โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาเป็นภรรยาแสนเกียจคร้านในยุค80

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 19 พ.ค. 2567 เวลา 12.08 น. • โต๊ะอี้
หญิงสาวยุค 2024 ที่ทำงานหนักจนหัวใจวาย ได้มาอยู่ในร่างของหญิงงามแสนเกียจคร้านในปี 1980 ที่สามีกำลังจะขอหย่า สลัดคราบภรรยาที่เกียจคร้าน จนเพื่อนบ้านคิดว่าผีขยันเข้าสิง

ข้อมูลเบื้องต้น

หญิงสาวยุค 2024 ที่ทำงานหนักจนหัวใจวาย ได้มาอยู่ในร่างของหญิงงามแสนเกียจคร้านในปี 1980 ที่สามีกำลังจะขอหย่า เมื่อกลับไปไม่ได้ และต้องเป็นหม้ายที่ไร้ที่พึ่งพิง เธอจะต้องหาอาชีพเลี้ยงตัวเอง

ติดที่ชาติก่อนเธอทำงานหนักจนหัวใจวายตายนี่สิ… ทว่าตายเพราะทำงานหนักจนหัวใจวาย ก็ยังดีกว่าตายเพราะเป็นหม้ายที่อดอยาก แต่ใครเล่าจะปล่อยให้ตัวเองหัวใจวายตายซ้ำสอง

หึ!! หย่าก็หย่า รู้จักมักคุ้นกันเสียที่ไหน ดีเสียอีกจะได้ไม่ต้องเปลืองตัว ออกไปใช้ชีวิตที่อิสระ ทำมาหากินด้วยความสามารถที่มี สลัดคราบภรรยาที่เกียจคร้าน จนเพื่อนบ้านคิดว่าผีขยันเข้าสิง

ไหนๆ ก็จะกลายเป็นหม้าย งั้นก็ขอเป็นหม้ายที่มีอันจะกินก็แล้วกัน

***ฝากกดติดตามด้วยนะคะ มีข้อตำหนิอะไรสามารถคอมเมนต์แนะนำได้นะคะ ไรต์มือใหม่อาจจะผิดพลาดบ้าง แต่จะพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆค่ะ***

ตอนที่ 1 สับสน

แสงที่สาดลงมากระทบใบหน้า ทำให้เปลือกตาสีไข่ขยับเบาๆ ก่อนที่จะกะพริบตาเพื่อปรับให้รับแสงที่เจิดจ้า บ่งบอกว่าถึงเวลาที่ควรตื่นได้แล้ว

หลังจากที่ลืมตา ก็รู้สึกว่าที่ที่ตนอยู่นั้นไม่ใช่ห้องที่คุ้นเคย มองเพดานห้องที่แปลกตาทำให้เธอรู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ที่น่าตกใจกว่าคือคนที่เปิดผ้าม่านหน้าต่างให้แสงลอดเข้ามา ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่ง ในชุดเสื้อคอโปโลสีขาว ที่มีเครื่องหน้าที่รับกันได้อย่างเหมาะเจาะ

ทั้งคิ้วทรงดาบ ดวงตาเรียวที่จ้องมองมา ปากกระจับที่รับกับจมูกที่โด่งเป็นสัน ถือว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง แต่จะหน้าตาดีหรือไม่ สิ่งที่เธอควรสนใจตอนนี้ก็คือ เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

‘หรือว่าเขาจะเป็นคนที่ช่วยเราเอาไว้’ หญิงสาวนึกถึงความเป็นไปได้จากเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น

เมื่อวานนี้ ตั้งแต่ที่เธอตื่นมาตีสี่ก็ออกไปช่วยเถ้าแก่ที่ร้านโจ๊กเป็นงานแรก จวบจนถึงช่วงเช้าก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายซึ่งเป็นงานหลักของตน พอเลิกงานมาตอนเย็นก็รับจ๊อบเป็นไรเดอร์ขับรถส่งอาหาร งานสุดท้ายที่เธอทำคือขึ้นไปส่งอาหารยังชั้นหกในอาคารที่ไม่มีลิฟต์ และต้องใช้วิธีเดินขึ้นลงบันได

ขากลับเธอรู้สึกเหมือนว่าหัวใจเต้นเร็วและเต้นแรงผิดปกติ ช่วงนี้เธอรู้สึกอย่างนี้บ่อยเพราะโหมทำงานหนักต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาสองเดือนกว่าแล้ว เพราะต้องการใช้เงินในจำนวนมาก จึงต้องทำงานตั้งแต่เช้ามืด และเลิกงานดึกดึกดื่น ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน

เมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติ เธอจึงนั่งพักอยู่ที่บันไดหลังจากที่ส่งอาหารสำเร็จแล้ว จากนั้นจึงหลับตาลงพิงกับราวบันได หวังจะพักให้หายเหนื่อยก่อนค่อยกลับ ความทรงจำสุดท้ายคือหัวใจที่เต้นเร็วจนเธอรู้สึกปวดหนึบและหลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัว

