โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้ามมิติไปเลี้ยงลูกด้วยระบบซูเปอร์มาร์เก็ต

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 27 พ.ค. 2567 เวลา 12.17 น. • Serial.print()
เซี่ยเชียนเป็นคนทั่วไปที่บังเอิญข้ามมิติไปอยู่ในยุคจีนโบราณพร้อมระบบสุดไฮเทคโนโลยีของร้านสะดวกซื้อแต่ที่ทำให้เขารับไม่ได้คือหนุ่มโสดอย่างเขาดันกลายเป็นเกอที่มีลูกติดถึงสามคน!

ข้อมูลเบื้องต้น

เซี่ยเชียนคือคนธรรมดาที่ชื่นชอบการซื้อของออนไลน์เป็นชีวิตจิตใจ แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับต้องตื่นขึ้นในยุคโบราณที่ไม่มีไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต พร้อมเขายังมีลูกด้วยกันถึงสามคน!

ยังดีที่สวรรค์มีเมตตาส่งระบบสุดโกงของตัวเอกอย่างระบบซูเปอร์มาร์เก็ตมาให้เขา เช่นนั้นการใช้ชีวิตในโลกโบราณของเขาก็ไม่ได้ยากเกินไปแล้ว!

"ข้าจะเลี้ยงกระต่ายไว้กิน!"

ถูกแม่เลี้ยงสามีขโมยไปขายจนหมด

"ข้าจะปลูกผักไปขาย!"

ผักถูกขโมยจนหมด…

"ข้าจะเข้าป่าไปเก็บของป่ามาขาย!"

คนอื่นเก็บไปจนหมดแล้ว…

ชีวิตเซี่ยเชียนก็ลำบากเช่นนี้แล…

จากนักเขียน

นิยายเรื่องนี้มีทั้งหมด 63 ตอน (ไม่มีตอนพิเศษ) เปิดให้อ่านฟรีจนจบเล่ม

มีการติดเหรียญอ่านล่วงหน้า

0 - 2500 คำ ราคา 2 เหรียญ

2500 ขึ้นไป ตอนละ 4 เหรียญ

หากนักอ่านท่านใดอ่านแล้วรู้สึกค้างอยากอ่านต่อเร็วๆ สามารถกดซื้ออีบุ๊กได้ที่ช่องทางการซื้ออีบุ๊ก!

ปฐมบท เรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อ

ก่อนคริสต์ศักราชราวหนึ่งร้อยสามสิบปี รัชศกฮั่นฮวาปีที่สี่เมืองฉางอันเมืองหลวงของแคว้นฮั่นในตอนนั้น พระเจ้าฮั่นอู่ตี้เป็นผู้ปกครองแคว้น คือยุคทองของราชวงศ์ฮั่น มีกำลังทหารเข้มแข็งเกรียงไกร พระองค์เป็นมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถและมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล

การปกครองถูกดำเนินด้วยนโยบาย ‘ผ่อนภาระหน้าที่ประชาชน’ สืบเนื่องมาจากปฐมกษัตริย์ ทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็น ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ในยุคนี้จึงยกให้พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิ ประชาชนยกย่องเชิดชูและนับถือพระองค์มาก

กระท่อมขนาดเล็กหลังหนึ่งตั้งอยู่แถบชานเมือง บนพื้นที่รกร้างของเนินเขา บ้านบุตรชายคนโตสกุลต้วนเวลาเช้าตรู่ ต้วนเสี่ยวชี ต้วนเสี่ยวชิงและต้วนเสี่ยวเยี่ยน เด็กทั้งสามกำลังยืนเกาะขอบเตียงมารดาด้วยหางตาปริ่มน้ำ

เซี่ยเชียนมารดาของเด็กทั้งสาม กำลังนอนหลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเตียงขนาดเล็กที่ตั้งเอาไว้ติดขอบกำแพงด้านในห้อง ไม่ได้รับรู้เลยสักนิดว่าที่ขอบเตียงกำลังมีใครจับจ้องตนเองอยู่

“ฮือท่านแม่ป่วยหรือขอรับ!” เด็กเกอตัวเล็กที่สุดในทั้งสามพูดขึ้นทั้งน้ำตา เสี่ยวเยี่ยนสูงเพียงขอบเตียงของมารดาเท่านั้น คางเล็กเกยลงไปบนเตียงพลางยื่นมือออกไปเขย่าแขนมารดา

“ให้ซิงอีไปตามหมอดีหรือไม่ขอรับต้าเกอ” เด็กชายที่ตัวสูงรองจากเด็กตัวเล็กพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล ปกติแล้วมารดาพวกเขาไม่เคยตื่นสาย ตอนนี้ตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าเลยมาถึงยามเฉิน [1] แล้ว ท่านแม่ก็ยังไม่ตื่นพวกเขาทั้งสามถึงได้มาหาที่ห้อง

ต้วนเสี่ยวชิงหันไปถามพี่ชายฝาแฝดที่ยืนอยู่ข้างกันอย่างปรึกษา เด็กชายเป็นห่วงมารดากลัวว่าจะเป็นอะไรไป พวกเขาสามพี่น้องอยู่ไม่ได้หากขาดมารดา

“ซิงอีไปเอาส่วนแบ่งข้าวสารมาให้พวกเรา ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วยังไม่กลับมาเลย ไม่แน่ว่าอาจจะถูกคนพวกนั้นรังแก” ต้วนเสี่ยวชีตอบน้องชาย ซิงอีคือบ่าวรับใช้ที่มารดาซื้อตัวมาเมื่อสี่ปีก่อน นางทั้งคอยดูแลพวกเขาทั้งคอยทำความสะอาดกระท่อมหลังเล็กแห่งนี้

