ข้าหลวงห้องเครื่องทะลุมิติมาเป็นลูกหลานชาวนาผู้ยากจน
ข้อมูลเบื้องต้น
เรื่องย่อ
บัว สตรีชาววังในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ถูกอบรมสั่งสอนจนเก่งงานบ้านงานเรือนจากในรั้วในวัง ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงในวัยสิบแปดปีในวันแต่งงาน เพราะถูกน้องสาวต่างมารดา และคู่หมั้นหักหลังแอบได้เสียกันจนตั้งท้อง นางได้รับรู้ความจริงก่อนวันแต่งงานเพียงหนึ่งวันเท่านั้น เพราะความเสียใจ และอับอายนางจึงกระโดดน้ำคลองหลังเรือนตายในวันแต่งงานของน้องสาวที่ควรจะเป็นงานแต่งงานของนาง…
หลี่เหลียนฮวาเด็กน้อยวัยแปดหนาวลูกหลานชาวนาผู้ยากจนในยุคจีนโบราณได้ตายลง เพราะหน้ามืดตกน้ำแล้วมีคนมาเจอช้า กว่าจะมีคนมาช่วยเหลือนางก็สิ้นลมหายใจไปแล้ว ส่งผลให้บัวเข้ามาอยู่ในร่างของนางแทน
หลังจากเข้ามาอยู่ในร่างของหลี่เหลียนฮวาแล้ว บัวก็สัญญาว่าจะทำให้ชีวิตของตระกูลหลี่ดีขึ้น สิ่งเดียวที่นางทำได้ก็คือการทำอาหาร ดังนั้นนางจึงใช้ความสามารถของการเป็นข้าหลวงห้องเครื่องที่ทำเครื่องเสวยให้เจ้านายในวังมามาหลายปี มาทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวดีขึ้นให้ได้
เวลา
ยามจื่อ = 23.00 – 24.59 น.
ยามโฉ่ว = 01.00 – 02.59 น.
ยามอิ๋น = 03.00 – 04.59 น.
ยามเหม่า = 05.00 – 06.59 น.
ยามเฉิน = 07.00 – 08.59 น.
ยามซื่อ = 09.00 – 10.59 น.
ยามอู่ = 11.00 – 12.59 น.
ยามเว่ย = 13.00 – 14.59 น.
ยามเซิน = 15.00 – 16.59 น.
ยามโหย่ว = 17.00 – 18.59 น.
ยามซวี = 19.00 – 20.59 น.
ยามห้าย = 21.00 – 22.59 น
ค่าเงิน
1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน
1 ตำลึงเงิน = 1 ก้วน (หนึ่งพวงของเหรียญทองแดง)
1 ก้วน = 100 อีแปะ
1 อีแปะ = 1 เหรียญทองแดง
ตอนแรกนิยายเรื่องนี้ไรท์กะจะแต่งแบบธรรมดาไม่แฟนตาซีไม่มีพลังพิเศษใด ๆ แต่พอแต่งไปแต่งมา ไม่มีไม่ได้จริง ๆ เพราะไรท์ติดมอบความพิเศษให้ตัวละครไปแล้ว ดังนั้นนางเอกเรื่องนี้ก็ได้รับบางอย่างเหมือนนางเอกเรื่องก่อน ๆ ของไรท์ค่ะ แต่ว่าจะเป็นอะไรนั้นติดตามได้ในข้าหลวงห้องเครื่องทะลุมิติมาเป็นลูกหลานชาวนาผู้ยากจนนะคะ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหวังว่าทุกคนจะชอบนิยายเรื่องนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ
**แจ้ง**
นิยายเรื่องนี้จะมีการติดเหรียญล่วงหน้าตอนที่11ขึ้นไป จำนวนสามเหรียญ หากใครไม่สะดวกจ่ายสามารถรออ่านฟรีได้ทุกวันอาทิตย์นะคะ
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการณ์ของไรท์เพียงเท่านั้นไม่เกี่ยวกับบุคคลอื่นใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างในเรื่องนั้นถูกแต่งเติมขึ้นมาล้วน ๆ หากไปตรงกับชีวิตใครเข้าต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
กิ้งก่าทอง
ลูกหลานชาวนา1
“ฮึก ในเมื่อทุกคนทำกับข้าเช่นนี้ ข้าก็จักมิขออยู่อีกต่อไป ฮึก ท่านเจ้าขา…หากทรงเมตตาลูกสักนิด ขอทรงโปรดอย่าให้ลูกต้องพบเจอกับคนพวกนี้อีกเลยไม่ว่าชาตินี้ หรือชาติไหน ฮึก”
ตู้ม!!