เขาน่าจะเป็นคนที่ช่วยเหลือเธอเอาไว้ น่าเป็นคนที่อยู่ภายในตึกนี้ และผ่านมาเห็นเธอเข้า เมื่อคิดอย่างนั้นพลันก็รู้สึกขอบคุณเขาอย่างบอกไม่ถูก

“คุณจะขี้เกียจอย่างไรก็เรื่องของคุณ แต่วันนี้แม่ผมมาเยี่ยม อย่างน้อยคุณควรออกไปทำความสะอาดบ้าน ทำกับข้าวช่วยท่าน ทำงานบ้านแค่ปีละครั้งมันคงไม่ทำให้คุณตายหรอกมั้ง” น้ำเสียงที่ประชดประชันนั้นทำให้ริมฝีปากที่กำลังจะเอ่ยขอบคุณต้องเงียบลงไป

คิ้วเรียวขมวดและจ้องมองใบหน้าที่ดูราบเรียบไร้อารมณ์อย่างงงงวย ไม่เข้าใจว่าผู้ชายคนนี้ต้องการอะไรจากตน เขาช่วยเธอเอาไว้เธอจะต้องทำความสะอาดบ้านเพื่อตอบแทนเขาเช่นนั้นหรือไม่

“ตกลงฉันจะไปทำความสะอาดบ้านให้คุณ” พูดจบเธอก็รู้สึกว่าตัวเองมีน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร

ทันทีที่สะบัดผ้าห่มออก ก็เห็นชุดนอนกระโปรงสีขาวแบบล้าสมัยก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาเปลี่ยนชุดให้เธอด้วยหรือ พอนึกได้อย่างนั้นก็รู้สึกกังวลไม่น้อย ช่วยเหลือจากการเป็นลม แค่พามานอนพักนั่งพักเขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชุดให้เธอก็ได้

หรือว่าคนที่ช่วยเหลือเปลี่ยนชุดให้เธอคือแม่ของเขา และนี่อาจจะเป็นชุดของหล่อนก็ได้

เจ้าของร่างอรชรลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้วมองหาชุดของตนเองแต่ก็ไม่เจอ พอหันไปจะถามเขา ชายที่มีใบหน้าเย็นชาก็เดินออกไปนอกห้องก่อนแล้ว ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องเย็นชาใส่เธอขนาดนั้น

หรือเขาไม่พอใจที่มารดาของเขาช่วยเหลือเธอเอาไว้แล้วพามานอนห้องนี้ ก็แน่ล่ะสมัยนี้ไว้ใจคนแปลกหน้าได้เสียที่ไหน เขาเป็นลูกชายก็คงจะห่วงแม่เป็นธรรมดาที่พาคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้าน

คิดได้อย่างนั้นเธอก็เดินออกไปหาห้องน้ำที่อยู่ด้านนอก พอเห็นว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหนก็เข้าไปอย่างไม่รีรอ ทว่าพอเห็นเงาสะท้อนในกระจกดวงตาก็พลันเบิกกว้าง เมื่อเงาสะท้อนที่อยู่ในนั้นไม่ใช่เธอ

“กรี๊ด!”

สัญชาตญาณทำให้เธอกรีดร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ จากนั้นก็ยืนนิ่งแล้วมองใบหน้าของตนเองที่เปลี่ยนไปไม่ใช่คนเดิม

“ร้องเอะอะอะไรกัน” น้ำเสียงนั้นฟังดูขุ่นเคืองและไม่พอใจ พร้อมกับเดินมาดูเธอที่ยืนนิ่งอยู่ในห้องน้ำโดยที่ยังไม่ทันได้ปิดประตู

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ฉันงงไปหมดแล้ว” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความงุนงงและสับสน ในขณะที่เจ้าของใบหน้าเย็นชานั้นพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเอือมระอา

“ไม่อยากทำงานบ้าน ไม่อยากทำกับข้าว ก็ไม่ต้องมาทำตัวอะไรแบบนี้ ช่างเถอะผมคงคาดหวังกับคุณมากเกินไป อย่างไรเราก็จะหย่ากันอยู่แล้ว คุณไม่ต้องมาทำดีกับแม่ก็ได้” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย

เฉินเฟยคิดว่าจะพยายามประนีประนอมให้จากกันด้วยดีที่สุดแล้ว แต่ภรรยาที่อยู่ตรงหน้าก็ยังคงไม่ละทิ้งนิสัยเกียจคร้าน หาข้ออ้างต่างๆ นานาที่จะไม่หยิบจับงานบ้านใดๆ ทั้งสิ้น

“หย่า? หย่าอะไรฉันไม่รู้เรื่อง”

“พอผมเอาจริงขึ้นมาก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเหรอ ผมไม่น่าหลวมตัวยอมแต่งงานกับคุณเลย” พูดจบเฉินเฟยก็เดินจากไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนงงและทำหน้าประหลาดใจอยู่ตรงนั้น