แม้จะบอกว่าเป็นกระท่อมหลังเล็ก แต่ก็มีห้องนอนมากถึงสามห้องด้วยกัน เขาและน้องชายนอนด้วยกัน น้องเล็กและซิงอีนอนด้วยกัน ส่วนมารดาของเขานอนกับบิดา ตอนนี้บิดาไม่อยู่มารดาจึงต้องนอนคนเดียว

ตั้งแต่เช้าซิงอีก็รีบไปที่ลานแจกข้าวสารกลางหมู่บ้าน เพื่อนำข้าวสารกลับมาให้พวกตน ผ่านมาครึ่งชั่วยามแล้วนางยังไม่กลับมา เกรงว่าจะถูกพวกของย่ารองรังแกอย่างเคย นางถือว่าตนเองเป็นภรรยารองของท่านปู่และเป็นย่าของพวกเขา มักนำอาหารของพวกเขากลับบ้านตนเอง

“ต้าเกอท่านแม่เป็นกระไรไป” เสี่ยวเยี่ยนหันหน้าไปถามพี่ชายน้ำเสียงสั่นเครือ เหตุใดท่าทางของมารดาไม่สงบเรียบร้อยเหมือนทุกวัน แขนไปทางขาไปทางมองดูแล้วเหมือนกำลังป่วย

“เยี่ยนเอ๋อร์ไม่ต้องร้อง ท่านแม่แค่กำลังหลับ เจ้าหิวแล้วใช่หรือไม่ ห้องต้าเกอมีขนมพวกเราไปกินกันก่อนเถิด” ต้วนเสี่ยวชีรีบพูดปลอบน้องคนเล็ก เขาจูงแขนน้องสามเดินออกมาจากห้องมารดาเพื่อพาไปยังห้องของตน เดินตามหลังกันมาก็คือเหล่าเอ้อร์หรือน้องรอง ท่านแม่เลี้ยงดูพวกเขาสามพี่น้องคงจะเหนื่อย ให้นอนพักอีกเล็กน้อยค่อยมาปลุก

ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามซิงอีกลับมาพร้อมกับข้าวสารสองชั่ง [2] ในมือ ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิงข้าวสารในตะกร้าก็น้อยนิด นางนำมันวางไว้บนโต๊ะที่ตั้งอยู่ในโถงขนาดเล็กกลางกระท่อมแล้วเดินไปเรียกคุณชายน้อยทั้งสามของตน เป็นเพราะคนพวกนั้นแท้ๆ ทำให้นางมาช้า ป่านนี้คุณชายน้อยคงหิวแย่แล้ว

เดินหาจนทั่วกลับไม่พบคุณชายน้อยอยู่ในห้องสักคน นางจึงรีบเข้าไปห้องนอนไท่ไท[3] อย่างร้อนใจ คาดไม่ถึงว่าคุณชายน้อยจะอยู่ที่นี่กันหมด

“คุณชายได้ข้าวสารมาแล้วเจ้าค่ะ” ซิงอีเดินเข้าไปแล้วแจ้งกับเจ้านายของนางทันที สายจนป่านนี้แล้วแต่เจ้านายบนเรือนยังไม่ได้กินข้าวสักคน บ่าวอย่างนางรู้สึกละอายใจยิ่งนัก

“ซิงอีถูกรังแกมาอีกแล้วหรือ” ต้วนเสี่ยวชีเห็นสภาพของนางแล้วถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง แม้จะบอกว่านางเป็นบ่าวรับใช้ แต่พวกเขามองนางเป็นหนึ่งคนในครอบครัวมากกว่า ชาวบ้านยากจนอย่างพวกเขา จะมีบ่าวรับใช้ได้อย่างไร

“เพื่อคุณชายและไท่ไทบ่าวทนได้เจ้าค่ะ คุณชายน้อยหิวแล้วหรือไม่เจ้าคะ บ่าวจะรีบไปทำอาหารเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” ซิงอีปฏิบัติตัวอย่างนอบน้อมเสมอ แม้เจ้านายจะใจดีเพียงใดแต่นางถูกอบรมมาอย่างดี ไม่เคยคิดตีตนเสมอนาย ควรรู้ว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน

“ท่านแม่ไปกินข้าวกันนะขอรับ ไว้ข้าจะตามหมอมาตรวจให้ท่าน” เด็กชายเดินเข้าไปบอกกับมารดาที่เอาแต่นั่งนิ่งไม่ยอมพูดอะไร มารดาพวกเขาก็เป็นเช่นนี้ขี้ขลาดตาขาว บ่าวใช้ตนเองถูกรังแกก็ไม่เคยออกตัวปกป้อง ปล่อยให้คนอื่นได้ใจจนตนเองต้องใช้ชีวิตลำบาก

ร่างที่นั่งอยู่บนเตียงกำลังสะลึมสะลือจากการตื่นนอน ดวงตาคมเฉี่ยวกะพริบไปมาเพื่อปรับความคมชัดของภาพที่ตนได้เห็น แต่ไม่ว่าจะกะพริบตาอย่างไร หางตาก็ไม่อาจสลัดอะไรสักอย่างที่มันติดอยู่ตรงนั้นเป็นสีแดงออกไปได้เลย นำมือขึ้นมาขยี้ตาก็แล้ว ส่ายศีรษะไปมาก็แล้ว คิดว่าต้องไปส่องกระจกเพื่อนำมันออก

“ท่านแม่ไปกินข้าวกันเถิดขอรับ” เสี่ยวเยี่ยนจับมือมารดาแล้วออกแรงดึงให้เดินตามตนเองมา พี่ชายล้วนออกไปช่วยซิงอีทำอาหารกันหมดแล้ว เหลือแต่เขาที่กำลังรอเดินไปพร้อมมารดา

พอทุกอย่างแจ่มชัดเซี่ยเชียนถึงได้รู้ตัวว่ามีเด็กกำลังยืนมองตนอยู่ข้างเตียง มือป้อมเล็กจับแขนเขาเอาไว้พร้อมมองมาที่ตนตาแป๋ว

ใคร?

คำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัวทันที เหมือนว่าเมื่อครู่นี้จะมีคนอื่นอยู่ด้วยเช่นกัน แต่เพราะยังไม่ได้สติจึงไม่ได้ถามออกไป เซี่ยเชียนจ้องเด็กชายตรงหน้าตาเขม็ง ความจริงแล้วเขาคิดว่าตนเองไม่ค่อยถูกกับเด็ก คิดว่าพวกเขาน่ารำคาญ มีเด็กมาอยู่ในห้องตนเช่นนี้จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร

จะว่าไปแล้วนี่เขาอยู่ห้องใคร?

จำได้ว่าเมื่อคืนหลังจากช็อปปิ้งอย่างพอใจในเชาซื่อ [4] แล้วก็หลับไป แถมเขายังฝันเสียด้วย ฝันว่ามีเสือน้อยสามตัวกำลังจ้องจะตะครุบเหยื่ออย่างน่ารักน่าเอ็นดู พอตื่นขึ้นมาก็กลายเป็นอย่างที่เห็น

“ท่านแม่ขอรับ!” เสี่ยวเยี่ยนเรียกมารดาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าคนบนเตียงเอาแต่นิ่งเฉยไม่ยอมขยับ ท่านแม่เป็นอันใดไป?

“หื้ม? เด็กน้อยอย่าเรียกใครว่าแม่ซี้ซั้วแบบนี้สิ แม่ของหนูอยู่ไหนเดี๋ยวพี่ชายพาไปหาดีหรือไม่” มาบอกว่าเซี่ยเชียนเป็นมารดา จะไม่ตลกไปหน่อยหรือ เขาเป็นผู้ชายท้องไม่ได้!

“ท่านก็คือท่านแม่ของข้า ข้าไม่เอาแม่คนอื่น!” เสี่ยวเยี่ยนพูดด้วยน้ำตาคลอหน่วย หรือว่าท่านแม่ไม่ต้องการพวกเราสามพี่น้องแล้ว เป็นเพราะข้าเป็นตัวถ่วงใช่หรือไม่

เซี่ยเชียน “…”

มีเด็กน้อยมายืนน้ำตาซึมตรงหน้า เขาก็รู้สึกใจอ่อนยวบ จึงห้ามใจอุ้มเจ้าตัวขึ้นมากอดปลอบไม่ได้ เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นจะหาว่าเขารังแกเด็ก

“ไม่ร้องเป็นเด็กดีเชื่อฟัง เข้าใจหรือไม่” เซี่ยเชียนไม่เคยเลี้ยงเด็ก แต่ชอบดูคลิปเด็กน้อยน่ารักที่ออดอ้อนบิดามารดาในอินเทอร์เน็ต ท่าทางเด็กชายน่าเอ็นดูเหมือนกันไม่มีผิด แล้วเขาจะอดใจไหวได้หรือ?

จะว่าไปแล้วตัวเด็กนี่นุ่มนิ่มใช้ได้ มีกลิ่นหอมจากตัวเด็กดูแล้วการเลี้ยงเด็กคงไม่เลว มือเรียวอดที่จะจับแขนนุ่มนิ่มขึ้นมาบีบไปมาไม่ได้ เด็กคนนี้ผอมไปหน่อยหรือเปล่า แม้จะมีแก้มเล็กน้อยแต่ตัวกลับผอมแห้งเช่นนี้ ใครเป็นพ่อแม่เนี่ยใช้ไม่ได้เลยจริงๆ มีลูกน่ารักขนาดนี้ควรจะเลี้ยงให้ตัวอวบอ้วนถึงจะถูก!

มีการแจ้งเตือนจากระบบ…

และเป็นอีกครั้งที่หางตาของเขาต้องเหลือบไปเห็นรูประฆังการแจ้งเตือนอันคุ้นตาที่มักจะเห็นอยู่บ่อยๆ ตรงหน้าเขากลายเป็นหน้าจอฮอโลแกรมขึ้นมาทันที เมื่อเขานึกสงสัยว่ามันคือแจ้งเตือนอะไร

‘ยินดีต้อนรับท่านสมาชิกใหม่ คุณได้รับ เชาซื่อพอยต์ จำนวน 1,000 พอยต์’

เซี่ยเชียน “??”

