?

"กล้องอยู่ไหน กล้องๆ " จิวซื่อถามแล้วจับผ้าห่อตัวเดินหารอบห้องอาบน้ำ แต่สถานที่ที่เหมือนตำหนักโบราณนี้จะมีอยู่จริงได้ยังไง ปกติเวลาถ่ายทำก็สร้างในสตูดิโอทั้งนั้น แล้ว………?

"องค์หญิงหาสิ่งใดอยู่เพคะ?" สาวใช้ถามอย่างเป็นกังวล เริ่มกลัวกับท่าทางแปลกไปของเจ้านาย //หม่อมฉันจะวิ่งแล้วนะเพคะ!

"ถ้านี่เป็นความจริง แปลว่าตายแล้วมาอยู่ในร่างนี้งั้นหรอ ในยุคสมัยของอดีตซะด้วย งั้น…….?" จิวซื่อก้มลงมองหว่างขาตัวเอง ที่พุงย้อยจนแทบจะมองไม่เห็น เขาก้มลงควานหาสิ่งที่เคยห้อยโตงเตงเวลาอาบน้ำ ตอนนี้มันหายไปแล้ว!!

"ของฉัน….ช้างน้อยของฉัน….อ๊ากกกกก!! หายไปไหน!!"

"องค์หญิงเพคะ!!" แล้วความปั่นป่วนก็เริ่มเกิดขึ้นในตำหนัก เมื่อองค์หญิงใช้ผ้าห่อตัววิ่งไปทั่วบริเวณ เหล่าข้ารับใช้ต้องวิ่งหลบกันให้วุ่น เกิดใครบังอาจมองคงถูกควักลูกตาทั้งเป็นแน่

ข้านี่แหละองค์หญิงสาม

"คุณจะบ้าหรือไง!!"

"คุณงั้นหรอ?" หยางหลินจ้องหน้าองค์หญิงอย่างไม่เข้าใจ

"ช่างเถอะ มันเป็นศัพท์ใหม่ที่ข้าคิดขึ้นเอง ยังไงข้าก็ไม่แต่งกับท่านอย่างแน่นอน!"

"ดูเหมือนท่านจะขัดความประสงค์ของฮ่องเต้ไม่ได้หรอก กระหม่อมขอพูดตรงๆ ว่าตัวกระหม่อมเองก็ไม่ได้มีความรักใคร่ชอบพอในตัวองค์หญิงแต่อย่างใด หากแต่ความประสงค์ของฮ่องเต้ที่ถูกประทานลงมานั้นไม่อาจทำให้กระหม่อมปฏิเสธได้"

"มีปากทำไมไม่ปฏิเสธไปเล่า" จิวซื่อบ่นพึมพำไม่อาจให้ท่านแม่ทัพได้ยินในสิ่งที่เขาบ่น

"เอาเถอะ ท่านจะไปไหนก็ไป เรื่องนี้ข้าจะทูลฝ่าบาทเอง ไม่ขอแต่งงานกับท่านเด็ดขาด!"

"ดี! ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลา" หยางหลินก้มหัวให้องค์หญิงเพียงเล็กน้อยและเดินจากไป

//มาเพื่อบอกว่าจะแต่งงานกับข้าเนี่ยนะ รูปร่างหน้าตาแบบนี้ผู้ชายที่ไหนจะอยากได้กันล่ะ จิวซื่อยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองเบาๆ มันก็จ้ำม่ำดีอยู่หรอก แต่จะให้ใส่ชุดเจ้าสาวทั้งที่ยังหุ่นแบบนี้ เขาขอตายรอบสองดีกว่า

"องค์หญิง…ท่านไม่อาจปฏิเสธราชองค์การได้นะเพคะ" เสี่ยวยี่จื่อทักท้วงอย่างเป็นห่วง

"ก็ยังไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรออกมาไม่ใช่หรือไง?"

"ถ้าท่านแม่ทัพมาแจ้งด้วยตัวเองเช่นนี้ หม่อมฉันคิดว่าคงไม่นานจะต้องมีคำสั่งลงมาแน่ เพียงแต่…ราชพิธีจะต้องเป็นไปตามฤกษ์งามยามดีเพื่อสิริมงคลต่อการแต่งงาน ถึงแม้มันจะเกินความคาดหมายของหม่อมฉัน แต่ก็แสดงความยินดีด้วยเพคะ!" เสี่ยวยี่จื่อและข้ารับใช้ คุกเข่าคำนับน้ำตาอาบแก้ม

"หยุดๆ ร้องไห้ทำไมกัน สรุปดีใจหรือเสียใจข้าจะแต่งงานกัน?" จิวซื่อถามงงๆ

"ก็ต้องดีใจสิเพคะ พวกหม่อมฉันคาดหวังให้องค์หญิงได้ออกจากตำหนักที่อยู่ไม่สุขสบายแห่งนี้ ทีแรกคิดว่า…คงไม่มีชายใดจะมององค์หญิงแล้ว แต่ในที่สุดฮ่องเต้ก็มองเห็นพระองค์ และยกให้ท่านแม่ทัพใหญ่ตระกูลหยาง"

"อ่อ….ดีใจที่ไม่ตายอย่างโดดเดี่ยวสินะ เห้ย!…แต่ใครบอกล่ะว่าข้าจะแต่งกับเขา ไม่เอาไม่แต่ง ขอตายอยู่ในนี้ดีกว่า" //จะได้กลับร่างเดิมซะที

"องค์หญิง….นั้นคือทางที่ดีที่สุดต่อชีวิตพระองค์นะเพคะ"

"ชีวิตข้า….ข้าเลือกเอง…ไม่อยากให้ใครมาตัดสินใจแทนให้ จะยกให้คนนู้นดีมั้ย คนนั้นดีหรือเปล่า ไม่เอาๆ ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อเรื่องนี้"

"ไม่ได้นะเพคะ องค์หญิงจะออกจากตำหนักไม่ได้เด็ดขาด!!"

"ยี่จื่อ ถงจื่อ ช่ายจื่อ จื่อถง สรุปพวกเจ้ามาดูแลข้า หรือคุมความประพฤติข้ากันแน่!!" จิวซื่อถามอย่างโมโห ข้ารับใช้มองหน้ากันปริบๆ

"พวกหม่อมฉันมีเหตุผลเพคะ"

"เหตุผลอะไรไหนบอกมาสิ?" จิวซื่อกอดอกยืนฟัง ท่าทางแมนเกินองค์หญิงจนข้ารับใช้ต้องแปลกใจ

"วังหลัง เดิมมีสงครามภายในของหล่าพระสนม เหล่าองค์หญิงที่ไม่เจียมกิริยามักจะถูกกลั่นแกล้งให้เจ็บป่วยจนถึงปางตายเลยเพคะ"

"หึ! นึกว่ามีแต่ในละคร ข้าปกป้องตัวเองได้ สภาพข้าเช่นนี้ใครจะคิดมาแกล้งอีก ไม่ต้องแกล้งก็น่าสมเพชพอแล้ว"

"ไม่ได้นะเพคะ!!"