เธอรีบล้างหน้าล้างตา จากนั้นก็กลับไปยังห้องนอนที่เธอตื่นขึ้นมา เปิดประตูตู้เสื้อผ้าก็เห็นเป็นชุดในยุคเก่าตั้งแต่หลายสิบที่แล้ว ทั้งชุดกี่เพ้า ทั้งชุดคอบัว ชุดนอนที่เธอสวมใส่อยู่ก็มีอีกสี่ห้าตัวในรูปแบบคล้ายคลึงกัน แล้วยังมีเสื้อผ้าสไตล์คร่ำครึในแบบที่เคยเห็นในละครพีเรียดยุค 1970 – 1980 อะไรทำนองนั้น

“อย่าบอกนะว่า…” เมื่อนึกถึงนิยายที่เคยอ่าน นางเอกตายแล้วทะลุมิติไปเกิดใหม่ในร่างอื่น ไปยังยุคสมัยที่ย้อนเวลากลับไป แม้จะไม่อยากเชื่อแต่ว่าสถานการณ์ทุกอย่างรอบตัวตอนนี้มันทำให้เธอคิดอย่างนั้น

หรือที่เธอคิดว่าตนเองหมดสติไป จริงๆ แล้วเธอตายไปอย่างนั้นหรือ เพราะเธอทำงานหนักมากเกินไปและพักผ่อนน้อย อาการที่หัวใจสั่นและเต้นแรง รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า เธอหัวใจวายตายแล้วมาโผล่ในร่างผู้หญิงที่กำลังจะถูกสามีขอหย่าคนนี้จริงๆ หรือ หญิงสาวได้แต่ถามตนเอง

“ไป๋ลี่เจิน ออกมา เลิกถ่วงเวลาเสียที ฉันทำกับข้าวเสร็จหมดแล้ว” เสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของหญิงวัยกลางคน ทำให้เธอรู้ตัวว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ในร่างของหญิงสาวชื่อว่า ‘ไป๋ลี่เจิน’

ไม่รู้ว่านี่คือความจริงหรือความฝัน หรือเป็นเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติอะไรกัน แต่หากเธอตายแล้วจริงๆ และได้โอกาสในการที่จะมาเกิดในร่างนี้ สวรรค์จะต้องมีเหตุผลในการให้เธอมาเกิดใหม่ เช่นนั้นก็รับโอกาสโอกาสนี้ไว้ก่อนก็แล้วกัน

เมื่อคิดได้จึงรีบเลือกเสื้อผ้าที่สีสุภาพที่สุดแล้วใส่เดินออกไปอย่างนอกห้อง

“ออกมาได้เสียทีนะ นึกว่าจะนอนอยู่ในห้องทั้งวัน” น้ำเสียงที่ประชดประชันจากผู้เป็นแม่สามีทำให้เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร

“มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล ยังสับสนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่มั่นใจว่าตัวเองตื่นอยู่จริงหรือเปล่า

“ฉันทำหมดแล้ว รอเธอทำคงแก่ตายพอดี” น้ำเสียงแสดงถึงความเกลียดชังอย่างเปิดเผย จากนั้นก็นั่งลงข้างลูกชายคนโต ในขณะที่ลูกสะใภ้สาวขยับไปนั่งยังเก้าอี้อีกตัวที่ยังว่างอยู่ มองดูถ้วยข้าวและอาหารที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้า

“อาเฟยกินเยอะๆ นะ ดูสิ ลูกดูผอมลงเยอะเลย ไม่รู้ว่าทุกวันนี้ได้กินอิ่มท้องนอนหลับสบายดีหรือไม่ แม่ไม่น่าเชื่อแม่สื่อแล้วให้ลูกแต่งงานกับผู้หญิงเกียจคร้านคนนี้เลย หน้าตาสวยเสียเปล่าแต่ไม่ยอมทำงานทำการอะไร เปลืองสินสอดไม่พอยังเปลืองข้าวเปลืองน้ำอีก” หลังจากที่พูดกับลูกชายของตนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แล้วก็หันมาพูดค่อนแคะลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชิงชังจนรู้สึกได้

ไป๋ลี่เจินในเวลานี้รับรู้สถานการณ์ของตนเองคร่าวๆ แล้ว เธอกับเฉินเฟยคงถูกจับแต่งงานด้วยวิธีดูตัวโดยมีแม่สื่อเป็นคนชักนำให้ เจ้าของร่างเดิมคงจะเป็นคนรักสวยรักงามและเกียจคร้าน

ดูจากเสื้อผ้าในตู้และเครื่องสำอางที่วางอยู่เต็มโต๊ะเครื่องแป้ง เล็บที่ทาสีและไว้ยาวนี้ คงจะไม่เคยผ่านการทำงานบ้าน

แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่อยากกล่าวอะไรให้มากความ หากหย่าก็แค่กลับบ้านของตน ถึงตอนนั้นก็ค่อยคิดอีกทีว่าเธอจะใช้ชีวิตในยุคนี้ได้อย่างไร

ssssssssssssssssssss

ตอนที่ 2 เอือมระอา

สถานการณ์บนโต๊ะอาหารเช้า ยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจ จะทะลุมิติมาเกิดใหม่ทั้งที เหตุใดสวรรค์จึงไม่ปรานีให้เกิดเป็นคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์บ้าง