สิ้นคำกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยบุตรสาวคนโตของเจ้าพระยาไกรสรกับคุณหญิงมะลินามว่าบัวก็กระโดดลงแม่น้ำไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา เพราะถูกน้องสาวต่างมารดาแย่งคู่หมั้นคู่หมายของตนไปโดยที่ผู้เป็นบิดามิได้คิดช่วยนางเลยแม้แต่น้อย
เพราะเหตุนี้เมื่อไร้ที่พึ่งพิง มิว่าทางใดล้วนมืดมน นางจึงตัดสินใจจบชีวิตของตนลงเพื่อหวังจะยุติความเจ็บปวด และความอยุติธรรมที่ได้รับให้หมดสิ้น บัวคนนี้จักมิขอมีชีวิตอยู่ด้วยความอัปยศอดสูเช่นนี้อีกต่อไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้วจู่ ๆ บัวก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมความรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว คล้ายไม่สบาย
“ยังไม่ตาย…” บัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง และแผ่วเบา “ที่ไหนกัน…” หญิงสาวกล่าวขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อพบว่ารอบตัวนางตอนนี้ดูคล้ายกับกระท่อมเล็ก ๆ มุงด้วยหญ้าคา ไม่ใช่เรือนไม้อย่างดีของบิดา จึงอดสงสัยมิได้ว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใดกันแน่
“เหตุใด…” ในขณะที่กำลังยกมือขึ้นมาลูบหน้าเพื่อเรียกสติ บัวกลับพบว่าตอนนี้มือของนางเล็กจิ๋วราวกับมือของเด็กอายุไม่กี่ขวบปี ทั้งเนื้อหนังยังมีน้อยจนแทบเรียกได้ว่าผอมแห้ง
“อึก…โอ๊ย เหตุใดข้าจึงปวดหัวนัก กรี๊ด!!!!” บัวกรีดร้องขึ้นเสียงดังหลังจากที่จู่ ๆ หัวของนางก็ปวดขึ้นมาอย่างมิทราบสาเหตุ นางยกมือขึ้นกุมศีรษะก่อนจะดิ้นรนด้วยความทรมานจนตกเตียง เรียกเสียงฝีเท้ามากมายวิ่งเข้ามาหานางได้เป็นอย่างดี
“ฮวาเอ๋อร์!!!” สตรีวัยกลางคนในเสื้อผ้าสีมอซอวิ่งเข้ามาพร้อมกลุ่มคนมากมาย หลังได้ยินเสียงกรีดร้องของหญิงสาว
“ท่านหมอทำอะไรสักอย่างสิเจ้าคะ ฮวาเอ๋อร์ของข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว!” สตรีวัยกลางคนกล่าวขึ้นพร้อมกอดเด็กหญิงที่นอนดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่พื้นเอาไว้แน่นก่อนที่ไม่นานนางจะค่อย ๆ สงบลง และหลับไปในที่สุด
“เฮ้อ ข้าก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ ๆ บุตรสาวของเจ้าถึงมีอาการเช่นนี้ แต่เมื่อครู่ข้าลองจับชีพจรของนางดู พบว่าร่างกายนางดีขึ้นมากพวกเจ้าต้มยาให้นางกินติดต่อกันอีกเจ็ดก็วันคงหายดี” หมอชรากล่าว
ทางด้านบัวนั้นเหตุผลที่นางปวดหัวนั่นเป็นเพราะว่าความทรงจำของ หลี่เหลียนฮวาเจ้าของร่างที่นางอาศัยอยู่หลั่งไหลเข้ามาในหัวของนางนั่นเอง ใช่แล้วตอนนี้นางได้ตายไปแล้ว แต่นางกลับได้รับโอกาสให้มาเกิดใหม่ในร่างของหลี่เหลียนฮวาลูกหลานชาวนาผู้ยากไร้แทนที่จะได้ไปชดใช้กรรม หรือได้ไปเกิดใหม่อย่างที่ควร
‘พี่สาวเจ้าคะ’
หลังจากที่หมดสติไปเพราะความเจ็บปวดจู่ ๆ นางก็ได้พบกับเด็กหญิงที่นางอาศัยร่างอยู่ ในความมืดนี้มีเพียงตัวเด็กคนนี้ และตัวนางเท่านั้นที่มีแสงสว่างส่องออกมา
“เด็กน้อย เจ้าเป็นใครกัน” บัวถามขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะนางไม่คุ้นหน้าเด็กคนนี้อีกทั้งการแต่งกายของเด็กคนนี้ก็แปลกประหลาดนัก นางไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน
‘พี่สาวข้าหลี่เหลียนฮวาเจ้าค่ะ เป็นเจ้าของร่างที่ท่านอาศัยอยู่ตอนนี้’
“ที่แท้เจ้าก็คือหลี่เหลียนฮวางั้นหรือ เด็กน้อยเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้” บัวถามขึ้นอย่างสงสัย ตอนนี้นางรู้สึกสับสนจนปวดหัวไปหมด ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
‘ข้าเองก็ไม่รู้เจ้าค่ะ รู้เพียงว่าข้าหมดอายุขัยแล้ว พี่สาวข้าต้องไปแล้ว เหตุที่ยังรั้งอยู่เป็นเพราะยังมีห่วง ข้าฝากครอบครัวของข้าไว้กับท่านได้หรือไม่เจ้าคะ ดูแลพวกเขาแทนข้าด้วย’ เด็กน้อยวัยแปดหนาวที่ผอมแห้งจนดูเหมือนเด็กวัยห้าหกหนาวกล่าวกับสตรีใบหน้างดงามในอาภรณ์แปลกตาด้วยน้ำเสียงขอร้อง