"เอ๊ะ! นี่ยังไงห๊ะ ข้าอยากออกไปเที่ยวภายนอกบ้างนะ"

"องค์หญิง…ถ้าจะเสด็จออกจากตำหนักให้กระหม่อมทูลฮ่องเต้ก่อนดีมั้ยเพคะ?"

"ทำไมต้องขออนุญาต? ในเมื่อข้าเป็นองค์หญิง"

"แต่ฮ่องเต้จะไม่พอพระทัยที่องค์หญิงออกสู่โลกภายนอกในรูปลักษณ์เช่นนี้นะเพคะ"

"เฮ้อ! นู่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ เอาเถอะ! ข้าจะยอมให้พวกเจ้าครั้งหนึ่งละกัน ถ้าข้าดื้อดึงจะออกไปให้ได้ พวกเจ้าคงจะถูกลงโทษด้วยใช่มั้ย?" เหล่าข้ารับใช้รีบพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม

"งั้นต่อไปนี้ กฎระเบียบภายในตำหนักข้ามีดังต่อไปนี้….หนึ่ง เรื่องอาหาร มื้อเย็นข้าไม่กิน มื้อเช้าขอเป็นอาหารที่เน้นโปรตีนสูง เนื้อไก่หรืออะไรก็แล้วแต่ต้องไม่มีหนัง ส่วนอกได้ยิ่งดี ผักที่มีเส้นใยเยอะๆ"

"เส้นใยหรือเพคะ?"

"อ่อ….คงไม่เข้าใจสินะ พวกผักที่ดีต่อระบบขับถ่ายน่ะ มื้อกลางวัน ไม่ต่างจากเช้าแต่ขอเมนูไม่ซ้ำนะ ข้าเบื่อง่าย"

"เมนูไม่ซ้ำ?" //งงกว่านี้มีอีกมั้ยเพคะองค์หญิง

"สอง ข้าจะไปวิ่งทุกเช้าเย็น หวังว่ารอบตำหนักตัวเองนี่คงไม่มีใครคิดจะขัดขวางข้าออกข้างนอกนะ"

"ถ้าเป็นรอบบริเวณนี้ กระหม่อมจะวิ่งเป็นเพื่อนพะย่ะค่ะ" ช่ายจื่อก้มหัวรับ

"ดี! มีเพื่อนวิ่งก็ดี แต่ข้าวิ่งโหดนะ ยิ่งอ้วนแบบนี้ต้องเอาให้หนักๆ ส่วนข้อสุดท้าย ข้าจะไม่แต่งงาน พวกเจ้าต้องช่วยหาโอกาสให้ข้าเจอกับฮ่องเต้ เอ้อ….เสด็จพ่อเพื่อขอเรื่องนี้ด้วย"

"องค์หญิง…ไม่ได้นะเพคะ!"

"หยุดเลยยี่จื่อ! เจ้าน่าจะเห็นสายตาของแม่ทัพอะไรนะ?"

"แม่ทัพหยางเพคะ"

"เออ นั่นแหละ มองข้าแล้วนี่…. เขามาเพื่อบอกว่าไม่ได้ชอบหรือรักใคร่ในตัวข้า ให้ข้าแต่งงานไปก็อยู่อย่างทุกใจเปล่าๆ อยู่เป็นโสดดีกว่า"

"โสดคืออะไรเพคะ?"

"เฮ้อ….จะพยายามใช้คำศัพท์โบราณให้ละกันนะ อยู่แบบไร้คู่ไง เอาล่ะ! ภารกิจของวันนี้พวกเจ้าแยกย้ายไปพักผ่อนเถอะ พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว มื้อเย็นไม่ต้องเอาเข้ามาเพราะข้ายังอิ่มอยู่ ขอเวลาส่วนตัวนะ"

"องค์หญิงจะกลับเข้าห้องบรรทมหรือเพคะ" ยี่จื่อตามไปติดๆ ก่อนจะโบกมือไล่ให้ข้ารับใช้คนอื่นไปพักก่อน

"จะนอนแล้ว ข้าเพลียๆ"

.

.

ตระกูลหยาง

"เสด็จแม่" หยางหลินก้มคำนับมารดาตนเอง ก่อนหญิงชราจะเข้ามาประคองให้ลุกขึ้น สาวใช้ในตระกูลต่างก็มารอต้อนรับคุณชายกลับบ้าน

"คงเหนื่อยมากสินะ ลูกแม่….หน้าตาเจ้าซีดเซียวยิ่งนัก"

"ท่านแม่ไม่น่าออกมายืนรอข้าเช่นนี้เลย ข้างนอกอากาศเย็นเราเข้าข้างในกันเถอะ" หยางหลินประคองแม่ตนเองเข้าไปนั่งข้างใน การกลับมาของผู้นำตระกูลครั้งนี้ทำให้บ่าวรับใช้มีกำลังใจขึ้นมาก เพราะรางวัลที่ถูกมอบให้นั้นยอะจนทุกคนน่าจะอยู่กันได้สบายไปตลอดชาติ

"เจ้าไปทำสงครามมาตั้งหลายปี แม่ออกไปยืนรอไม่เกินสองชั่วยามแค่นี้ ไม่ถึงตายหรอกน่า"

"ข้าเป็นห่วงสุขภาพท่าน" หยางหลินบอกแล้วรับน้ำชาจากสาวใช้ เธอมองคุณชายด้วยสายตาเป็นประกาย

"เทียนเอ๋อ เจ้าเข้าไปบอกในครัวนะว่าตั้งโต๊ะให้พร้อมเลย หยางหลินจะได้พักผ่อน"

"ค่ะนายหญิง" เทียนเอ๋อย่อรับคำสั่งและเดินไปจัดเตรียมให้ เธอเหมือนสาวใช้คนอื่น แค่เป็นที่เอ็นดูของนายหญิงตระกูลหยางมากกว่านิดหน่อย ก็สามารถชี้นิ้วสั่งคนทำงานได้เช่นกัน

"ท่านแม่ข้ามีเรื่องสำคัญจะต้องบอกท่านก่อน" หยางหลินพูดขึ้นเมื่อจิบน้ำชาเสร็จ เทียนเอ๋อได้ยินคำพูดของคุณชาย ก็ไปยืนหลบอยู่หลังเสาก่อน

"เรื่องอะไร? หน้าตาเจ้าดูเครียดๆ นะ ฮ่องเต้จะส่งเจ้าออกจากเมืองหลวงอีกหรือไง"

"ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ฮ่องเต้…มีรับสั่งจะประทานงานอภิเษกสมรสให้ข้า"

"ทำไมเป็นเช่นนั้น! อย่าบอกนะว่าจะให้เจ้าแต่งกับตระกูลลั่ว!!" นายหญิงถึงกับยกมือกุมอก เธอตกใจจนหน้าเริ่มซีด

"ท่านแม่ฟังข้าก่อน" หยางหลินจับมือท่านแม่เอาไว้

"งั้นเจ้าก็รีบเล่ามา"

"ฮ่องเต้ประทานงานอภิเษกสมรสให้ข้ากับ….องค์หญิงสาม" คำพูดของหยางหลินทำให้เทียนเอ๋อที่อยู่หลังเสาน้ำตาตก เธอแอบรักของเธอมาตั้งแต่เด็ก คุณชายหายหน้าไปจากตระกูลเพื่อทำผลงาน กลับมาก็จะต้องแต่งงานกับองค์หญิงอีก แล้วความสำคัญของเธอที่พยายามประจบนายหญิงตระกูลหยางทั้งหมด ไม่เสียเปล่าอย่างงั้นหรือ…

"องค์หญิงสาม? แม่เคยได้ยินข่าวว่ารูปลักษณ์ไม่น่ามอง เก็บตัวอยู่แต่ตำหนักทางใต้ของวังหลัง ไม่เป็นที่พอพระทัยของฮ่องเต้มาโดยตลอด เหตุใด…ฮ่องเต้จึงจะยกนางให้เจ้า?"