“บ้านเดิม พ่อแม่พอได้สินสอดแล้วก็ขายบ้านย้ายหนีไปเมืองอื่น คงกลัวหละสิว่าเราจะเอาลูกสาวไปคืน ขนาดนี้ขนาดพ่อแม่ก็ยังไม่ต้องการ ผลักไสให้มาอยู่กับสกุลเฉิน หวังจะผลักภาระมาให้เรา หึ คิดจะสุขสบายบนความยากลำบากของอาเฟย ฉันจะบอกไว้ก่อนว่าบ้านหลังนี้ยังเป็นชื่อของฉันกับสามี ยังไม่ได้ยกให้ดังนั้นเธอไม่มีสิทธิ์ในบ้าน แต่ถ้าเธอยอมหย่าดีๆ เธอก็จะได้เงินที่เธอควรได้ แต่ถ้าให้ลูกชายฉันทำเรื่องขอหย่า เธอจะไม่ได้รับอะไรเลย”

“พอเถอะครับแม่ กินข้าวกันเถอะ” หลังจากที่นิ่งฟังมารดาพูดอยู่นาน เฉินเฟยที่ไม่อยากพูดเรื่องนี้ในเวลาอาหารให้เสียอารมณ์ จึงชักชวนให้มารดาลงมือรับประทานอาหารตรงหน้า

เมื่อได้ยินว่าครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมไม่อยู่ให้พึ่งพา ก็ทำให้เธอเริ่มเป็นกังวลขึ้นมาหนักกว่าเดิมหลายเท่า หากต้องกลายเป็นหม้ายแล้วไม่มีที่อยู่ ต้องใช้เงินก้อนเล็กๆ นั้นทั้งเช่าห้องและหางานทำ เธอจะต้องมาทำงานหนักและหัวใจวายตายเหมือนอย่างชาติที่แล้วหรือ แล้วถ้าหากเธอไม่ทำอะไรเลยก็จะไม่มีเงินใช้จ่ายจะต้องเป็นหม้ายที่อดตาย มันก็คงไม่ต่างกัน

“เริ่มกลัวแล้วละสิ เพราะลูกชายฉันจะหย่ากับเธอขึ้นมาจริงๆ ก็ถึงกับกินข้าวไม่ลงเลย” เมื่อเห็นสีหน้าที่เป็นกังวล แม่สามีก็พูดทำร้ายจิตใจผู้เป็นสะใภ้ไม่หยุดหย่อน

ไป๋ลี่เจินถอนหายใจออกมาอย่างหนักอก จากนั้นก็หยิบตะเกียบขึ้นมาพุ้ยข้าวใส่ปากโดยไม่พูดจา พลางคิดว่าหากเธอจะต้องหย่าร้างแล้วไม่มีที่ไป ระหว่างขยันจนตัวตายกับอดตาย เธอขอเลือกอย่างแรกดีกว่า

“พูดขนาดนี้ยังกินข้าวได้หน้าตาเฉย ไม่รู้สึก สะทกสะท้านอะไรเลยจริงๆ”

“ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันจะหย่าให้ลูกชายของแม่แน่ แต่ขอเวลาอีกหนึ่งหรือสองเดือนนะคะ ให้ฉันหาลู่ทางไปจากที่นี่ให้ได้ก่อน รับรองเลยว่าแม่กับอาเฟยจะไม่ต้องเห็นหน้าฉันอีก” ไหนๆ ก็จะหย่าแล้ว จะต้องเกรงใจกันไปทำไม ไป๋ลี่เจินจึงไม่สนใจที่จะเคารพผู้ใหญ่ผู้น้อย หากไม่ใช่ว่าถูกอีกฝ่ายพูดกระทบกระทั่งไม่หยุด ก็คงไม่ได้ตอบโต้ออกมาเช่นนี้

หลี่หงอ้าปากกำลังจะด่าทอลูกสะใภ้กับกิริยาที่รับไม่ได้ แต่ก็ถูกเฉินเฟยแตะที่แขนเขาแล้วส่งสัญญาณให้รีบกินอาหารตรงหน้า ไม่อยากให้มารดาเกิดโทสะไปมากกว่านี้

หลังจากอาหารตรงหน้าลงแล้วและทุกคนก็วางตะเกียบลง ไป๋ลี่เจินเก็บถ้วยจานทั้งหมดเพื่อนำไปล้างที่ห้องครัวด้านหลัง สร้างความประหลาดใจให้แก่หลี่หงเป็นอย่างมาก

“หึ คิดว่าช่วยเหลืองานบ้านเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ลูกชายฉันใจอ่อนไม่หย่ากับเธออย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงที่กล่าวขึ้นมานั้นทำให้ไป๋ลี่เจินกลอกตาเบาๆ