“ในเมื่อโชคชะตาส่งพี่มาที่นี่พี่จักทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด หากน้องมิโกรธเกลียดที่พี่มาแย่งร่างอยู่ พี่สัญญาว่าจักดูแลครอบครัวของน้องให้ดีที่สุด” บัวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ในเมื่อนางมีโอกาสได้มาเกิดใหม่ในครอบครัวที่อบอุ่นนางก็จะดูแลครอบครัวนี้ให้ดีที่สุด แม้จะยากจนไปหน่อย แต่ไม่เป็นไรนางจะดูแลพวกเขาเอง อย่างไรนางก็เติบโตมาจากในรั้วในวัง เรื่องความสามารถจึงพอมีอยู่บ้าง ไม่ทำให้อดตายแน่นอน
‘ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สาว ลาก่อนเจ้าค่ะ’ เด็กหญิงกล่าวก่อนที่ร่างของนางจะค่อย ๆ สลายหายไปพร้อมกับเปลือกตาของบัวในร่างหลี่เหลียนฮวาที่ค่อย ๆ ลืมขึ้น
“ท่านพ่อท่านแม่! พี่ใหญ่ฟื้นแล้วขอรับ!” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กชายดังขึ้นข้างหูหลี่เหลียนฮวาจึงหันไปมองเขาด้วยความแปลกใจ ก่อนจะพบเข้ากับเด็กน้อยตัวผอมแห้งคนหนึ่งกำลังยืนมองนางพร้อมรอยยิ้มกว้างอยู่ เมื่อรื้อฟื้นความทรงจำของนางก็พบว่าเขาคือหลี่เผยจุนน้องชายวัยหกหนาวของนางนั่นเอง
“น้องรอง…” หลี่เหลียนฮวาเรียกน้องชายด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“พี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ยังเจ็บตรงไหนหรือไม่!” เด็กชายถามพี่สาวด้วยความดีใจปนเป็นห่วง
“ฮวาเอ๋อร์! เป็นอย่างไรบ้างยังเจ็บตรงไหนอยู่หรือไม่” เสียงอ่อนโยนของผู้เป็นมารดาถามขึ้นบ้างอย่างเป็นห่วง
“ไม่เจ็บแล้วเจ้าค่ะท่านแม่” ใช่แล้วสตรีตรงหน้าของนางนี้ก็คือซุนซูลี่มารดาของนางนั่นเอง
ตอนนี้นางอยู่ในครอบครัวตระกูลหลี่แห่งหมู่บ้านชุนอัน หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขาในแคว้นต้าซ่งแคว้นขนาดกลางที่ล้อมรอบไปด้วยหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์
ตระกูลหลี่นั้นเป็นครอบครัวชาวนาที่ปลูกข้าวสาลีเพื่อหาเงิน แต่เพราะต้องจ่ายภาษีให้ทางการค่อนข้างมากทำให้ครอบครัวของนางยังคงยากจนเป็นอย่างมาก
ตระกูลหลี่มีสมาชิกอยู่ด้วยกันสิบสองชีวิต โดยมีหัวหน้าครอบครัวคือท่านปู่หลี่ช่าน ท่านย่าหลี่ย่าเสียน ทั้งสองมีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้นสามคนคือ หลี่จุ้นโป๋ หลี่จิ้นปิง และหลี่ซวงอี๋ลูกหลงผู้ห่างจากพี่คนโตถึงสิบสี่ปี
หลี่จุ้นโป๋ผู้เป็นพี่ใหญ่นั้นแต่งงานกับหลัวซาถิงจากหมู่บ้านใกล้ ๆ พวกเขามีบุตรชายด้วยกันสองคนคือหลี่จือรุ่ยอายุสิบห้าหนาว และหลี่จือหลินอายุสิบสามหนาว
ส่วนหลี่จิ้นปิงบิดาของนางนั้นแต่งงานกับซุนซูลี่มารดาของนาง ทั้งสองมีบุตรธิดาด้วยกันสามคนคือนาง หลี่เหลียนฮวา น้องชายวัยหกหนาวของนางหลี่เผยจุน และน้องเล็กวัยสี่หนาวหลี่รุ่ยเต๋อ
ส่วนหลี่ซวงอี๋นั้นนางแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ตระกูลพ่อค้าต่างเมือง มีบุตรสาวหนึ่งคนวัยสามหนาวนามว่าหลี่ม่านม่าน
ครอบครัวของนางมีที่ดินเพียงสิบสองหมู่ ทำให้ผลผลิตต่อปีเพียงพอสำหรับจ่ายภาษี และเก็บไว้กินเองเพียงครึ่งปีเท่านั้น โชคดีที่หมู่บ้านของนางล้อมรอบไปด้วยภูเขา ทำให้พวกนางมักจะเข้าป่าไปเก็บผักป่า หรือล่าสัตว์ป่ามาประทังชีวิตไปวัน ๆ
ซึ่งก่อนที่หลี่เหลียนฮวาจะจากไปนั้นนางกำลังกลับจากเก็บผักป่า ตอนที่กำลังล้างผักป่าในลำธารหลังบ้านอยู่นั้นจู่ ๆ ก็รู้สึกหน้ามืด เพราะความเหนื่อยล้า และหิว ทำให้เป็นลมตกลงไปในลำธาร กว่าจะมีคนไปพบก็ผ่านไปสักพักแล้ว ทำให้หลี่เหลียนฮวาคนเก่าไม่รอดจนนางเข้ามาอยู่ในร่างแทนนั่นเอง
แม้ตอนนี้บัวจะรู้สึกสับสนอยู่มาก เพราะภาษา และการใช้ชีวิตของคนที่นี่แตกต่างจากที่ที่นางจากมาเป็นอย่างมาก ซ้ำตั้งแต่จำความได้นางก็ถูกคุณป้าพี่สาวของมารดาที่เป็นข้าหลวงในวังรับไปเลี้ยงดูในวังมาตลอด
และเนื่องจากนางมีพรสวรรค์ทางด้านงานครัวเมื่อย่างเข้าสิบขวบปีก็ได้ลองทำงานในห้องเครื่อง นอกจากการทำสำรับอาหารคาวหวาน และการร้อยมาลัยแล้วนางก็ไม่มีความรู้เรื่องอื่นเลย เพราะถูกเลี้ยงดูมาจากในรั้วในวังทำให้นางอ่อนต่อโลกภายนอกเป็นอย่างมาก
กระทั่งวันหนึ่งในวัยสิบเจ็ดขวบปีเจ้าพระยาไกรสรก็ขอคุณป้าให้นางออกจากวัง เพราะอยากให้นางแต่งกับบุตรชายสหายสนิทของท่าน เมื่อออกมา และได้ทำความรู้จักกันราว ๆ ครึ่งปีก็ถึงฤกษ์ดีที่ทั้งสองจะต้องแต่งงานกัน