"คงมีเหตุผลบางอย่าง ถึงแม้ว่าข้า…จะไม่ได้อยากแต่งงานกับนาง แต่พระประสงค์ของฝ่าบาทครั้งนี้ ข้าไม่อาจปฏิเสธได้…."

"เฮ้อ….ลูกแม่ ตอนแรกแม่ตกใจว่าเจ้าจะได้แต่งงานกับตระกูลลั่ว ศัตรูคู่แค้นกันมากว่าสิบปี แต่กลับเป็นองค์หญิงจะแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้แทน หากลูกไม่อยากแต่งงาน แม่และทุกคนในตระกูลพร้อมจะรับโทษจากฝ่าบาทให้เอง"

"ไม่ได้หรอกท่านแม่ มันไม่ใช่แค่พวกเรา พี่หญิงอาจจะลำบากเพราะเรื่องนี้ด้วย ข้าไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ การแต่งงานครั้งนี้…ข้ายินดี"

"เจ้ามั่นใจจริงๆ หรือ จะต้องอยู่กับนางไปตลอดชีวิตนะ"

"ข้าไปเจอนางมาแล้ว… นิสัยใจคอที่เจอครั้งแรกออกจะแปลกๆ สักหน่อย แต่รูปลักษณ์นั้นข้าคิดว่านางย้ายเข้าตระกูลเรา ก็คงจะเก็บตัวไม่ออกไปไหนเช่นเดิม แต่งก็คงเหมือนไม่แต่ง…"

"จะว่าไปองค์หญิงสามก็น่าสงสารยิ่งนัก ถ้าไม่ใช่ฮองเฮาต้องสิ้นพระชนม์เพราะคลอดองค์หญิงออกมา ฮ่องเต้ก็คงไม่พิโรธยาวนานมาหลายสิบปีขนาดนี้ แต่ในความคิดของแม่ องค์หญิงก็ไม่ได้มีความผิดอันใด เป็นแค่เด็กที่ไม่รู้ความกับเรื่องทั้งหมด หรือบางที…การจากไปของฮองเฮา ก็อาจจะมาจากการแย่งอำนาจของวังหลังเสียด้วยซ้ำ"

"ท่านแม่ช่างเมตตายิ่งนัก ถ้านางแต่งเข้ามาจริง ข้าต้องขอร้องท่านแม่ให้ช่วยดูแลนางหน่อย ข้ารู้สึกว่ากิริยาของนาง… ออกจะกระโดกกระเดกไปบ้าง ไม่เรียบร้อยเอาซะเลย" หยางหลินบอกแล้วคิดไปถึงตอนที่เข้าไปรับองค์หญิงได้ทัน แต่ตัวหนักจริงๆ จนเขาต้องปล่อยลงแบบไม่ตั้งใจเท่าไหร่

"นางโตมากับข้าดูแลรับใช้ ไม่มีแม่คอยสั่งสอน ฝ่าบาทยังขังนางไว้แต่ในตำหนัก สนมคนอื่นก็ไม่กล้ายุ่ง กิริยามารยาทก็คงจะเป็นเช่นนั้นแหละ"

หยางหลินพยักหน้ารับฟังคำพูดของท่านแม่ เทียนเอ๋อยืนร้องไห้อยู่หลังเสา ปัดป้ายน้ำตาที่อาบแก้มออกแล้วไปจัดเตรียมสำรับอาหารให้คุณชาย

.

.

เช้าวันต่อมา

"หนึ่ง! สอง! หนึ่ง! สอง! หนึ่ง! สอง!" เสียงนับพร้อมข้ารับใช้ทั้งที่ถูกปลุกขึ้นมาออกวิ่งในตอนที่พระอาทิตย์ยังไม่ทันพ้นขอบฟ้าขึ้นมา จิวซื่อนับจังหวะในการวิ่งให้กับเหล่าข้ารับใช้ เธออยู่ในชุดที่ทะมัดทะแมง กางเกงขายาวเสื้อแขนยาว เพราะไม่อาจเปิดเผยเนื้อหนังได้มากกว่านี้ จึงต้องใส่ชุดนี้วิ่ง

"แฮ่ก! อะ…องค์หญิง หม่อมฉันขอพักเหนื่อยก่อนเพคะ" ยี่จื่อไปก่อนคนแรก ขาอ่อนจนล้มลุกคลุกคลาน ตามไม่ทัน

"กระหม่อมด้วยพะย่ะค่ะ!" อีกสามคนก็กลิ้งกับพื้นไปตามๆ กัน จิวซื่อหันมามองทั้งที่เท้ายังไม่หยุดวิ่ง จนเขานั้นไม่สนใจ วิ่งไปต่อข้างหน้าคนเดียว

//ร่างกายนี้หนักชะมัด ปกติเขาน่าจะวิ่งได้มากกว่าสิบรอบ แต่นี่ก็เจ็ดเขาก็หอบหนักซะแล้ว จิวซื่อวิ่งต่อรอบสุดท้ายและเปลี่ยนจังหวะเป็นก้าวเดินช้าๆ ยกแขนขึ้นแล้วหายใจเข้าลึกๆ

"ฮู่ววว! เหนื่อยเอาเรื่องเลยแฮะ" พระอาทิตย์จะขึ้นแล้วด้วย วันนี้พอก่อนละกัน จิวซื่อพูดกับตัวเอง กำลังจะเดินเข้าตำหนัก

"น้องสาม!" เสียงเรียกปริศนาทำให้จิวซื่อต้องหันมองรอบทิศทาง

"น้องสามไหน? ใครเรียกมั้ยเนี่ย!" จิวซื่อมองหาไม่เจอ ก่อนจะตกใจเมื่อคนเรียกนั้นโดดลงมาจากต้นไม้สูง

"เหว๋ออออ! โจรหรอ?!" จิวซื่อถามเสียงดัง ชายหนุ่มที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพงขนาดนี้ไม่น่าใช่โจรล่ะมั้ง

"เจ้าเป็นใคร?!"

"เอ๋…..เราไม่เจอกันอาทิตย์เดียว น้องสามลืมพี่แล้วหรอ?" ชายหนุ่มเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มหล่อ //ดูน่าจะเป็นคนใจดีนะ

"พอดี….ข้าหัวกระทบกระเทือนน่ะ ช่วงนี้จำอะไรไม่ค่อยได้ แม้กระทั่งชื่อคนสนิท" จิวซื่อหาข้อแก้ตัวแล้วมองหาข้ารับใช้ตัวเองด้วย //หนีไปอู้ไหนกันหมด มาช่วยก่อนเร็ววว

"เจ้าเป็นอะไรมากมั้ย ให้ข้าตามหมอหลวงมาดูอาการนะ" มือหนายกขึ้นจับไหล่เขาทั้งสองข้างอย่างเป็นห่วง แถมยังพาหมุนรอบตัวเองเพื่อดูร่องรอยการบาดเจ็บอีกหลายรอบ

"พอแล้วมั้ย ข้ามึนหัว….ว่าแต่ท่านเป็นใคร?"