ความรู้สึกนี้ช่างแปลกใหม่ มีเด็กชายตัวน้อยอยู่บนอ้อมอก และยังมีหน้าจอฮอโลแกรมปรากฏขึ้นตรงหน้า เร็วเท่าความคิดมือข้างหนึ่งก็ยื่นออกไปสัมผัสปุ่มแจ้งเตือนที่ปรากฏขึ้นทันที

หน้าจอฮอโลแกรมแบบทัชสกรีนหรือจอสัมผัสแสดงภาพแอปพลิเคชันหนึ่งเด้งขึ้นมา รูปโลโก้อันเป็นเอกลักษณ์สีแดงประดับเอาไว้มุมซ้ายบนอย่างเด่นหรา คือแอปเชาซื่อที่เขาพึ่งจะช็อปปิ้งสินค้าไปเมื่อคืนนั่นเอง

ไม่ทันได้สัมผัสอะไรอีก ตัวแอปก็เด้งหน้าข้อมูลส่วนตัวขึ้นมาทันที มีการลงทะเบียนสมาชิกเรียบร้อย พร้อมกับข้อมูลส่วนตัวที่แปลกไป เมื่อคืนจำได้เขาลงอาชีพเป็นพนักงานออฟฟิศ ไฉนตอนนี้ถึงได้บันทึกเอาไว้ว่าเป็นมารดาแม่ลูกสาม อาชีพอยู่บ้านรับเงินจากสามี!

ข้อมูลด้านล่างรูปโปรไฟล์คือจำนวนเงินในบัญชี และคะแนนสะสมอยู่ข้างกัน เงินมีหนึ่งพันหยวน แต้มสะสมเองก็หนึ่งพันพอยต์เช่นกัน เป็นเงินที่เซี่ยเชียนเติมเอาไว้เมื่อคืนแล้วยังใช้ไม่หมด

เซี่ยเชียนรู้สึกจะเป็นลม…

นอกจากช็อปปิ้งในแอปพลิเคชันออนไลน์แล้ว หนึ่งสิ่งที่พนักงานออฟฟิศอย่างเขาชอบทำก็คือดูหนังและซีรีส์ แนวพวกข้ามมิติตายแล้วเกิดใหม่ก็มีให้เห็นอยู่เช่นกัน หรือว่าเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น?

จะเป็นไปได้ยังไง…

“ท่านแม่เยี่ยนเอ๋อร์หิวแล้วขอรับ” พอก้มมองเด็กชายตัวน้อยที่กำลังมองเขาตาแป๋วอยู่บนตักแล้ว เป็นไปได้สินะ!

เซี่ยเชียนรู้สึกวิงเวียนไปชั่วขณะ เขาหลับตาลงสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วลืมตาขึ้น สติสัมปชัญญะเขากลับมาเต็มแม็กซ์แล้วพร้อมที่จะเผชิญเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อนี้แล้ว!

เชิงอรรถ

[1] ยามเฉิน (辰:chén) คือ 07.00 – 08.59 น.

[2]1 ชั่ง เท่ากับ 500 กรัม

[3] 太太(tàitai/ไท่ไท)หรือ 夫人(fūren/ฟูเยริน) คำเรียกภรรยาเป็นทางการ

[4] แซ่เดิมตนเอง+ซื่อ ตัวอย่าง ฟางซื่อ, ซูซื่อ, หลิวซื่อ

ตอนที่ 1 เป้าหมายในการเลี้ยงลูกของเซี่ยเชียน

เซี่ยเชียนเป็นบุตรเกอของขุนนางต้องโทษคนหนึ่งในเมืองหลวง หลังจากตระกูลเซี่ยถูกกล่าวหาว่ามีความผิดจึงได้รับโทษทั้งตระกูล ผู้ชายทั้งหมดในตระกูลถูกตัดหัว สตรีและเกอถูกขายให้หอคณิกาในชายแดน บางส่วนถูกนำไปจัดสรรให้กับครัวเรือนทหารที่ยังไม่แต่งงาน

เซี่ยเชียนถูกจัดสรรให้ครัวเรือนทหารเพราะเป็นบุตรสายรองของตระกูล เกิดจากอนุที่มาจากหอคณิกา จึงไม่เป็นที่ยอมรับ ตอนนั้นเซี่ยเชียนเสียใจมากที่ไม่ได้รับความรักจากบิดา แต่มันกลับกลายเป็นความโชคดีในความโชคร้ายที่ตนไม่ต้องถูกขายให้หอคณิกา

ความทรงจำเกี่ยวกับตระกูลเดิมของเซี่ยเชียนมีไม่มากนัก หลังจากต้องเร่ร่อนมายังเมืองชั้นนอก และออกจากเมืองหลวงมาอยู่หมู่บ้านครัวเรือนทหาร เขาก็จำได้เพียงว่าตนเองกลายเป็นเมียทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง มีบุตรกับเขาสามคน ก็คือเด็กชายทั้งสามที่เขาเห็นเมื่อครู่นี้ ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นความทรงจำที่เหลืออยู่ของเขาและเหมือนว่ามันจะมีความทรงจำที่ขาดหายไปอยู่ไม่น้อย

“ไท่ไทอาหารเสร็จแล้วเจ้าค่ะ” ซิงอีเข้ามาตามเจ้านายของตนทันทีที่ต้มโจ๊กเสร็จ เห็นคุณหนูคนเล็กกำลังอยู่ในอ้อมกอดเจ้านายก็ยกยิ้มอย่างดีใจ ไท่ไทของนางไม่อุ้มบุตรทั้งสามมานานเท่าใดแล้วนะ ยิ่งคุณหนูน้อยคนเล็กไท่ไทไม่เคยอุ้มเจ้าตัวเลย

“ท่านแม่…” เสี่ยวเยี่ยนร้องเรียกมารดาเสียงเบา เหตุใดท่านแม่ยังไม่ยอมขยับอีก หรือว่าเขาตัวหนักเกินไปท่านแม่จึงลุกขึ้นไม่ได้ คิดได้ดังนั้นเด็กชายตัวน้อยจึงรีบลุกออกจากตักมารดาทันที เจ้าตัวเปลี่ยนไปยืนเกาะเตียงดังเดิม