แต่ก่อนแต่งงานเพียงหนึ่งวันน้องสาวต่างมารดาของนางก็เข้ามาร่ำไห้บอกว่าตนท้องกับคู่หมั้นของนาง เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรบิดาจึงเปลี่ยนเจ้าสาวจากนางเป็นน้องสาวแทน เพราะความผิดหวังที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัวในวันแต่งงานของคนทั้งสองนางจึงตัดสินใจจบชีวิตของตนที่คลองหลังเรือน
“จากนี้ไป ข้าคือเหลียนฮวามิใช่บัวอีกต่อไป ข้าสัญญาว่าจักดูแลครอบครัวนี้ให้เหมือนเป็นครอบครัวของตัวข้าเอง” บัวให้คำมั่นสัญญาด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายลง ต่อไปนี้นางจะเรียนรู้การเป็นหลี่เหลียนฮวา และเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนที่นี่ให้ดี เพื่อดูแลครอบครัวนี้ให้ดีที่สุด
-TBC-
เปิดเรื่องใหม่กับเรื่องของแม่บัวสาวชาววังจากอยุธยาที่ทะลุมิติมาเป็นลูกหลานชาวนาในยุคจีนโบราณ ชีวิตของบัวในร่างหลี่เหลียนฮวาจะเป็นอย่างไรต่อไปฝากติดตามต่อกันด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
กิ้งก่าทอง
ลูกหลานชาวนา2
“ท่านแม่เจ้าคะ” เช้ามืดของวันหนึ่งเหลียนฮวาเอ่ยเรียกมารดาด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบาอย่างคนที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี
“ฮวาเอ๋อร์ตื่นมาทำไมกันรีบกลับไปนอนเถอะเจ้ายังไม่สบายอยู่นะ”
“ลูกหายดีแล้วเจ้าค่ะ พักผ่อนมาหลายวันรู้สึกเบื่อ ๆ ให้ลูกช่วยทำอาหารนะเจ้าคะ ลูกไม่อยากอยู่เฉย ๆ กินแรงทุกคนเช่นนี้” เหลียนฮวากล่าว ตั้งแต่วันที่นางฟื้นขึ้นมาก็ผ่านมาเจ็ดวันแล้ว ตอนนี้ร่างกายของนางดีขึ้นมาก จนเรียกได้ว่าหายเป็นปกติแล้ว คนที่เคยตื่นมาทำเครื่องเสวยให้เจ้านายทุกเช้าจึงอดรู้สึกเบื่อหน่ายไม่ได้ที่ต้องอยู่เฉย ๆ เช่นนี้
“เอาอย่างนั้นก็ได้ งั้นลูกทำกับข้าวง่าย ๆ สักอย่างนะแม่หุงข้าวแล้ว ทำกับข้าวอีกสักอย่างก็น่าจะพอ” เพราะเห็นสีหน้าที่ดูเบื่อ ๆ ของบุตรสาวนางจึงยอมตกลงให้เหลียนฮวาช่วยทำกับข้าว
“เจ้าค่ะท่าแม่” เหลียนฮวาตอบรับก่อนจะเดินไปหยิบจับเครื่องครัวที่มีอยู่น้อยนิดด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยงดงาม ทำเอาผู้เป็นมารดาได้แต่มองอย่างแปลกใจ
เพราะเหลียนฮวาคนก่อนนั้นเป็นคนเงียบ ๆ และไม่ค่อยพูดจา แม้จะเริ่มเข้ามาช่วยงานในครัวตั้งแต่ปีก่อน แต่ส่วนมากก็ทำได้เพียงต้มไข่ง่าย ๆ เท่านั้น ไหนเลยจะหยิบจับข้าวของอย่างคล่องแคล่วเช่นนี้
เมื่อตรวจดูข้าวของเครื่องครัวแล้วเหลียนฮวาจึงเลือกที่จะทำผัดผักรวมง่าย ๆ เนื่องจากหลังบ้านของนางมีสวนผักอยู่นั่นเอง ตอนนี้จึงมีผักอยู่หลายอย่าง ทั้งไป๋ช่าย* หลัวโป* และหูหลัวโป* นางจึงเดินออกจากครัวไปเก็บผักทั้งสามมาล้างให้สะอาด ก่อนจะหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เสียดายที่ไม่มีมีดแกะสลักหากมีนางคงแกะสลักผักเหล่านี้ก่อนแล้ว เพราะอาหารที่ดีไม่ได้มีเพียงรสชาติเท่านั้นที่ดี แต่หน้าตาก็ต้องดีด้วย
เพราะไม่มีน้ำมันเหลียนฮวาจึงเลือกใส่น้ำลงไปเพื่อใช้ผัดผักแทนน้ำมัน และเพราะทั้งบ้านมีเครื่องปรุงเพียงอย่างเดียวที่มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยเพราะราคาของมันค่อนข้างแพง ดังนั้นเหลียนฮวาจึงต้องใช้เกลืออย่างประหยัด ไม่รู้เป็นเพราะนางมีพรสวรรค์ทางด้านนี้หรือไม่ เพราะอาหารที่นางทำออกมานั้นส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั้งบ้าน และหน้าตาของมันก็ดูน่ากินเป็นอย่างมาก
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะท่านแม่” เหลียนฮวากล่าวก่อนหันไปยิ้มให้มารดาที่ยืนมองอยู่
“น่ากินนัก ไม่นึกว่าลูกทำอาหารอย่างอื่นนอกจากต้มไข่เป็นด้วย” ซุนซูลี่ผู้เป็นมารดาเอ่ยชื่มชมบุตรสาว
“ลูกเพียงอยากลองทำอย่างอื่นดูบ้างเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่ารสชาติจะถูกปากทุกคนหรือไม่” เหลียนฮวากล่าวอย่างถ่อมตน เพราะกลัวมารดาจะรู้ว่านางไม่ใช่เหลียนฮวาตัวจริง
“กลิ่นหอมขนาดนี้รสชาติย่อมดีมากอยู่แล้ว รีบไปล้างไม้ล้างมือเถอะ ใกล้ได้เวลากินข้าวแล้ว” นางซูลี่กล่าวก่อนจะดันหลังบุตรสาวให้ไปล้างไม้ล้างมือหลังตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“เจ้าค่ะ”