"อะ….องค์รัชทายาท ถวายพระพรเพคะ" ยี่จื่อวิ่งมาได้ทันเวลาพอดี รีบคำนับองค์ชายอย่างรีบร้อน

"ลุกขึ้นเถอะ พวกเจ้าดูแลองค์หญิงกันยังไง เหตุใดน้องข้าถึงจำชื่อข้าไม่ได้?" องค์รัชทายาทหรือองค์ชายลี่เฉิน พระโอรสลำดับที่หนึ่งของฮองเฮาและฮ่องเต้

"เอ่อ…คือว่า….." ยี่จื่อถึงกับพูดไม่ออกเพราะกลัวโทษ จิวซื่อเข้าใจสถานการณ์รีบวนเปลี่ยนเรื่องคุย

"ท่านพี่…อย่าไปเค้นถามจากนางเลย ข้าไม่ดีเองที่ทำอะไรไม่ระวัง ว่าแต่นี่พระอาทิตย์พึ่งจะขึ้น ทำไมท่านมาหาข้าแต่เช้า แถมยังโดดลงมาจากต้นไม้อีก?" จิวซื่อถามอย่างสงสัย

"อ๋อ…ข้าออกไปเที่ยวนอกวังมา ตำหนักของเจ้าอยู่ติดกับรั้วขอบวังด้านหลังมากที่สุด ข้ามักจะออกทางนี้อยู่บ่อยครั้งเพราะไม่ต้องเดินไกลไปถึงประตูใหญ่ด้านหน้า เรื่องนี้เจ้าก็จำไม่ได้หรือ?" ลี่เฉินถามกลับอย่างเป็นห่วง

"ข้า…อ๋อ…หนีเที่ยวงั้นหรอ ปกติองค์รัชทายาททำแบบนี้เป็นปกติสินะ"

"หืม….เรียกท่านพี่ลี่เฉินสิ ปกติเจ้าไม่เรียกข้าเต็มยศนะ"

//ห้วย….เอาใจยากจังฟ่ะ

"หม่อมฉัน….สับสนนิดหน่อยน่ะเพคะ การเรียบเรียงคำเลยแปลกๆ ท่านพี่โปรดอย่าสนใจ" จิวซื่อพยายามแถไปเรื่อย

"ลี่เฟยของข้า…. นี่เจ้าออกมาวิ่งตอนเช้าจนเหงื่อท่วมกายขนาดนี้ เจ้าเตรียมจะไปสู้รบกับใคร?" ลี่เฉินถามเสียงเข้ม จิวซื่อพอจะดูออกว่าอีกฝ่ายเหมือนเป็นพี่ชายที่ห่วงและหวงน้องสาวน่าดูเลย

"หม่อมฉันอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองน่ะเพคะ"

"เปลี่ยนแปลงตัวเอง…. ทำไมล่ะ ข้าชอบในแก้มอ้วนๆ ของเจ้านะ" ลี่เฉินบอกแล้วจับแก้มยุ้ยดึงไปมา

"องค์รัชทายาท ทำแบบนั้นไม่เหมาะสมนะเพคะ" ยี่จื่อกล่าวเตือนเสียงสั่น แม้จะกลัวการถูกลงโทษแต่อะไรไม่ดีก็ต้องบอก

"ท่านพี่ปล่อยแก้มข้าก่อน…อื้อออ!" จิวซื่อจับมือแกร่งให้ออกจากแก้มตนเอง จะบีบอะไรขนาดนั้น

"เดี๋ยวข้าต้องไปเปลี่ยนชุดเข้าเฝ้าเสด็จพ่อแล้ว ยังไงคืนนี้พี่จะมาหาเจ้านะ"

"ไม่ต้องมาก็ได้นะเพคะ" (^^) จิวซื่อบอกด้วยรอยยิ้ม ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มเลย //ไม่ต้องมารบกวนเขาจะได้มั้ย!!

"ไม่ต้องกังวลว่าพี่จะลำบากหรอกน้องหญิง รอพี่ได้เลย พี่จะเอาขนมอร่อยๆ มาฝากเจ้าอย่างแน่นอน" ลี่เฉินบอกแล้วเดินจากไป เขาหายวับเข้าไปในพุ่มไม้ เหมือนนินจา

//อะไรของเขา? จิวซื่อได้แต่ยืนงง

"องค์หญิง…นั่นองค์รัชทายาทลี่เฉินเพคะ" ยี่จื่อบอกเสียงเบา

"อืม…พึ่งรู้เมื่อกี้นี้ล่ะ ช่วงนี้จำหน้าใครไม่ได้ เจ้าอย่าห่างตัวข้านักล่ะ จะได้ช่วยกระซิบบอกหน่อยว่าใครเป็นใคร"

"ให้หมอหลวงมาดูอาการเถอะนะเพคะ"

"มาดูก็เท่านั้น ดีไม่ดีหาว่าข้าสมองฟั่นเฟือนอีก" //ก็เกือบจะบ้าเหมือนกันแหละ

"ว่าแต่….ปกติข้ากับท่านพี่สนิทกันหรอ?" จิวซื่อถามพร้อมกับเดินเข้าตำหนักโดยมียี่จื่อเดินตามท้าย

"องค์หญิงเป็นที่เอ็นดูขององค์รัชทายาทมากเพคะ องค์หญิงลี่อิงก็รักพระองค์มากเช่นกัน แต่เพราะองค์หญิงสองนั้นต้องแต่งงานไปไกล จึงไม่ได้อยู่ดูแลหรือปกป้ององค์หญิงได้อีกแล้ว"

"อยู่ใกล้ข้าก็พานจะลำบากกันหมด แต่ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมข้าถึงหุ่นแบบนี้ ในเมื่อเสด็จพี่…จ้องแต่จะขุนขนมตลอดเวลา"

"แล้วทำไม…องค์รัชทายาทถึงชอบใช้เส้นทางนี้ออกจากวังล่ะ?"