ไม่ใช่แค่พวกเขาที่เอือมระอากับเจ้าของร่างเดิม แต่เธอได้ยินแม่สามีพูดอย่างนี้เธอก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับคำพูดค่อนแคะเหล่านี้ไม่น้อยเช่นกัน

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันหย่าแน่” เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็อดที่จะตอบโต้ออกไปไม่ได้ ทำให้หลี่หงถึงกับทนไม่ไหว ลุกขึ้นยืนตัวสั่นเท่าด้วยความโกรธแต่ก็ถูกลูกชายดึงเอาไว้อย่างเช่นเคย

“เธอยอมหย่าดีๆ ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ ที่แม่มาเยี่ยมผมก็เพราะจะมาพูดคุยกับเธอเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เธอก็ยอมที่จะหย่าให้แล้ว แม่ไม่ต้องเสียเวลาพูดกับเธอให้เปลืองคำหรอกครับ” เหมือนจะช่วย แต่คำพูดที่ออกมาก็กระทบจิตใจของเธอไม่ต่างจากมารดาของเขา

“แม่จะพักที่นี่สักสามวันค่อยกลับปักกิ่ง ลูกพาแม่ออกไปเที่ยวชมเมืองดีกว่า อยู่ที่นี่แล้วมันรู้สึกไม่สบายตา ขัดหูขัดตาเหลือเกิน” หลี่หงพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความโกรธเอาไว้

เฉินเฟยมองที่ภรรยา ปกติแล้วไป๋ลี่เจินจะไม่ตอบโต้ จะเอาแต่เงียบ พูดหูซ้ายทะลุหูขวาไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งยืนกรานไม่ยอมที่จะหย่าร้าง เพราะไม่อยากเป็นหม้ายตั้งแต่อายุยังน้อยและกลัวไม่มีที่ไป แต่ครั้งนี้กลับทำตัวเหมือนว่าปลงทุกอย่างแล้ว และตอบโต้กลับราวกับว่าเป็นคนละคน

แม้จะแต่งงานกันได้แค่ปีเศษ แต่เขาก็ดูออกว่าอาการที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้ไม่เหมือนไป๋ลี่เจินคนเดิม หรืออาจจะเป็นมารยาหญิงที่จะใช้หลอกล่อ ถ่วงเวลาเพื่อให้ตนเปลี่ยนใจ ทว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็ไม่ได้ทำให้เปลี่ยนความคิดนี้แน่

ไป๋ลี่เจินมีใบหน้าและรูปร่างที่สวยงามเป็นที่หมายปองของบุรุษ ครั้งแรกที่เจอหน้ากันเธอพูดจาอ่อนหวานและกิริยาก็เรียบร้อย ทำให้เขาตอบตกลงที่จะยอมแต่งงานกับเธอ

หลังจากแต่งงานเขาก็พาเธอย้ายมาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ด้วยกัน ช่วงแรกทุกอย่างก็เหมือนว่าจะดี พอผ่านไปสามเดือนเท่านั้นนิสัยที่แท้จริงของเธอก็เริ่มออก

ไป๋ลี่เจินไม่ยอมทำงานบ้านใดๆ เอาแต่จะออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน ไม่สนใจงานบ้าน ไม่เคยทำกับข้าวให้เขากิน เอะอะก็จะซื้อกินท่าเดียว เงินทองก็ใช้อย่างสิ้นเปลือง แม้ทุกวันนี้คูปองจะค่อยๆ ถูกยกเลิกการใช้ไปบ้างแล้ว แต่เขาจำกัดเงินเธอด้วยการหยิบยื่นคูปองให้ใช้แทนเงินสด

ตลอดหนึ่งปีให้หลังมานี้ เรื่องบนเตียงเธอก็ยังไม่ยอมให้เขาทำ เพราะเกรงว่าจะตั้งครรภ์แล้วรูปร่างจะเปลี่ยนไป ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลหลักที่เฉินเฟยรับไม่ได้ และต้องการหย่าร้างกับภรรยาสนเกียจคร้านที่ไม่อยากมีอนาคตร่วมกัน

“ไหนๆ วันนี้ก็หยุด งั้นผมพาแม่ออกไปเดินดูในเมือง ตอนนี้ที่เซี่ยงไฮ้กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะที่เขตผู่ตงที่เราอยู่ มีการพัฒนาเมืองแบบก้าวกระโดด รับรองเลยว่าแม่เห็นแล้วอยากจะย้ายมาอยู่กับผมแน่” เฉินเฟยพูดเอาใจมารดา

“โอ๊ย แม่ทิ้งบ้านที่ปักกิ่งได้เสียที่ไหน ถึงอยากมาอยู่กับลูกก็เถอะ” หลี่หงกล่าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม จากนั้นเฉินเฟยก็ประคองมารดาขึ้นมา เพื่อที่จะพาออกไปด้านนอก