หลังล้างมือเสร็จก็พบว่าตอนนี้ทุกคนมานั่งรวมตัวกันที่โต๊ะอาหารอยู่แล้ว โดยโต๊ะอาหารจะแยกโต๊ะบุรุษ และสตรี และแยกโต๊ะเด็กด้วย
“อร่อย! วันนี้ผัดผักที่เจ้าทำอร่อยนักสะใภ้รอง” ตาเฒ่าหลี่ช่านเอ่ยชมหลังได้กินผัดผักไปหนึ่งคำ และพบว่ารสชาติของมันดีกว่าที่เขาเคยกินเป็นอย่างมาก
“วันนี้ไม่ใช่ฝีมือข้าหรอกเจ้าค่ะท่านพ่อ เป็นฝีมือของฮวาเอ๋อร์เขาเจ้าค่ะ” นางซูลี่กล่าวพร้อมมองหน้าบุตรสาวอย่างภาคภูมิใจ เพราะผัดผักที่นางทำรสชาติอร่อยมากทีเดียว
“โอ้ฮวาเอ๋อร์ทำกับข้าวเป็นแล้วหรือ” ผู้เป็นปู่ถามหลานสาวคนเดียวของบ้านด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
“ลองทำเป็นครั้งแรกเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าถูกปากทุกคนหรือไม่” เหลียนฮวายิ้มหวานพลางกล่าวอย่างถ่อมตนเล็กน้อย
หลังสิ้นคำถามของเด็กหญิงทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก ดังนั้นเหลียนฮวาจึงขันอาสาว่าต่อไปนี้นางจะเป็นคนเตรียมอาหาร และทำงานบ้านแทนทุกคนเอง จะได้ไม่ต้องทำงานทั้งในไร่ และในบ้านให้เหนื่อย
วันต่อมาหลังทำงานบ้านเสร็จแล้วเหลียนฮวาจึงมีความคิดอยากที่จะเข้าป่าไปหาเห็ดหาผักมาทำกับข้าวกิน เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกค่อนข้างบ่อย ดังนั้นนางจึงอยากเข้าไปดูเผื่อมีเห็ดขึ้นบ้าง แม้นางจะไม่เคยออกจากวังไปเห็นการเติบโตของเห็ด แต่นางก็รู้ว่าเห็ดมีหน้าตาเช่นไร และมักจะขึ้นในป่าโดยเฉพาะหลังจากที่มีฝนตก
เพราะตอนนี้ทุกคนเข้าไร่ไปทำนากันหมดแล้วดังนั้นเหลียนฮวาจึงไม่ได้บอกใครว่านางจะเข้าป่า คิดเพียงว่าเข้าไปเพียงครู่เดียวคงไม่เป็นอะไร จากนั้นค่อยกลับมาทำอาหารส่งให้ทุกคนในตอนกลางวันอีกที
เด็กหญิงหยิบตะกร้าสานขนาดเล็กขึ้นสะพายบนบ่าก่อนจะเดินขึ้นเขาไปอย่างไม่รีบร้อน ยังคงไว้ซึ่งท่าทางสง่างามดั่งที่กุลสตรีพึงมี ทำให้กว่าจะถึงชายป่าก็ใช้เวลาไปมากกว่าหนึ่งเค่อแล้ว ทั้ง ๆ ที่คนอื่นใช้เวลาเดินเพียงครึ่งเค่อเท่านั้น
“อ้าวเหลียนฮวาหายป่วยแล้วหรือ!” เสียงทักดังขึ้นเบื้องหน้าของเด็กหญิง เมื่อเงยหน้าขึ้นดูก็พบว่าเป็นคนในหมู่บ้านนั่นเอง นางมีนามว่าป้าเจียง
“หายดีแล้วเจ้าค่ะป้าเจียง วันนี้ข้าจึงมาหาของป่าไปไว้ทำกับข้าวกินเจ้าค่ะ แล้วนี่ป้าเจียงพึ่งเข้าป่ามาหรือเจ้าคะ” เด็กน้อยยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน พร้อมถามกลับด้วยท่าทางเป็นมิตร
“ใช่ข้าพึ่งออกจากป่ามา ได้ผักป่ามานิดหน่อยเอง เจ้าจะเข้าป่าก็ระวัง ๆ หน่อยก็แล้วกัน” ป้าเจียงเตือนด้วยความหวังดี เพราะเห็นว่าครั้งก่อนนางเกือบตาย
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านป้าเจียง งั้นข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” เหลียนฮวากล่าวก่อนจะเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงป้าเจียงที่ยืนงงกับท่าทางของนาง
“พิลึก ปกตินางช่างพูดขนาดนี้เชียวรึ” ป้าเจียงได้แต่บ่นพึมพำคนเดียวพร้อมมองตามเด็กหญิงไปอย่างแปลกใจ
ทางด้านเหลียนฮวานั้นหลังจากแยกกับป้าเจียงนางก็เดินเข้าป่าไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทางที่ชาวบ้านทำเอาไว้ แต่เพราะมัวเดินตามเส้นทางของชาวบ้านทำให้นางไม่พบกับผักป่าเลย
“เฮ้อ เหนื่อยจัง ทำไมเดินป่ามันถึงได้เหนื่องเยี่ยงนี้นะ” เด็กหญิงบ่นออกมาพร้อมยกมือขึ้นปาดเหงื่อเบา ๆ ก่อนจะนั่งพักดื่มน้ำที่เตรียมมาก่อน
หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้วเหลียนฮวาจึงเริ่มออกเดินทางต่อ แต่ครั้งนี้นางเลือกเดินออกนอกเส้นทางของชาวบ้าน และเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองหลงทาง นางจึงใช้มีดทำครัวที่เตรียมมาทำสัญลักษณ์ไว้บนต้นไม้ไปด้วย
หลังเดินออกนอกเส้นทางมาได้ไม่นานเด็กน้อยวัยแปดหนาวก็เจอเข้ากับเห็ดป่ามากมาย เมื่อเข้าไปดูก็พบกับเห็ดที่คุ้นเคย และรู้จัก ส่วนเห็ดชนิดไหนที่นางไม่รู้จักนางเลือกที่จะไม่เก็บเพื่อความปลอดภัย
เด็กน้อยเดินต่อไปเรื่อย ๆ ก็ได้พบกับกอไม้ชนิดหนึ่งที่คุ้นเคยไม่แน่ใจว่าใช่สิ่งที่รู้จักหรือไม่จึงลองขุดดู เมื่อขุดลึกลงไปก็เจอเข้ากับหัวมันขนาดใหญ่หนึ่งหัว เมื่อลองขุดต่อไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งเจอหัวมันเยอะขึ้น