"เพราะกำแพงหลังตำหนักมิได้สูงมากเพคะ ถ้าปีนข้ามออกไปได้ก็สามารถภายเรือข้ามแม่น้ำแล้วเจอกับชุมชนภายนอก เดินอีกสักหน่อยก็จะเข้าเขตหอนางโลมเพคะ"

"อ๋อ….น่าสนใจดีนะ" (^^) จิวซื่อเหมือนมีความคิดดีๆ ออก

"องค์หญิงจะเสด็จหนีออกไปเที่ยวไม่ได้นะเพคะ ถ้าถูกจับได้ต้องโดนลงโทษหนักแน่ๆ พวกหม่อมฉันก็จะหัวหลุดออกจากบ่าด้วย" ยี่จื่อบอกอย่างกลัวๆ

"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ถ้าจะไปต้องไม่ให้ใครลำบากแน่นอน แล้วก็ปิดประตูตำหนักด้วย ถ้าไม่มีคำสั่งข้าใครก็ห้ามเข้า ยกเว้นพวกเจ้าสี่คน"

"องค์หญิง…แต่องค์รัชทายาทบอกจะมาหาตอนค่ำนะเพคะ"

"ไม่รับแขก!" จิวซื่อตอบกลับไม่สนโลกทั้งนั้น เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ฟิตหุ่นแบะออกกำลังกาย มีหนังสือมาให้อ่านบ้าง ซึ่งบางตัวก็ยังไม่ถูกปรับจนทนสมัย ทำให้อ่านลำบาก….. แล้วช่วงเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปจนถึงสองเดือน จิวซื่อไม่พบใครทั้งสิ้น ซึ่งคนที่จะมาหาก็ไม่มีใครนอกจากองค์รัชทายาทเพียงคนเดียว ที่มาทีไรก็ถูกเขาปฏิเสธการพบหน้าตลอด และเขาก็ยังออกวิ่งทุกเช้า ออกกำลังกายอย่างหนัก จนบัดนี้… เสื้อผ้าอาภรทั้งหลายนั้นต้องถูกเปลี่ยนไซต์ทั้งหมด

.

.

"ฝ่าบาท เช้านี้มีปรึกษาราชกิจกับเหล่าขุนนางที่ท้องพระโรงนะพะย่ะค่ะ" ขันทีกล่าวรายงานตารางเมื่อฝ่าบาทกำลังเสด็จออกจากตำหนักของสนมนางหนึ่ง

"อืม…ว่าแต่ เรื่องฤกษ์อภิเษกสมรสขององค์หญิงสามกับแม่ทัพหยางไปถึงไหนแล้ว ข้ามีคำสั่งออกไปตั้งนานแล้วนิ ทำไมกรมพิธีการยังเงียบอยู่"

"การดำเนินงานถูกทำล่วงหน้าไปแล้วพะย่ะค่ะ เพียงแต่ฤกษ์อภิเษกนั้นมีตอนข้างแรม เดือนอ้าย ซึ่งจะเกิดขึ้นจากนี้อีกหนึ่งเดือน โหฬหลวงกำหนดใช้วันนั้นในการทำพิธี เห็นว่าจะแจ้งในท้องพระโรงวันนี้พ่ะย่ะค่ะ"

"อืม…ก็ดี ทำให้เสร็จๆ ไปซะ องค์หญิงจะได้ออกจากตำหนักไปอยู่นอกวัง ข้าหวังว่าเด็กคนนั้นจะไม่แค้นเคืองข้าที่กักตัวนางไว้เช่นนั้น"

"องค์หญิงต้องทรงทราบในความประสงค์ดีอย่างแน่นอน ฝ่าบาททรงวางพระทัย"

"งั้นเจ้าช่วยจัดการส่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับไปให้ที่ตำหนักขององค์หญิงสามด้วย แล้วก็ทำประกาศราชโองการในท้องพระโรงวันนี้ อีกหนึ่งเดือน…ทุกอย่างจะได้เสร็จสิ้นซะที"

"กระหม่อมรับบัญชา"

ฝ่าบาทเสด็จเข้าท้องพระโรงเพื่อว่าราชกิจก่อนในช่วงเช้า พร้อมประกาศราชโองการประทานอภิเษกสมรสองค์หญิงสามให้กับแม่ทัพหยางหลินอย่างเป็นทางการ ร่างสูงผู้มุ่งแต่กับการฝึกทหารไม่ได้ย่างกายเข้าไปหาองค์หญิงที่ตำหนักอีก ก็น้อมรับบัญชา เกาเหอนั่งเข้าเฝ้าอยู่ข้างๆ คอยมองสีหน้าเพื่อนตลอด แต่หยางหลินก็เย็นชากว่าที่คิด แทบไม่แสดงความรู้สึกยินดียินร้ายใดๆ ออกมาเลย

.

.

"องค์หญิง เช้านี้ไม่ทรงวิ่งหรือเพคะ?" ยี่จื่อมาเปิดม่านในช่วงเช้าของวันใหม่ ดูเหมือนองค์หญิงจะนอนหลับเพลินไปหน่อย

"หาว~ อืม….ปวดเมื่อยจัง เมื่อวานยิงธนูเพลินไปหน่อย กล้ามเนื้อแขนข้าล้าหมดเลย"

"งั้นวันนี้จะพักสักหน่อยมั้ยเพคะ ช่วงเช้าแช่น้ำนมอุ่นๆ ดีต่อสุขภาพผิวและผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วย" ยี่จื่อบอกแล้วเปิดม่านของเตียงนอนออก บัดนี้องค์หญิงสามนั้นร่างกายเล็กเหลือเพียงเอวบาง ผิวขาวละเอียดอ่อนจากการบำรุงผิวอย่างดี ปากหยักกระจับได้รูป ความงามที่ได้รับมานั้นไม่ต่างจากฮองเฮาในตอนยังสาวเลย เพียงแค่เขาถูกรูปลักษณ์ที่อ้วนท้วนนั้นบดบังเอาไว้ ตอนนี้เขาพร้อมจะออกไปเจอโลกภายนอกแล้ว คืนนี้เขาจะออกจากวัง

"องค์หญิง…กระหม่อมไม่อยากเชื่อเลยเพคะ ว่าพระองค์จะทรงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ฮึ่ก ฮือ…..!"

"ข้าเปลี่ยนไปแล้วเจ้าร้องไห้ทำไมยี่จื่อ?"

"หม่อมฉันดีใจเพคะ อดทนร่วมวิ่งกับองค์หญิงในทุกเช้า พยายามจัดสรรอาหารตามคำสั่ง ไม่คิดเลยว่าจะทำให้พระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้" ยี่จื่อปาดน้ำตาตัวเอง มันปลื้มปริ่มมากจริงๆ ยิ่งองค์หญิงได้สวมอาภรสวยแล้วเหมือนฮองเฮาไม่ผิดเพี้ยนเลย

"เจ้าพูดดี งั้นเช้านี้แช่น้ำนมอย่างที่เจ้าบอกละกัน งดวิ่ง… ไปบอกเจ้าพวกนั้นด้วย" จิวซื่อบอกด้วยรอยยิ้มสวย เขาปั้นร่างกายนี้ให้เพอร์เฟ็คได้ตามที่หวัง พร้อมจะปีนกำแพงสูงออกไปเที่ยวด้านนอกแล้ว และอีกอย่าง…ผ่านมาถึงสองเดือน ยังไม่มีราชโองการลงมาว่าจะให้ข้าแต่งกับแม่ทัพหยาง หรือบางทีฮ่องเต้อาจเปลี่ยนใจไปแล้ว….