หลังจากล้างถ้วยชามและทำความสะอาดในครัวเสร็จ ไป๋ลี่เจินก็เดินกลับเข้ามา แล้วพบว่าสองแม่ลูกกำลังจะออกไปข้างนอก เธอมองตามด้วยสายตาที่เรียบเฉย เริ่มปลงแล้วว่าตนเองอยู่ในร่างของหญิงสาวที่ถูกสามีและแม่สามีรังเกียจ แต่เธอไม่ใช่เจ้าของร้านตัวจริง จะต้องสนใจทำไม สู้ใช้เวลาระหว่างรอหย่าที่เหลือศึกษาหาทางเอาตัวรอดจะไม่ดีกว่าหรือ

“ฉันไม่ให้เธอออกไปด้วยหรอกนะ” หลี่หงชิงพูดขึ้นมาเมื่อเห็นว่าลูกสะใภ้กำลังมองมาที่ตนกับลูกชาย ที่กำลังสวมเสื้อตัวนอกทับเตรียมจะออกไปข้างนอก

“ก็ไม่ได้อยากไปนี่คะ” ไป๋ลี่เจินพูดขึ้นมาเสียงเรียบ ปรายตามองสบตากับสามีที่มีใบหน้าเย็นชา ต่างคนต่างมองกันด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความรักและความผูกพัน

เธอไม่อยากจะพูดตอบโต้อะไรมาก รอให้คนทั้งคู่ออกไปจากบ้านและประตูปิดลงจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นก็เริ่มเดินสำรวจไปรอบๆ บ้าน เพื่อดูว่าตนมาอยู่ในยุคไหน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียวที่มีถึงสามห้องนอน มีห้องน้ำหนึ่งห้องที่อยู่ภายในตัวบ้านซึ่งสร้างเป็นแบบสมัยใหม่ อย่างน้อยเธอก็โชคดีที่ไม่ไปเกิดใหม่ในชนบท

ไม่รู้เหมือนกันว่ายุคนี้เป็นยุคไหน แต่ดูจากที่เครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งทีวี ตู้เย็น หม้อหุงข้าว ก็คงย้อนเวลากลับมาไม่นานมากนัก

“ปี ค.ศ. 1980 อย่างนั้นหรือ” เธอเห็นปฏิทินที่แขวนอยู่ที่ผนังห้อง จึงรู้ว่าตัวเองย้อนเวลากลับมาถึง 44 ปี

มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เธอย้อนกลับมาในยุคนี้เธอก็ไม่รู้ได้ ไป๋ลี่เจินคือตัวตนในนิยาย หรือตัวตนที่มีชีวิตอยู่จริง เธอก็ไม่รู้เช่นกัน

ssssssssssssssssssss

ตอนที่ 3 ทางเลือก

เสียงกดกริ่งที่หน้าบ้านทำให้ไป๋ลี่เจินต้องเดินออกไปดูว่ามีใครมา เพราะหากเป็นเจ้าของบ้านคงไม่กดกริ่งบ้านตัวเองแน่

เมื่อเธอเดินออกไปก็พบว่าเป็นหญิงสาววัยประมาณ 20 ตอนปลายที่ใส่ชุดเสื้อคอจีนสีขาว ที่ผูกโบว์ตรงชายเสื้อ กระโปรงทรงตรงสีดำ และรองเท้าคัทชูสีดำ ดูจากการแต่งตัวแล้วเหมือนเป็นชุดพนักงาน มากกว่าจะเป็นการแต่งตัวอยู่กับบ้านในวันหยุดเช่นนี้

“สะใภ้เฉิน วันนี้ฉันมีคูปองเสื้อผ้ามาขายให้ในราคาถูกๆ สนใจหรือไม่ ห้างสรรพสินค้าที่ฉันทำงานอยู่กำลังมีเสื้อผ้าแบบใหม่เข้ามา เธอสามารถจ่ายทั้งหมดนี้ได้ด้วยคูปองเหล่านี้”

“ไม่ล่ะ” ไป๋ลี่เจินตอบออกไป คนตรงหน้าน่าจะทำงานที่ห้างสรรพสินค้า และคงรู้จักกับเธอเป็นอย่างดี

“อ้าว เมื่อวานเธอยังบอกฉันอยู่เลยว่าอยากได้คูปองเสื้อผ้า ฉันอุตส่าห์หามาให้ได้แล้ว จะไม่สนใจได้อย่างไร คูปองสองใบมูลค่า 4 หยวน ฉันขายให้เธอเพียง 2 หยวนเท่านั้น” น้ำเสียงนั้นฟังดูกระตือรือร้น สมกับอาชีพพนักงานขายในห้างสรรพสินค้า

“ฉันไม่มีเงินติดตัวหรอก สามีไม่ได้ให้เงินฉันเอาไว้” เธอปฏิเสธออกไป โดยหาข้ออ้างที่น่าจะตัดบทได้ดีที่สุด

“เธอมีเงินที่ซ่อนสามีเอาไว้นี่ ฉันรู้นะ ครั้งก่อนขโมยแหวนไปขายได้มาหลายสิบหยวนไม่ใช่หรือ” หญิงสาวนักขายมือทองยังคงพูดจาโน้มน้าวไม่หยุด