“ใช่จริง ๆ ด้วย! ขอบคุณคุณท้าวอ่อนนะเจ้าคะที่เอาต้นมันเทศมาให้บัวดู” เหลียนฮวากล่าวขึ้นอย่างดีใจ เพราะหากว่านางไม่เอะใจกับใบของมันที่ดูคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนป่านนี้นางคงเดินเลยไปแล้ว เหลียนฮวาขุดมันเทศขึ้นมาหลายหัวแต่ไม่สามารถขนไปได้จึงทำได้เพียงวางทิ้งเอาไว้ และทำสัญลักษณ์เอาไว้เพื่อที่ครั้งหน้าจะได้พาบิดา และคนอื่น ๆ มาช่วยขน
หลังจากได้ของกินมาหลายอย่างเด็กหญิงก็ยิ่งได้ใจ และเดินเข้าป่าลึกขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้จึงหยุดเดิน
“ตายจริง! ตอนนี้เราต้องไปส่งอาหารให้ทุกคนนี่นารีบกลับก่อนดีกว่า!” เมื่อคิดได้ว่าตนลืมเรื่องสำคัญไปเด็กหญิงจึงมองหาสัญลักษณ์ที่ทำไว้ เพื่อที่จะได้เดินตามมันไป และกลับบ้าน แต่ไม่ว่าจะเดินวนหาเท่าไหร่นางก็หาสัญลักษณ์ที่ทำไว้ไม่เจอเลย
“ตายแล้วนี่เราหลงป่าแล้วหรือนี่ ทำอย่างไรดี!” เด็กหญิงถามตัวเองด้วยความตื่นตระหนก นางพยายามเค้นความทรงจำของเหลียนฮวาคนเก่าเพื่อหาทางออกจากป่า แต่ปรากฏว่าเหลียนฮวาคนเก่าไม่เคยเดินมาทางนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
บัวในร่างเหลียนฮวาเริ่มรู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยหลงป่ามาก่อน แม้แต่เดินป่านางยังไม่เคย ด้วยไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีเด็กหญิงจึงตัดสินใจลองเดินกลับไปทางเดิมดู แต่ไม่รู้ว่าเดินไปอย่างไร เพราะยิ่งเดินนางก็ยิ่งเข้าป่าลึกขึ้นเรื่อย ๆ ทำได้เพียงทำสัญลักษณ์เอาไว้ว่าเคยเดินผ่านทางนี้มาแล้วเท่านั้น
“โอ๊ย!” เด็กหญิงร้องขึ้นเสียงหลงหลังจากที่สะดุดรากไม้ขนาดใหญ่เข้าส่งผลให้นางล้มลงจนแขนโดนเศษกิ่งไม้บาดจนเป็นแผลเลือดซิบ
ไป๋ช่าย* = ผักกาดขาว
หลัวโป* = หัวไชเท้า
หูหลัวโป* = แครอท
-TBC-
น่าสงสารน้องอยากหาของกินมาเพิ่มให้คนที่บ้าน แต่ดันหลงป่าซะงั้น อุตส่าห์รอบคอบทำสัญลักษณ์เอาไว้แท้ ๆ ยังจะหลงทางอีก แล้วน้องจะหาทางออกจากป่าได้ไหม เอาใจช่วยน้องกันด้วยนะคะทุกคน
ขอบคุณค่ะ
กิ้งก่าทอง
ลูกหลานชาวนา3
“ฮึก เหตุใด… ฮึก เหตุใดโชคชะตาจึงใจร้ายกับข้านัก ฮือ ๆ ข้าเพียงอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ฮึก ทำไมข้าต้องมาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ด้วย ฮือ ๆ” เด็กหญิงนั่งร้องไห้เสียงดังลั่นป่าอย่างเศร้าสร้อยกับชะตาชีวิตของตน อีกทั้งยังรู้สึกเจ็บไปทั้งตัว
ชาติก่อนก็โดนคู่หมั้นหักหลังแอบไปได้เสียกับน้องสาวต่างมารดาของนาง พอมาชาตินี้ ต้องมาอยู่อย่างยากลำบากกับครอบครัวชาวนาที่แสนยากจนในโลกที่ไม่คุ้นเคย แล้วมาตอนนี้ยังหลงป่าเสียได้
‘เสียงเด็กที่ไหนมาร้องไห้ลั่นป่ากัน’ ในขณะที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่นั้นจู่ ๆ เด็กน้อยก็ได้ยินเสียงพูดคุยของใครบางคนเข้า เมื่อแหงนหน้ามองที่มาของเสียงก็พบกับกระรอกคู่หนึ่งที่ทำท่าทางราวกับกำลังพูดคุยกันอยู่
‘จะเด็กที่ไหนเล่าก็เด็กที่นั่งอยู่นั่นไง ดูเหมือนจะหลงป่า ถึงได้นั่งร้องไห้อยู่อย่างนี้’ เสียงที่สองดังตามมาติด ๆ เหลียนฮวาได้แต่มองรอบ ๆ ด้วยความหวาดกลัว เพราะดูท่าแล้วเสียงที่นางได้ยินไม่น่าจะเป็นเสียงของกระรอกสองตัวนี้เป็นแน่ ใช่สิกระรอกที่ไหนจะพูดได้กัน
“นั่นเสียงใครน่ะ! ออกมานะ!” เด็กหญิงตะโกนขึ้นเสียงดัง เพราะไม่เห็นใครอยู่แถวนี้เลย
‘หือ…ก็ไม่เห็นมีใครพูดนี่นา ที่นี่ก็มีแค่นางกับพวกเรา นางได้ยินเสียงอะไรกัน’ เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เหลียนฮวาเงยหน้าขึ้นมองที่มาของเสียงอีกครั้ง นางพยายามไม่คิดว่าเสียงที่นางได้ยินเป็นเสียงของกระรอกสองตัวนี้ แต่นางก็ไม่เห็นคนอื่นอยู่ที่นี่เลย ดังนั้นจึงได้แต่ลองหยั่งเชิงออกไป
“เมื่อครู่เป็นเสียงของพวกเจ้าใช่หรือไม่” เด็กน้อยร้องถามเสียงสั่น ๆ อย่างหวาดกลัว
‘เอ๋~ เจ้าได้ยินเสียงพวกข้างั้นหรือ’
“จ…เจ้าเป็นกระรอกใช่หรือไม่”
‘ใช่แล้วส่วนเจ้าก็เป็นมนุษย์!’
“กรี๊ด!!!” หลังได้ยินคำตอบเหลียนฮวาก็กรีดร้องเสียงดังลั่นป่าจนฝูงนกแตกรังก่อนจะหมดสติไป
“ฮวาเอ๋อร์…ฮวาเอ๋อร์!”