“ข้ายังไม่หิวพวกเจ้ากินก่อนเลย” เซี่ยเชียนปฏิเสธออกไป เขาเพิ่งตื่นจึงยังไม่หิว แล้วเขาก็ยังต้องการทบทวนความทรงจำของร่างนี้เสียก่อน ไม่ได้ทะลุมิติมาทั้งร่างแต่กลับได้มาอยู่ในร่างของเกอน้อยคนหนึ่งที่มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์

ภายในห้องมีเพียงเตียงหนึ่งหลัง และกล่องไม้ใส่เสื้อผ้าหนึ่งใบไม่มีแม้แต่กระจกสักอัน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าบ้านหลังนี้อัตคัดขัดสนเพียงใด เป็นเพียงบ้านไม้ตั้งเอาไว้กันลมและฝน แต่หากเป็นฤดูหนาวที่มีหิมะตกไม่อาจป้องกันความหนาวได้ดีนักต้องนำกระถางจุดฟืนเข้ามาไว้ด้านในเพื่อเพิ่มความอบอุ่น แต่นั่นก็อาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้

ในหัวนึกไปถึงแอปพลิเคชันสีแดงที่ตนค้นพบเมื่อครู่นี้ ภาพฮอโลแกรมตรงหน้าพลันปรากฏขึ้นมาทันที มือเรียวเอื้อมไปเลื่อนหน้าจอสัมผัสกลางอากาศเพื่อค้นดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองนี้มันคืออะไร ในหน้าต่างข้อมูลส่วนตัวของเขาเขียนเพียงข้อมูลผิวเผินเท่านั้นไม่มีอะไรสลักสำคัญ ส่วนอีกหน้าต่างก็เป็นเพียงหน้าจอการเลือกสินค้า

ในแอปพลิเคชันมีสินค้ามากมายให้เลือก ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีทั้งอาหารสำเร็จรูปและอาหารปรุงสุกใหม่เป็นสิ่งสะดวกสบายสำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน แต่สำหรับเขาในตอนนี้กลับเป็นสิ่งล้ำค่าเป็นอย่างมาก เลือกดูสินค้าไปได้สักพักก็ตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินออกไปหาเด็กทั้งสามที่กำลังรอตนอยู่

“ท่านแม่ชามนี้เก็บไว้ให้ท่าน ท่านป่วยอยู่ต้องบำรุงให้มากหน่อย” เสี่ยวชีเลื่อนโจ๊กชามโตมาตรงหน้ามารดา เขาตั้งใจเก็บชามนี้ไว้ให้มารดาโดยเฉพาะ ข้าวส่วนใหญ่เหลืออยู่ในชามนี้ ส่วนตนเองและน้องๆ ในถ้วยมีเมล็ดข้าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีแต่น้ำและธัญพืชเสียส่วนใหญ่ ข้าวสารที่ได้มามีน้อยต้องเก็บเอาไว้ให้พอกินในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า

“พวกเจ้ากินอิ่มกันเรียบร้อยแล้วหรือ” เซี่ยเชียนมองโจ๊กที่มีแต่น้ำบนโต๊ะแล้วถาม เบื้องหน้าของเด็กทั้งสามมีถ้วยขนาดเล็กวางอยู่คนละใบ อาหารในชามถูกกินจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่น้ำ

“พวกข้ากินอิ่มแล้วขอรับ ข้าต้องไปฝึกดาบขอตัวก่อนขอรับ” เสี่ยวชีตอบมารดาแล้วลุกขึ้นเดินจากไป เด็กชายวัยเจ็ดขวบทำตัวประหนึ่งว่าตนเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

ทุกเช้าของทุกวันเสี่ยวชีจะต้องฝึกวิชาดาบอย่างน้อยหนึ่งชั่วยาม ด้วยอายุเพียงเท่านี้แต่กลับมีร่างกายที่สูงใหญ่และมีกล้ามเนื้อ ในใจของเขาตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะปกป้องน้องๆ และมารดาจากการถูกรังแก

มีแต่ต้องแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะปกป้องคนในครอบครัวได้!

“เยี่ยนเอ๋อร์อิ่มหรือไม่ หากไม่อิ่มเอาของข้าไปกินเถิด” มองเด็กเกอตัวน้อยที่จ้องเขาตาแป๋ว เซี่ยเชียนอดที่จะแบ่งอาหารในชามตัวเองไปให้เจ้าตัวไม่ได้ ชามเล็กขนาดนั้นจะกินอิ่มได้ยังไงกัน เขาจึงแบ่งอาหารในชามตัวเองไปให้เด็กชายทั้งสองพี่ยังคงนั่งจ้องเขาอยู่ไม่วางตา

“ท่านแม่ท่านต้องกินเยอะๆ ขอรับ เยี่ยนเอ๋อร์อิ่มแล้ว” เสี่ยวเยี่ยนรีบส่ายศีรษะปฏิเสธมารดา แม้ท้องน้อยๆ จะยังกินไม่อิ่มแต่เด็กชายก็อยากให้มารดากินอิ่ม ท่านแม่กำลังไม่สบายอยู่เขาจะกล้ากินของท่านแม่ได้ยังไง

“กินตอนกำลังร้อนๆ อยู่ร่างกายจะได้แข็งแรงขอรับ” เสี่ยวชิงพูดเร่งมารดา ท่านแม่กำลังไม่สบายต้องรีบบำรุงร่างกาย ใครก็รู้ว่าค่ายานั้นแพงเพียงใด หากต้องไปตามหมอประจำหมู่บ้านเกรงว่าเงินเก็บที่มีคงไม่พอ