//ก็ดี จะได้ไม่ต้องคิดมากกับเรื่องนี้อีก ประทานหญิงสาวมาให้เขาเชยชมยังดีกว่ายกเขาให้ท่านแม่ทัพละกันนะ

"น้ำนมเตรียมพร้อมแล้วเพคะ" ยี่จื่อเข้ามาช่วยถอดเสื้อผ้าออก จิวซื่อลงแช่ในอ่างอย่างสุขอารมณ์ การอยู่ในตำหนักเก่านี้ไม่ได้ลำบากอะไรเพราะเขาปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่เขาคงจะคิดหนักมากกว่าหากต้องย้ายออกไปอยู่นอกวัง เป็นฮูหยินอะไรนั่น

ยี่จื่อจัดการเตรียมเครื่องเสวยและกลับเข้ามาแต่งตัวให้องค์หญิงใหม่ เครื่องประดับมากมายที่ไม่เคยได้สวม ตอนนี้จิวซื่อเป็นฝ่ายเลือกเองทุกชิ้น เขามีความสามารถในการแต่งตัวอยู่แล้ว การจะทำให้ดูสง่างามนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

"งามมากเลยเพคะ" ยี่จื่อบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เครื่องสำอางค์ที่ถูกแต่งเติมลงบนใบหน้าทำให้ดูมีเสน่ห์ขึ้นอย่างมาก ทำให้ร่างกายเจ้างดงามขนาดนี้ เมื่อไหร่จะปล่อยข้ากลับโลกแห่งความเป็นจริงซะที…

"องค์หญิงสามรับราชองค์การ!!" เสียงประกาศจากขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ ทำให้ยี่จื่อต้องรีบพาองค์หญิงออกไปที่หน้าตำหนัก ขันทีมากมายหอบหีบเสื้อผ้าและเครื่องประดับตามหลังมาเพียบ จิวซื่อถึงกับงง

"ทำอะไรยี่จื่อ?"

"องค์หญิงคุกเข่าก่อนเพคะ รับราชการโองการจากฮ่องเต้" ยี่จื่อกระซิบบอก จิวซื่อจำใจต้องคุกเข่างงๆ ขันทีมองหน้าจิวซื่อแล้วก็มองไปรอบๆ ตำหนัก

"ยี่จื่อ องค์หญิงของเจ้าไปไหน?" ขันทีต้วนถามหาองค์หญิงสาม ยี่จื่อก็งงตามในเมื่อองค์หญิงคุกเข่าอยู่ตรงนี้แล้ว

"องค์หญิงก็นั่งคุกเข่าอยู่นี่ไงล่ะขันทีต้วน" ยี่จื่อบอกกับ ขันทีต้วนถึงกลับตาโตเมื่อได้เห็นหน้าของจิวซื่อชัดๆ

"อะ…องค์หญิงสาม เหตุใดพระองค์ถึง….!!" ขันทีต้วนตกใจหนักมาก จะบอกว่าตัวปลอมก็คงไม่ใช่เพราะเขาคือคนสนิทของฮ่องเต้ ใบหน้านี้คือพระพักตร์ของฮองเฮาไม่มีผิด

"หน้าข้ามีปัญหาอะไร? จะพูดอะไรก็รีบพูดสิ คุกเข่าแบบนี้มันเมื่อยนะ" จิวซื่อบอกกลับ ขันทีจึงจำใจต้องประกาศราชโองการก่อน

"ราชโองการจากฮ่องเต้ ประทานอภิเษกสมรสองค์หญิงสามกับแม่ทัพหยางหลิน เนื่องจากคุณงามความดีของแม่ทัพหยางนั้นเลื่องลือและเป็นวีรชนผู้กล้าหาญ เป็นชายที่จะเป็นสามีที่ดีสำหรับองค์หญิงในอนาคต จึงกำหนดวันอภิเษกสมรสในวันข้างแรม เดือนอ้าย!"

"ข้างแรมเดือนอ้าย มันวันไหน?"

"องค์หญิงอย่าพึ่งถามเพคะ" ยี่จื่อกระซิบเบาๆ

"ให้องค์หญิงลี่เฟยเตรียมตัวเข้าพิธีอภิเษกสมรส จบราชโองการ องค์หญิงรับไปสิพะย่ะค่ะ" ขันทีต้นม้วนเก็บและส่งให้ จิวซื่อก็แบสองมือรับมาอย่างงงๆ

"องค์หญิงสาม ข้างหลังของกระหม่อมคือเสื้อผ้าอาภรที่ฮ่องเต้ประทานมาให้พระองค์เพื่อเตรียมตัวในงานอภิเษก"

"ข้าต้องทำอะไรกับสิ่งของพวกนี้?" จิวซื่อถามกลับ

"เดี๋ยวหม่อมฉันจัดการให้เองเพคะองค์หญิง" ยี่จื่อกับยี่ถงรีบเสนอตัวเป็นเรื่องน่ายินดีห้องเต้ทรงประทานให้

"หม่อมฉันขอบังอาจถาม องค์หญิงทำอย่างไรจึงเปลี่ยนไปได้ถึงเช่นนี้?" ขันทีต้วนถามอย่างสงสัย จะบอกว่าไม่ดีก็ไม่ใช่ องค์หญิงทรงสง่างามขึ้น ถ้าฮ่องเต้ได้เห็นคงรู้สึกยินดีเป็นแน่

"ข้า….ไม่ค่อยสบายน่ะ มีช่วงหนึ่งข้าหัวกระทบกระเทือน ความทรงจำบางส่วนข้าหายไป เลยกินอะไรไม่ค่อยได้…" จิวซื่อไม่อยากบอกว่าตัวเองนั้นพาข้ารับใช้วิ่งทุกวัน ในเมื่อจำอะไรไม่ได้อยู่แล้วบอกไปแบบนี้ดีกว่า

"องค์หญิงทรงประชวร เหตุใดไม่ส่งคนไปแจ้งให้หมอหลวงทราบ!!" ขันทีต้วนตำหนิช่ายจื่อ ถงจื่อ เพราะยี่จื่อกับยี่ถงพาคนเข้าไปเก็บของด้านใน

"พวกกระหม่อมสมควรตาย!!" ชายจื่อ ถงจื่อรีบก้มกราบ

"สมควรตายอะไรกัน ข้าป่วยเอง ไม่เกี่ยวกับพวกเขา ขันที….ต้วนใช่มั้ย? ได้ยินยี่จื่อเรียกแว่วๆ ข้าจะถามว่าราชโองการนี้ข้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธได้เลยหรอ?" //ตอนแรกเขาคิดว่าฮ่องเต้คงลืมไปแล้ว ไหง๋วันนี้มีคำสั่งลงมาได้

"ไม่สามารถฝ่าฝืนได้พะย่ะค่ะ กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ฮ่องเต้ทรงเลือกคู่สมรสที่เหมาะสมแก่หน้าตาของราชวงศ์ให้องค์หญิงแล้ว ไม่ต้องกลัวจะเสียชื่อเสียงอย่างแน่นอน"

"เฮ้อ….ข้าต้องตายทั้งเป็นแน่"

"เสร็จสิ้นภารกิจของกระหม่อมแล้ว ขอทูลลา" ขันทีต้วนรีบบอกทันทีเมื่อคนขนของเดินกลับออกมาหมดแล้ว เรื่องที่องค์หญิงทรงเปลี่ยนไปเช่นนี้ต้องรีบรายงานให้ฮ่องเต้ทรงทราบซะหน่อยแล้ว

"อะไรของเขา? รีบมารีบไป" จิวซื่อได้แต่บ่นพึมพำ เดินกลับเข้าตำหนักไม่ได้รู้ถึงโชคชะตาในภายภาคหน้าที่ความวุ่นวายครั้งใหญ่กำลังรออยู่…..