“อือ~” เมื่อได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคยเหลียนฮวาก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะพบว่าตอนนี้รอบตัวนางมีเพียงแสงริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันเท่านั้น
“เป็นอย่างไรบ้าง แม่คิดว่าจะต้องเสียเจ้าไปซะแล้ว” ซูลี่กล่าวพร้อมกอดบุตรสาวที่พึ่งฟื้นร้องไห้เสียงดัง
“ท่านแม่… เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะทำไมข้ามาอยู่ที่นี่ได้”
“ก็เมื่อตอนกลางวันแม่ไม่เห็นเจ้าเอาข้าวไปให้อย่างที่บอก อารุ่ยก็เลยอาสามาดูที่บ้านแต่กลับไม่เห็นใครเลย พอออกตามหาก็เจอเข้ากับป้าเจียงพอดี พอสอบถามถึงรู้ว่าเจ้าเข้าป่า…”
…
“ทุกคนขอรับป้าเจียงบอกว่าเห็นฮวาฮวาเข้าไปในป่าเมื่อสองชั่วยามก่อนขอรับ” หลี่จือรุ่ยวิ่งกลับมาบอกคนในบ้านที่กำลังรอข้าวอยู่อย่างรีบร้อน เพราะน้องสาวเข้าป่าไปนานแล้ว แต่ยังไม่กลับมาเลยทั้ง ๆ ที่สัญญาเอาไว้ว่าจะทำกับข้าวมาให้พวกเขาที่นี่แท้ ๆ
“อะไรนะ!” หลี่จิ้นปิง และซุนซูลี่ร้องขึ้นด้วยความตกใจพร้อมกัน เมื่อได้รู้ว่าบุตรสาวคนเดียวหายเข้าป่าไปกว่าสองชั่วยามแล้วจนป่านนี้ก็ยังไม่กลับ
หลังจากนั้นพวกผู้ชายในบ้านก็รีบพากันเข้าไปในป่าเพื่อตามหาเด็กหญิงทันที หลังจากตามไปได้สักพักพวกเขาก็เจอเข้ากับสัญลักษณ์ที่นางทำเอาไว้ เมื่อเดินตามสัญลักษณ์นั้นไปได้ราว ๆ หนึ่งชั่วยามก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของนาง พอรีบตามไปดูจึงพบนางนอนหมดสติอยู่ที่พื้นใต้ต้นไม้ใหญ่จากนั้นพวกเขาจึงพานางกลับมาบ้านนั่นเอง
“คราวหน้าคราวหลังอย่าทำให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงเช่นนี้อีกรู้หรือไม่” หลี่จิ้นปิงผู้เป็นบิดากล่าว ตอนที่เขาไปเจอบุตรสาวนอนไม่ได้สติอยู่กลางป่า ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาหวาดกลัวแค่ไหนๆ
“ลูกขอโทษเจ้าค่ะท่านพ่อ ครั้งหน้าลูกจะไม่ทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วงอีก” หลี่เหลียนฮวากล่าวอย่างสำนึกผิด “แล้วนี่ท่านพ่อได้นำตะกร้าลูกลงมาด้วยไหมเจ้าคะ” หลังคิดได้ว่าในตะกร้ามีของกินหลายอย่างนางก็รีบถามหาตะกร้ากับบิดาทันที
“พ่อเก็บเอาไว้ในครัวแล้ว”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ”
“จริงสิเจ้ายังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่บ่าย เดี๋ยวแม่รีบไปหาอะไรมาให้กิน” กล่าวจบซุนซูลี่ก็รีบวิ่งออกไปในครัว เพื่อไปตักน้ำต้มข้าวที่เหลืออยู่กับไข่ต้มหนึ่งฟองที่นางไปขอซื้อจากบ้านป้าจางมาบำรุงบุตรสาว
หลังจากคืนวันแห่งความวุ่นวายผ่านไป ทุกคนก็ออกไปทำไร่ทำสวนกันเช่นปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือหลังจากนี้พวกผู้ใหญ่ตัดสินใจให้หลี่เผยจุน และหลี่รุ่ยเต๋อคอยอยู่เป็นเพื่อนเด็กหญิง เพราะกลัวว่านางจะไปซุกซนที่ไหนอีก
หลังจากที่ทุกคนออกไปทำไร่ทำสวนกันแล้วเหลียนฮวาจึงไปรดน้ำผักหลังบ้านต่อด้วยความทุลักทุเล เพราะตัวของนางค่อนข้างเล็กทำให้นางถือถังน้ำที่มีขนาดใหญ่ได้ลำบาก กว่าจะรดน้ำผักเสร็จจึงใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วยาม แม้จะมีน้องชายทั้งสองคอยอยู่ช่วยก็ตาม
หลังรดน้ำผักเสร็จเด็กน้อยก็ไปทำความสะอาดบ้านต่อ เพราะเคยอยู่ในรั้วในวังมาก่อนทำให้นางทนเห็นบ้านที่สกปรกไม่ได้ ทุกเช้าหลังทำกับข้าว และรดน้ำผักเสร็จแล้วนางก็จะมาทำความสะอาดบ้าน และเอาที่นอนของทุกคนออกไปตากเช่นนี้ทุกวัน
เมื่อทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้วนางก็เตรียมกับข้าวไปให้คนที่ไร่ต่อ โดยมีเด็กชายทั้งสองเป็นผู้ช่วย นื่องจากตอนนี้มีมันเทศเพิ่มเข้ามา เพราะหลังจากที่นางหลงป่าคราวนั้นนางก็ขอให้บิดาไปขนมันเทศที่นางขุดเอาไว้ลงมาเผาให้ทุกคนกิน ซึ่งทุกคนก็ชอบรสชาติของมันเป็นอย่างมาก ดังนั้นมื้ออาหารในทุกวันจะมีมันเทศเผาปิดท้ายเสมอ