เซี่ยเชียนไม่มัวพูดจายืดเยื้อ อย่างไรในชามของเขาก็ไม่ได้มีอาหารมากมายขนาดนั้น กินทั้งหมดนี่แล้วใช่ว่าจะอิ่ม บ้านหลังนี้ยากจนเกินไปแล้ว แถมในบ้านก็มีแต่เด็กและเกออย่างเขา อาศัยเพียงอาหารส่วนแบ่งจากทางการเลี้ยงชีพไปวันๆ จะให้มีเนื้อหรืออาหารอย่างอื่นคงเป็นไปได้ยาก

“ซิงอีภูเขาด้านหลังมีป่าไผ่หรือไม่” หมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตเมืองหลวงก็จริง แต่ความเจริญมันอยู่ในเขตเมือง หมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่มันอยู่เขตชานเมืองติดกับป่า อย่างไรในยุคนี้ป่าไม้ที่ติดเมืองหลวงแสนกว้างใหญ่ก็นับว่าอุดมสมบูรณ์ ภูเขาหลังกระท่อมแห่งนี้จึงเป็นป่าลึกที่ยังไม่มีใครเข้าไปสำรวจ

“ไท่ไทอยากได้สิ่งใดหรือเจ้าคะ บ่าวจะไปหามาให้” ซิงอีตอบผู้เป็นนาย นางกำลังนั่งเย็บชุดคุณชายน้อยทั้งสามอยู่ด้านข้าง รอเก็บถ้วยจานไปล้างให้สะอาด ส่วนของนางกินเรียบร้อยแล้ว

“ข้าอยากได้หน่อไม้เอามาทำกับข้าวมื้อกลางวัน”เซี่ยเชียนไม่ได้เอาแต่นึกว่าตนมาที่นี่ได้อย่างไร สิ่งแรกที่ต้องทำต่อจากนี้คือเรื่องอาหารการกิน จะกินแค่โจ๊กทั้งวันคงไม่ใช่กระมัง ในยุคที่แหล่งทรัพยากรธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ เขาไม่มีทางอดอยากแน่นอน!

“บ่าวเคยเห็นป่าทางตะวันตกใกล้ศาลบรรพชนของหมู่บ้านมีกอไผ่อยู่เจ้าค่ะ แต่ไม่เคยเห็นชาวบ้านคนใดเข้าไปเก็บเลย จึงไม่แน่ใจว่ามีหรือไม่ บ่าวจะลองไปหาดูเจ้าค่ะ” ซิงอีนึกขึ้นได้ว่าป่าทางด้านหลังสุสานบรรพชนของหมู่บ้านมีกอไผ่ขึ้นมากมาย ศาลบรรพชนคือที่สำหรับฝังศพของทหารผู้กล้าของหมู่บ้าน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงไม่มีใครเข้าไปเก็บมันกลับมากิน

“ข้าจะไปกับเจ้า” ต้องไปเดินดูหน่อยว่าหมู่บ้านที่เขาอยู่เป็นอย่างไร ในความทรงจำแสนเลือนรางจำแทบไม่ได้แล้วว่าเจ้าของร่างเดินไปที่หมู่บ้านครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ กระท่อมของพวกเขาอยู่ลาดเขาท้ายหมู่บ้านไม่มีเพื่อนบ้าน ต้องเดินไปเกือบหนึ่งเค่อจึงจะถึงลานประชุมของหมู่บ้าน

หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่าชิวหลิง [1] ตั้งอยู่ชายขอบของเมืองหลวง ในเขตเมืองหลวงที่แสนกว้างใหญ่หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ไม่ได้โดดเด่นอันใด เป็นที่อยู่ของครัวเรือนทหารที่องค์จักรพรรดิทรงพระราชทานพื้นที่เอาไว้จัดตั้งบ้านเรือน หนึ่งเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับครอบครัวทหารกล้าผู้ปกป้องบ้านเมือง สองเพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้พวกทหารหนีกองทัพ เพราะหากทหารคนใดกล้าแล้วละก็ ครอบครัวพวกเขาก็จะตายทันที

ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะมีสตรี เกอ เด็กและผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมกองทัพได้ พวกเขาไม่ได้ทำอาชีพอะไร เพียงรอเสบียงจากทางการเพื่อดำรงชีพอยู่เท่านั้น ภรรยาของทหารส่วนใหญ่ของที่นี่คือสตรีไม่มีที่ไปหรือต้องโทษจากการทำความผิดจึงถูกจัดสรรให้มาปรนเปรอทหารที่สละเลือดเนื้อเพื่อบ้านเมือง

ในความทรงจำของเซี่ยเชียนจำได้เพียงว่าตนเองถูกจัดสรรให้เป็นภรรยาของทหารผู้หนึ่ง ด้วยความเสียใจเรื่องครอบครัว จากคุณหนูผู้สูงศักดิ์กลายเป็นเพียงภรรยาทหาร เจ้าของร่างจึงเสียใจมากจนคิดอยากฆ่าตัวตาย การใช้ชีวิตในแต่ละวันจึงไม่คิดจะทำอะไรเพียงนั่งรอความตายเท่านั้น แม้จะมีบุตรถึงสามคนก็ไม่อาจทำให้ชีวิตตนมีความสุขได้เลย