ข้าคือว่าที่สวามีของพระองค์

ตัดภาพกลับมาที่ท้องพระโรง

"ทูลฝ่าบาท แม่ทัพหยางนั้นมี……"

"แม่ทัพเกา!" หยางหลินพูดขัดเพื่อนเอาไว้ก่อน เกาเหอจึงเลือกที่จะไม่พูดต่อ ทั้งที่จริงจะขอประทานอภิเษกกับคุณหนูตระกูลลั่วให้ต่างหาก

"เอาล่ะๆ วันนี้คงเหนื่อยกันมากแล้ว พวกเจ้าไปพักผ่อนเถอะ ส่วนเรื่องอภิเษกข้าจะกำหนดวันอีกที แล้วให้กรมพิธีการไปหา"

"เป็นพระมหากรุณาธิคุณพะย่ะค่ะ!" ทั้งสองแม่ทัพบอกเสียงเข้ม กราบทูลลาและเดินออกจากท้องพระโรง

ฮ่องเต้นั่งยิ้มอยู่คนเดียว จะบอกว่าเคยโกรธองค์หญิงสามมาก่อนก็คงใช่ แต่เลือดเนื้อเชื้อไขยังไงก็ตัดไม่ขาด จะยกให้ใครก็ไม่มีใครอยากได้ แม่ทัพหยางเป็นผู้นำที่ดี จดจ่ออยู่แต่กลับสงคราม ยกองค์หญิงให้ไปคงไม่กระทบต่อชีวิตสักเท่าไหร่ ดีกว่าอยู่เป็นหม้ายตายภายในวังหลวง

"ทำไมไม่บอกไปว่าไม่อยากแต่งกับองค์หญิงสาม" เกาเหอถามเพื่อนสนิทเมื่อพากันเดินออกจากท้องพระโรง

"ฮ่องเต้ตั้งใจยกให้ข้า คงคิดว่าชาตินี้ข้าคงไม่มองสตรีนางใดอีก จะปฏิเสธได้ยังไง" หยางหลินบอกกับเพื่อนเสียงเรียบ

"แต่เจ้าชอบแม่นางลั่ว"

"ตระกูลลั่วไม่ลงรอยกับตระกูลหยางของข้า พ่อของนางคงไม่ยอมยกให้แน่ อีกอย่าง….ข้าดูออกว่าใต้เท้าลั่วคิดจะยกนางให้เป็นพระสนม"

"แล้วเจ้าก็จะปล่อยนางไปอย่างงั้นหรือ?"

"ข้าไม่ได้จมปักกับความรักขนาดนั้น ข้าแค่ชอบนาง ไม่ได้ต้องการครอบครอง" หยางหลินบอกกับเพื่อนสนิท

"แต่เจ้าเป็นน้องชายของพระสนมเอก ลองทูลขอเรื่องนี้กับพี่เจ้าดูสิ นางอาจจะไม่อยากให้ฝ่าบาทรับสนมเพิ่มก็ได้"

"มันไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่มีเรื่องเกี่ยวกับอำนาจภายในวังเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ข้าไม่อยากให้พี่หญิงต้องลำบากพระทัย"

"พูดแบบนี้… เจ้าจะยอมรับองค์หญิงสามเป็นฮูหยินอย่างนั้นหรือ?"

"ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าองค์หญิงสามเลยตั้งแต่ขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่" หยางหลินบ่นพึมพำกับเพื่อน เกาเหออยากจะบ้าจริงๆ

"องค์หญิงสามน่ะลูกชังของฮ่องเต้ ไร้ตัวตนในวังหลวง ใช้ชีวิตอยู่ทางตำหนักใต้ แถมยังรูปลักษณ์น่าเกลียดด้วย" เกาเหอกระซิบบอกในประโยคท้าย

"ระวังปากเจ้าหน่อย" หยางหลินเตือนเพื่อน

"ข้าพูดเรื่องจริง ไม่เชื่อเจ้าก็ลองไปดูเองสิ" เกาเหอบอกกับเพื่อนที่เดินนำไปก่อน หยางหลินเดินแยกทางไปที่ตำหนักพระสนมเอก เพื่อเข้าเฝ้าพี่สาวผู้เป็นที่รัก

"ถวายบังคมพระสนมเอก"

"น้องหยาง ลุกขึ้นเถอะ" พระสนมเอกรีบเข้ามาประคองท่านแม่ทัพ หยางหลินมองด้วยสายตาอบอุ่น

"สีหน้าพระสนมดูมีความสุขนะพะย่ะค่ะ"

"พอดีฮ่องเต้ประทานต้นแอปเปิ้ลมาให้ที่ตำหนัก มันค่อนข้างดูแลยากแต่ก็รอดมาได้ ตอนนี้พี่กำลังรอผลของมันอยู่ หวังว่าจะได้ถวายให้ฮ่องเต้ทรงลิ้มลอง"

"พระสนมเอกยังคงใส่ใจเช่นเดิม"

"แล้วท่านแม่ทัพล่ะ สีหน้าดูเหนื่อยนะ"

"นิดหน่อยพะย่ะค่ะ อาจจะเหนื่อยจากการเดินทาง คิดว่าได้พักก็คงหาย"

"เจ้าออกทำสงครามอยู่บ่อยครั้ง ท่านแม่คงเป็นห่วงมาก ยังไงก็รีบกลับไปหาล่ะ ไว้แอปเปิ้ลต้นนี้ออกผล ข้าจะให้คนเก็บไปฝากที่ตระกูลหยางของเรา"

"ขอบพระทัยพะย่ะค่ะพระสนมเอก"

"เรียกพี่หญิงสิ…" หญิงสาวบอกด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เธอสวยและยังสาว เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้

"พี่หญิง… มีอีกเรื่องที่ข้าอยากถาม" หยางหลินถามเสียงเบา พระสนมเอกหันไปโบกมือไล่สาวใช้ให้ออกห่างจากบริเวณนี้

"เรื่องอันใด?"

"ฮ่องเต้จะประทานอภิเษกสมรสให้กระหม่อมกับองค์หญิงสาม ตอนนี้…องค์หญิงอยู่ที่ไหนพะย่ะค่ะ?" หยางหลินถามพี่สาวเสียงเบาเพราะเขาไม่เคยเห็นหน้าจึงอยากเจอ พระสนมเอกดูตกใจไม่น้อย

"เหตุใดฮ่องเต้จึงตัดสินพระทัยเช่นนั้น เดี๋ยวพี่จะ……"

"อย่าพะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เป็นอะไร แค่อยากเจอหน้าองค์หญิงสักครั้ง อย่างน้อยก็ได้เตรียมใจที่จะเป็นคู่สามีภรรยาในอนาคต" หยางหลินบอกกับคนเป็นพี่ พระสนมเอกดูลำบากใจไม่น้อย

"แม้ว่าองค์หญิงสามจะไม่เข้ามายุ่งเรื่องวังหลัง และอยู่ที่ตำหนักของตัวเองตลอดเวลา แต่เหตุที่รูปร่างอัปลักษณ์นั้นก็เป็นเรื่องจริงนะหยางหลิน" พระสนมเอกบอกกับน้องอย่างเป็นห่วง

"กระหม่อมจะให้เกียรติในน้ำพระทัยของฝ่าบาท ไม่แสดงความรู้สึกไม่ดีออกมาอย่างแน่นอน"

"แม้นางกับพี่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน แต่ทุกครั้งที่พบนางก็มักจะเงียบไม่มีเสียงทักทายใดๆ เสมอ"

"ไม่ได้มีนิสัยดุร้ายเหมือนที่ท่านพี่เจอในวังหลังใช่หรือไม่?"