“อาจุน อาเต๋อ พวกเรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวทุกคนจะรอ” เหลียนฮวากล่าวขึ้นหลังจากยกของทุกอย่างใส่รถเข็นเล็ก ๆ ที่บิดาทำไว้ให้นางใช้ขนข้าวไปส่งที่ไร่ เพราะเห็นว่าทุกครั้งที่นางเอาข้าวไปส่ง ตัวนางจะเอียงซ้ายทีขวาที เพราะความหนักของสิ่งของที่ถือตลอด
“ขอรับพี่สาว” เด็ก ๆ ตอบรับผู้เป็นพี่อย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะไปยืนอยู่ข้างรถเข็นคนละข้างเพื่อช่วยนางเข็นของอีกแรง
ใช้เวลาเดินหนึ่งเค่อพวกเขาก็เดินมาถึงที่ทำกินของครอบครัวหลี่ที่มีที่นาอยู่ราว ๆ สิบหมู่ เพราะที่ทำกินมีน้อยทำให้พวกเขาไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้เสียที จะทำอะไรมากก็ไม่ได้นอกจากต้องทำใจ
“ทุกคนเจ้าคะ พักกินข้าวกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ” เด็กหญิงตะโกนเรียกคนในครอบครัวที่กำลังเกี่ยวข้าวกันอยู่ให้มาพักกินข้าวกินปลากันเสียก่อน
“วันนี้มีอะไรกินหรือฮวาเอ๋อร์” หลี่ย่าเสียนถามหลานสาวพลางปาดเหงื่อไปพลาง
“วันนี้มีแกงเห็ดป่า ผัดผัก แล้วก็มันเทศเผาเจ้าค่ะท่านย่า” แม้ว่านางจะมีความสามารถด้านการทำอาหาร แต่วัตถุดิบที่จะใช้ทำอาหารกลับมีอยู่น้อยเหลือเกิน ทำให้นางสามารถทำอาหารได้เพียงเท่านี้จริง ๆ
หลังจากที่ทุกคนพากันล้างไม้ล้างมือเรียบร้อยแล้วก็มานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พวกเขาจะลงนากันแล้วเพราะเหลืออีกไม่มากพวกเขาก็จะเกี่ยวข้าวกันเสร็จแล้วนั่นเอง
“ท่านปู่เจ้าขา” หลี่เหลียนฮวาร้องเรียกท่านปู่ของตนด้วยน้ำเสียงออดอ้อน เพราะนางมีเรื่องจะขอร้องเขานั่นเอง
“มีอะไรงั้นหรือฮวาเอ๋อร์หลานปู่ หรือว่าเจ้าอยากได้อะไร” หลี่ช่านเอ่ยถามหลานสาวสุดที่รักด้วยสีหน้ากังวล เพราะกลัวว่าตนจะให้ในสิ่งที่หลานสาวตัวน้อยขอไม่ได้
“หลานเพียงอยากขอยืมตัวพี่จือรุ่ยช่วงบ่ายนี้เจ้าค่ะ” เด็กหญิงกล่าว
“หืม พี่หรือ?” หลี่จือรุ่ยชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างแปลกใจ
“ใช่เจ้าค่ะ” นางตอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเช่นเคย
“จะยืมตัวพี่ไปไหนกัน”
“ช่วงนี้บ้านของเรามีกับข้าวน้อยลงมากเลยเจ้าค่ะ ข้ากลัวว่าอาหารจะไม่พอจึงอยากเข้าป่าไปหาอาหารมาเพิ่มอีกเจ้าค่ะ ครั้นจะเข้าป่าคนเดียวก็กลัวว่าจะหลงทางอีก หากมีพี่จือรุ่ยไปด้วยข้าย่อมไม่หลงทางแน่นอนเจ้าค่ะ” หลี่เหลียนฮวากล่าวความคิดของตัวเองให้ทุกคนฟัง
“พ่อว่าอย่าเลยดีกว่าในป่ามันอันตรายเกินไป” หลี่จิ้นปิงไม่เห็นด้วยกับบุตรสาว เพราะเป็นห่วง ป่าในหมู่บ้านของพวกเขานั้นกว้างใหญ่เป็นอย่างมาก และค่อนข้างที่จะอันตราย ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้บุตรสาวเข้าไปในป่าอีก
“แต่ในป่ามีอาหารมากมายนะเจ้าคะท่านพ่อ อย่างน้อยพวกเราจะได้มีอย่างอื่นกินบ้าง”
“งั้นเอาอย่างนี้ดีไหมขอรับท่านลุง ข้าจะไปด้วย แล้วก็จะไปชวนซือห้าวไปด้วย พ่อซือห้าวเป็นนายพรานดังนั้นเขาจึงเก่งเรื่องวางกับดักมาก อีกทั้งเขายังรู้จักป่าเป็นอย่างดี ไม่พาพวกเราไปที่ที่อันตรายแน่นอนขอรับ” หลี่จือหลินเสนอ เพราะอย่างไรงานในนาก็เหลืออีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น ลำพังแค่พ่อของเขา และท่านอาทำกันสองคนไม่ถึงครึ่งวันก็เสร็จแล้ว แต่นี่ยังมีท่านแม่ ท่านอาสะใภ้ และท่านปู่ท่านย่าอีก ไม่ถึงสองชั่วยามงานคงเสร็จ
“เอาล่ะ ๆ หากหลานอยากไปก็ไปเถอะ แต่อย่าเข้าไปในป่าลึกนักเล่า มันอันตราย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านปู่ ไปกันเถอะเจ้าค่ะพี่จือรุ่ย พี่จือหลิน”
-TBC-
เฉลยแล้วความสามารถพิเศษของน้องคือ! …น้องสามารถได้ยินเสียงของสัตว์นะคะ แล้วก็สามารถสื่อสารกันได้ด้วย
น้องอยากเข้าป่าอีกแล้ว… หนูไม่รู้จักคำว่าเข็ดหลาบเลยลูก แต่จะทำยังไงได้ในเมื่ออาหารกำลังจะหมดแล้ว ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ นอกจากต้องเข้าไปในป่า น้องจะหาอาหารกลับมาให้คนที่บ้านกินได้ไหม อย่าลืมมาเป็นกำลังใจให้น้องกันด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
กิ้งก่าทอง