ด้วยเหตุนี้อีกฝ่ายจึงไม่ยอมออกจากเรือนแม้แต่ครึ่งก้าว ไม่ได้ใส่ใจเลี้ยงดูบุตรให้ดี จนตอนนี้บุตรโตขนาดนี้แล้ว ความสัมพันธ์แม่ลูกค่อนข้างห่างเหินไปไกล ที่เด็กทั้งสามมีชีวิตรอดมาได้คงต้องขอบคุณซิงอีที่ลำบากเลี้ยงดูพวกเขามา

ระหว่างกินอาหารในหัวก็คิดไปเรื่อย จวบจนอาหารในชามหมดเซี่ยเชียนจึงได้มีสติอยู่กับปัจจุบัน เด็กชายสองคนที่นั่งอยู่ในตอนแรก ตอนนี้กลับออกไปวิ่งเล่นอยู่ข้างเด็กชายตัวโตที่กำลังฝึกดาบไม้อยู่ลานบ้านแล้ว เขาได้แต่ถอนหายใจให้กับโชคชะตาของตนเอง

“ซิงอีที่บ้านมีตะกร้าหรือไม่”เซี่ยเชียนเดินตามสตรีที่ชื่อซิงอีไป เมื่ออีกฝ่ายเก็บถ้วยและชามของเด็กๆ ไปทำความสะอาด ด้านข้างกระท่อมมีกระท่อมอีกหลังที่ใช้เป็นครัว ในนี้นอกจากเตาและหม้อถ้วยชามไม่กี่ใบก็ไม่มีอย่างอื่น ข้างกันนั้นมีโอ่งขนาดกลางใส่น้ำไว้จนเต็มคาดว่าคงเป็นที่สำหรับอาบน้ำ

“มีหนึ่งอันเจ้าค่ะไท่ไท” ซิงอีตอบผู้เป็นนายของตน นางเดินอ้อมไปด้านหลังครัวแล้วหยิบตะกร้าที่แขวนเอาไว้ออกมา” พวกเราจะไปกันเดี๋ยวนี้หรือไม่เจ้าคะ”

“ไปตอนนี้เลย แล้วก็เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าไท่ไท เรียกชื่อข้าก็พอ” เซี่ยเชียนไม่มีทางยอมรับว่าตนเองแต่งงานและมีลูกแล้ว เขายังเป็นหนุ่มน้อยผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งจะยอมมีสามีได้ยังไง!

“ไม่ได้เจ้าค่ะอย่างไรบ่าวก็เป็นแค่บ่าวจะกล้าเรียกแค่ชื่อของไท่ไทได้อย่างไรเจ้าคะ” ซิงอีรีบปฏิเสธทันควัน นางไม่เคยคิดจะตีตนเสมอเจ้านายแม้แต่น้อย อีกอย่างตั้งแต่นางตามมารับใช้อีกฝ่าย เจ้าตัวก็ไม่เคยให้นางเรียกชื่อโดยตรงนางไม่มีทางกล้าเด็ดขาด

“เจ้ารังเกียจที่จะเรียกชื่อข้างั้นรึ?” ก็แค่เรียกชื่อเซี่ยเชียนไม่เคยคิดมากอยู่แล้ว ยุคสมัยที่เขาจากมาทุกคนทุกเพศเท่าเทียมกัน จะมาแบ่งแยกได้อย่างไร อีกอย่างคือสถานที่ที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะมีบ่าวด้วยซ้ำไป “หรือเจ้าจะเรียกข้าว่าเกอๆ ก็ได้”

“นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่เลยเจ้าค่ะ เรียกไท่ไทเหมือนเดิมดีแล้วเจ้าค่ะ” ซิงอีรีบปฏิเสธ นางเรียกคำนี้จนชินแล้ว อยากเปลี่ยนไปเรียกคำอื่นคงไม่ชินปาก “ไท่ไทอย่าห้ามบ่าวเลยนะเจ้าคะ บ่าวเรียกแบบนี้มาตั้งสี่ปีชินปากแล้วเจ้าค่ะ”

“ตามใจเจ้า พร้อมแล้วหรือไม่เจ้านำทางไปเถิด” อย่างไรชีวิตต่อจากนี้คงต้องพึ่งสตรีตรงหน้า เซี่ยเชียนยังไม่อยากบังคับอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก เรายังมีเวลาทำความรู้จักกันอีกมาก เห็นนางทำความสะอาดถ้วยชามจนเรียบร้อยแล้วจึงบอกให้นางเดินนำทางตนไปที่ป่าไผ่ทันที

ทั้งสองเดินไปจนถึงทางแยกเข้าหมู่บ้านและทางไปศาลบรรพชน มาถึงตรงนี้ก็พบกับสตรีและเกอกลุ่มหนึ่ง กำลังยืนพูดคุยกันอยู่ใต้ต้นไม้ระหว่างทางแยก สถานที่แห่งนี้เป็นที่พบปะพูดคุยของเหล่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกบ้านแถวนี้ หมู่บ้านแห่งนี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่มากแต่หากเทียบกับเมืองหลวงกลับกลายเป็นหมู่บ้านเล็กๆ

“นั่นภรรยาต้วนหมิงยู่ไม่ใช่หรอกรึ ข้านึกว่าตายไปแล้วเสียอีกวันๆ ไม่เคยออกจากบ้าน คิดว่าตนเองเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ที่ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนหรือไร” ทันทีที่เซี่ยเชียนก้าวเข้ามาในครรลองสายตา เกอวัยกลางคนผู้หนึ่งก็พูดขึ้นอย่างถากถาง มองใบหน้าที่งดงามกว่าเกอทุกคนในหมู่บ้านด้วยสายตาริษยา ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็เป็นภรรยาทหารกันทั้งนั้น มีแต่อีกฝ่ายที่ทำตัวสูงส่งจนน่าหมั่นไส้