“ไม่เอาจริงๆ ตอนนี้ฉันต้องประหยัดน่ะ” เมื่อไป๋ลี่เจินยืนยันเช่นนั้น ทำให้ผู้ที่มาเยือนรู้สึกเสียดายและสงสัยว่าคนที่มักตื่นเต้นกับคูปองเสื้อผ้าทุกครั้งที่หามาให้ เหตุใดครั้งนี้จึงดูไม่สนใจเลย

“งั้นฉันจะเก็บคูปองนี้เอาไว้ หากอยากได้เมื่อไหร่เธอก็มาถามซื้อจากฉันก็แล้วกัน ฉันต้องรีบไปทำงานแล้ว” พูดจบเธอก็ยิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะรีบเดินออกไปด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง

ในวันหยุดแบบนี้ คนออกไปเดินจับจ่ายซื้อของเยอะกว่าวันธรรมดา พนักงานในห้างสรรพสินค้าไม่ได้หยุดสินะ

ไป๋ลี่เจินพ่นลมหายใจอย่างหนักอก นี่เธอทั้งเกียจคร้าน ทั้งฟุ่มเฟือย และยังลักขโมยของไปขาย นิสัยไม่ดีขนาดนี้เลยหรือ

“หากจะถูกสามีขอหย่า ก็ไม่แปลกใจอะไรแล้วล่ะ” เธอพึงทำกับตนเองแล้วส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นก็กลับเข้าไปในบ้าน

นั่งลงพิจารณาการไว้เล็บและการทาสีเล็บแบบนี้เจ้าของร่างเดิมคงรักสวยรักงาม และเกียจคร้านเพราะห่วงสวย

ไป๋ลี่เจินเดินเข้าไปหยิบน้ำยาล้างเล็บและกรรไกรตัดเล็บมาจัดการกับเล็บสีแดงฉูดฉาดนี้ หลังจากนี้ไปเธอต้องหาทางเอาตัวรอด ทำงานหนักจนตัวตาย ดีกว่าอดตายเพราะเป็นหม้ายที่ไม่มีอันจะกิน

ssssssssssssssssssss

เมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนบ่ายคล้อย เฉินเฟยและหลี่หงผู้เป็นมารดาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าบ้านดูสะอาดและเป็นระเบียบมากขึ้น กลิ่นหอมของอาหารโชยมาจากห้องครัว เป็นกลิ่นหอมที่เรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี

ไป๋ลี่เจินที่เพิ่งจะถูบ้านเสร็จ เดินมาเห็นสองแม่ลูกที่เพิ่งกลับมาถึง ดูจากเวลาที่ล่วงเลยมานานแล้ว ทั้งสองคงกินมื้อกลางวันมาจากด้านนอก แต่กระนั้นในมือของเฉินเฟยก็ยังมีอาหารมาฝากเธอ ไม่ใช่ว่าแล้งน้ำใจเสียทีเดียว

“บะหมี่ไข่ ผมซื้อมาให้” เขายื่นให้เธอ

ไป๋ลี่เจินรับเอาไว้ เธอไม่ได้ตื่นเต้น แต่ก็อดรู้สึกขอบคุณเขาลึกๆ ไม่ได้ ขนาดเจ้าของร่างเดิมทำไม่ดีเอาไว้มาก เขาก็ยังไม่ลืมที่จะใส่ใจภรรยาของตน

แต่นึกดูดีๆ อ้อ… กำลังจะหย่ากันนี่ เฉินเฟยคงทำดีกับเธอเพราะกลัวเธอจะเปลี่ยนใจไม่ยอมหย่าให้เขากระมัง

“ขอบคุณนะ แต่ฉันทำอาหารกินแล้วล่ะ ทำเผื่อคุณกับแม่เอาไว้ด้วย เอาไว้กินตอนมื้อค่ำ ส่วนบะหมี่ฉันจะอุ่นกินเอง” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ อย่างไรก็ต้องอยู่เห็นหน้ากันไปอีกนาน เธอเองก็ไม่รู้จักใครที่นี่ ทำดีกับเขาเอาไว้ก็ไม่เสียหาย

“ไม่รู้จะกินได้หรือเปล่า” หลี่หงพูดดูถูกอาหารที่ลูกสะใภ้ทำ

“กินได้ก็กินค่ะ กินไม่ได้ก็อุ่นบะหมี่ของลูกชายแม่กินก็แล้วกัน” น้ำเสียงนั้นห้วนขึ้น ไม่ได้สนใจอยากจะพูดเอาใจแม่สามี หากไม่ถูกสาดคำพูดและน้ำเสียงแบบนั้นออกมา มีหรือเธอจะตอบโต้

“นี่เธอ”

“พอเถอะ คุณเลิกพูดไม่ดีกับแม่ผมเสียที” เฉินเฟยบอกภรรยา เมื่อเธอทำกิริยาที่ไร้มารยาทกับมารดาของตน