"ไม่เลย อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองซะมากกว่า ถ้าเจ้าอยากไปหานางให้เดินเลียบตำหนักของฮองเฮาไปทางใต้ ทางอาจจะรกสักหน่อยนะ ด้วยความที่ฮ่องเต้ไม่ทรงโปรดองค์หญิง การดูแลจึงไม่ค่อยได้รับเท่าไหร่"

"พะย่ะค่ะ งั้นหม่อมฉันขอทูลลา" พระสนมเอกยิ้มให้กับน้องชาย หยางหลินเดินออกจากตำหนักของพี่สาวแล้วตรงไปตามทางที่บอกไว้ เขาก้าวข้ามผ่านใบไม้ที่เต็มทางเดิน เหมือนทางไปตำหนักร้างซะยิ่งกว่า

"องค์หญิง! ทรงปีนขึ้นไปไม่ได้นะเพคะ" เสียงนางกำนัลเรียกกันวุ่นวาย

"องค์หญิงลงมาเถิดพะย่ะค่ะ เกิดทรงบาดเจ็บพวกกระหม่อมได้หัวหลุดออกจากบ่าแน่!!"

"องค์หญิง!!" เหล่าข้ารับใช้ยืนมองอะไรกันอยู่ที่หน้าประตูของตำหนัก

"รู้แล้วน่าๆ ขอขึ้นมาดูวิวแปบเดียวเอง อยากรู้ว่าวังหลวงมันจะใหญ่สักแค่ไหนกันเชียว" จิวซื่อบอกแล้วปีนขึ้นไปถึงด้านบนสุดของประตูบานใหญ่ เขายืนมองบนที่สูงแบบนี้จะสามารถเห็นได้ระยะไกล แม้จะไม่พ้นประตูวังแต่ก็ยังพ้นประตูตำหนัก ไม่รู้ทำไมเหล่าข้ารับใช้ถึงไม่ให้ออกไปไหนกันนะ

"องค์หญิง!!" เสียงเรียกมากมายทำให้จิวซื่อต้องมองบน เขาเห็นทางเดินไกลสุดตา รอบข้างเป็นป่ารก นี่เขามีฐานะเป็นองค์หญิงแต่ทำไมถึงได้อยู่เหมือนคนกระทำความผิดขนาดนี้

"อยากออกไปเป็นพ่อค้าซะมากกว่า จะได้ร่ำรวย ว่าแต่…หาทางไหนออกจากวังหลวงได้บ้าง หรือว่าต้องทำผิดถึงจะถูกเนรเทศ แบบนั้นก็ลำบากน่ะสิ ถูกลงโทษเฆี่ยนโบยจนตายก่อนซะมากกว่า" จิวซื่อบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะยอมปีนลงให้เมื่อเหล่าข้ารับใช้ร้องไห้จนแทบกราบ

"ลงแล้วๆ ถอยไป!!" จิวซื่อบอกเสียงดัง แม้จะอยู่ในร่างหญิงแต่นิสัยก็ยังคงความเป็นชาย

"ปีนขึ้นก็ลำบาก ปีนลงก็ลำบาก วันนี้ยังกินตามใจปากอีก ติดพุงเลยมั้ยล่ะ อ่ะ! เหว๋ออออ!!" บ่นไม่ทานขาดคำเขาก็พลาดท่าเหยียบกระเบื้องแตกและกำลังร่วงลงไป

"องค์หญิง! กรี๊ดดดด!!" เหล่าข้ารับใช้ร้องเสียงหลง แม่ทัพหยางพุ่งตัวเข้าไปรับไว้ทันที

พรึ่บ!!

"โอ๊ะ! ไม่ยักเจ็บแฮะ?" จิวซื่อหลับตาปี๋เพราะคิดว่าคงกระแทกแต่กลับมีแขนแกร่งมารองรับตัวเขาเอาไว้

"ไม่เป็นไรใช่มั้ย?" หยางหลินถามเสียงเรียบ ใบหน้าหล่ออยู่ห่างจากเขาไม่ถึงคืบ

"มะ…ไม่เป็นไร" หล่อขนาดนี้ถ้าอยู่ในโลกปัจจุบันจะดึงเข้าเซ็นสัญญากับบริษัทไปเป็นนายแบบได้เลยนะเนี่ย

"ดี งั้นข้าปล่อยล่ะ เจ้าตัวหนักเกินไป…"

พลุ่บ! ตุ้บ!

"อั่ก! เจ็บๆ" จิวซื่อถูกทิ้งลงพื้น แม้มันจะไม่ได้สูงมากแต่ก็ทำเขาเจ็บก้น

"องค์หญิงเพคะ!"

"ท่านแม่ทัพหยาง!" เหล่าข้ารับใช้รีบมาช่วยประคององค์หญิงให้ลุกขึ้น

"ทิ้งข้าทำไมเนี่ย?!" จิวซื่อแทบจะหลุดคำด่าออกไปแล้วเชียว หยางหลินยืนสะบัดแขนตัวเองเบาๆ

"ตัวเจ้าหนักเกินไป ข้าอุ้มไม่ไหว…"

//พูดแบบนี้ก็สวยสิ ตัวต่อตัวมั้ยล่ะ (-_-")

"ขอโทษนะที่ตัวหนัก แต่วางดีๆ ไม่เป็นหรือไง โยนลงมาได้ เจ็บก้นชะมัด" จิวซื่อบ่นอย่างหงุดหงิด

"องค์หญิงลี่เฟย ข้ามาเพื่อพบท่าน…" หยางหลินบอกจุดประสงค์ของตัวเอง

"ก็พบแล้วนี่ไง จะเอาอะไรล่ะ?" จิวซื่อถามกลับห้วนๆ คำพูดคำจาทำให้แม่ทัพหยางขมวดคิ้ว

"ฮ่องเต้มีรับสั่งประทานอภิเษกสมรส"

"อภิเษกสมรส? ท่านจะแต่งงานหรอ อ่อ…ยินดีด้วยนะ แล้วมาบอกข้าที่นี่ทำไม?" จิวซื่อถามงงๆ

"คู่สมรสของข้าคือท่านยังไงล่ะ…."

"…………………!!"

เหมือนสมองของจิวซื่อหยุดสั่งการไปชั่วขณะ นอกจากจะมาอยู่ในร่างนี้แล้ว ยังจะถูกจับแต่งงานในไม่ช้าอีก //เอาชีวิตไอดอลฉันคืนมาาาาาา (T^T)

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...