“แม่คุณพูดให้ฉันได้ แต่ฉันพูดกลับบ้างไม่ได้ โยนก้อนหินใส่คนอื่น คิดว่าจะได้รับดอกไม้กลับไปเหรอ” ประโยคและสำนวนที่ไม่เคยได้ยิน ทำให้สองแม่ลูกนิ่งงันไปสักพัก ถึงแปลกหูแต่ก็พอเข้าใจความหมายที่ต้องการจะสื่อ

“แต่เธอเป็นผู้น้อย ฉันเป็นผู้ใหญ่ มันควรหรือที่เธอจะมาพูดจาเสียมารยาทแบบนี้” หลี่หงเองก็ไม่ยอม ยิ่งลูกสะใภ้ต่อปากต่อคำก็ยิ่งเกิดโทสะที่ยากจะควบคุม

“แม่เข้าไปพักผ่อนดีกว่าครับ วันนี้เดินเยอะแล้ว อย่าทำให้การพักผ่อนของแม่ต้องมีเรื่องให้กังวลหรือขุ่นเคืองใจเลยจะดีกว่า” เฉินเฟยรีบพูดแทรกเพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง

พรุ่งนี้เขาต้องไปทำงานและมารดาต้องอยู่กับภรรยาทั้งวัน หากมีเรื่องทะเลาะกัน คงไม่พ้นว่ามารดาของเขาเองนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายปวดประสาทเสียเอง

หลี่หงได้แต่พ่นลมหายใจด้วยความขัดใจ ความโกรธที่วิ่งพล่านอยู่ในอกถูกกดเอาไว้ แล้วเดินเข้าไปยังห้องนอนของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการสนทนากับสะใภ้ที่ไร้มารยาท

เฉินเฟยหันไปมองใบหน้าที่เชิดรั้นของไป๋ลี่เจิน จู่ๆ จากคนที่ไม่สนใจอะไร และเงียบนิ่งชอบทำสงครามประสาทมากกว่าการตอบโต้ ตอนนี้กลับกลายเป็นคนที่ตอบโต้ได้อย่างไม่ยอมคน

“คุณ…”

“ไม่ต้องพูดต่อว่าอะไรฉันหรอกค่ะ อีกหน่อยเราก็จะหย่ากันแล้ว เราต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน งานบ้านงานครัวฉันจะทำให้เพื่อเป็นการขอโทษในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่ทำเพื่อให้คุณเปลี่ยนใจ โปรดรับรู้เอาไว้นะคะ จะได้ไม่ใช้เรื่องนี้มาคิดอคติกับฉันในภายหลัง”

“ผมยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนี่” เขาพูดเสียงเรียบ มองความเอาจริงเอาจังของเธอที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“รอให้แม่คุณกลับไปปักกิ่งก่อน เรามีเรื่องที่จะต้องตกลงกันแบบส่วนตัว” เธอเป็นฝ่ายพูดยื่นข้อเสนอของตนเองออกมาบ้าง

“อืม” เขารับปาก แม้เธอจะดูต่างออกไปจนนึกระแวง แต่ก็จะระวังเอาไว้ ไม่ยอมใจอ่อนให้กับภรรยาที่เห็นแก่ตัว

เธอมองเขาอย่างชั่งใจ แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องของตัวเองไป

ตอนที่ทำความสะอาดบ้านในระหว่างที่สามีและแม่สามีออกไปข้างนอก เธอพบว่าที่จริงแล้วเธอกับเขาแยกห้องนอนกัน ดูจากเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่คนละห้อง น่าจะเป็นการแยกแบบถาวรมากกว่าชั่วคราว

ด้วยเหตุนี้เธอจึงอยากทำดีกับอีกฝ่ายบ้างก่อนจะแยกทางกันไป แม้ไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่ในเมื่อมาอยู่ในร่างนี้แล้วก็อยากจะทำอะไรให้ดีขึ้นมาบ้าง และอีกอย่างเธอมาอยู่ที่นี่ไม่รู้จักใคร อย่างน้อยหากเกิดอะไรที่รับมือยาก อาจจะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเฉินเฟยในภายหลัง

“ทำไมฉันต้องรู้สึกผิดแทนเธอด้วยนะ”

ยิ่งเวลาผ่านไป ก็ยิ่งรับรู้ถึงสิ่งไม่ดีที่ไป๋ลี่เจินทำเอาไว้ก่อนหน้า เธอต้องทำตัวแย่แค่ไหน สามีถึงได้แยกห้องนอน ปัญหาต้องใหญ่มากและสะสมมานาน ไม่อย่างนั้นผู้ชายจะหมดความอดทนจนขอหย่าได้อย่างไร

“สวรรค์ให้โอกาสทั้งที ให้เกิดในครอบครัวที่ดีหน่อยไม่ได้หรือคะ” บ่นไปก็เท่านั้น เธอคงไม่มีโอกาสย้อนเวลาไปเกิดใหม่เป็นหนที่สองแน่

ssssssssssssssssssss

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...