“นั่นน่ะสิ พวกเจ้าดูในหมู่พวกเรามีใครมีบ่าวใช้เหมือนเรือนต้วนหมิงยู่บ้าง ต่างก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาจะมีบ่าวรับใช้ไปทำไมกัน” สตรีที่ยืนอยู่ข้างกันผสมโรงร่วมด้วย เป็นแค่ภรรยานายทหารผู้หนึ่งแท้ๆ กล้ามีบ่าวรับใช้ได้ยังไงกัน นางก็แค่นึกอิจฉาเท่านั้นหากบ้านนางมีบ่าวใช้คงดี

“พวกเจ้าผายลมให้มันน้อยหน่อย ต้วนไท่ไทของข้าใช่คนที่พวกเจ้าจะดูหมิ่นได้หรือ!” ซิงอีกล่าวขึ้นด้วยความโมโห เพราะคนพวกนี้ทำให้เจ้านายของนางไม่กล้าออกจากบ้าน ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้านายของนางถูกเลี้ยงดูประคบประหงมจากมารดาอย่างดี จะไปสู้พวกสตรีชาวบ้านปากร้ายพวกนี้ได้อย่างไรกัน

“ทำไมจะไม่ได้ ในหมู่บ้านนี้ต่างก็เป็นภรรยาขุนพลทหารเหมือนกันทุกคน คิดว่าตนเองเป็นใครกัน อ๋อข้าลืมไปคุณหนูของเจ้าเป็นคุณหนูตกอับนี่นะ แต่แล้วอย่างไรก็เป็นแค่บุตรของขุนนางต้องโทษก็เท่านั้น มีสิทธิ์อะไรมาวางตัวสูงส่งอยู่ที่นี่!” เกอคนเดิมพูดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด เห็นใบหน้านั่นแล้วเล็บมือของตนก็รู้สึกอยู่ไม่เป็นสุขอยากเข้าไปข่วนให้มันอัปลักษณ์ยิ่งนัก

“ซิงอีไม่ต้องไปคุยกับพวกเขา ก็แค่พวกปากมากไม่รู้ความ อย่าเสียเวลาเลยพวกเรารีบไปเถอะ เด็กๆ ที่บ้านกำลังรอพวกเราไปทำอาหารให้อยู่” ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะต้องมาเจอเรื่องเหมือนในละครน้ำเน่าที่ตนเคยดู

เซี่ยเชียนรีบเดินไปจับมือซิงอีแล้วพาไปยังศาลบรรพชนที่ว่าทันที รีบหาอาหารไปกักตุนเอาไว้จะได้ไม่ต้องกินแค่โจ๊กเปล่าอีก คำพูดผายลมของคนพวกนี้เขาไม่คิดจะเก็บเอามาใส่ใจ ก็แค่พวกคนที่ขี้อิจฉาเขาเท่านั้น หากคนพวกนั้นไม่ได้ทำอะไรเกินเลยจนเขาเดือดร้อน ก็ไม่เห็นต้องเก็บมาใส่ใจ จะตามเอาคืนพวกเขาคงทำได้ไม่หมด

“ไท่ไทเจ้าคะเหตุใดต้องยอม คนพวกนั้นพูดจาให้ร้าย ปากไม่เป็นมงคลต้องสั่งสอนเจ้าค่ะ” ซิงอีถูกลากออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก เมื่อครู่นี้นางเกือบจะได้ลงไม้ลงมือกับคนพวกนี้แล้วเชียว กล้าดียังไงมามองเจ้านายของนางด้วยสายตาแบบนั้น

“เจ้าสู้พวกนั้นไม่ได้หรอก เจ้ามีแค่คนเดียวคนพวกนั้นมีตั้งเยอะจะเอาอะไรไปสู้กัน นำทางไปป่าไผ่ได้แล้วข้าอยากทำอาหารให้เด็กๆ กิน” เซี่ยเชียนว่ากันไปตามเหตุผล เถียงไปก็เปล่าประโยชน์ อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเลย เอาเวลาไปหาของกินแล้วรีบกลับบ้านดีกว่า

“ทางนี้เจ้าค่ะบ่าวเห็นด้านหลังศาลบรรพชนมีกอไผ่เต็มไปหมด” นึกตามคำพูดของผู้เป็นนายแล้วก็เห็นว่าจะจริง คุณชายน้อยกำลังรอมารดากลับไปอยู่ คิดได้ดังนั้นนางจึงรีบเดินนำไปยังศาลบรรพชนทันที จากนั้นพาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเล็กๆ ด้านหลังเพื่อไปยังป่าไผ่

เซี่ยเชียนมองศาลบรรพชนที่กว้างใหญ่แห่งนี้ด้วยสายตาตื่นตะลึง ศาลบรรพชนแห่งนี้กินพื้นที่เกือบเท่าขนาดหมู่บ้าน ทหารเหล่านี้ต้องเสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องบ้านเมืองมากขนาดนี้เชียว มองจากสุสานแห่งนี้ก็รู้ได้ว่าพวกเขาให้เกียรติทหารที่ตายไปมากขนาดไหน เพราะหลุมศพทุกหลุมมีป้ายเกียรติยศให้กับทหารทุกนายและตัวสุสานยังถูกทำความสะอาดอย่างดี เป็นสถานที่เงียบสงบเพื่อให้รำลึกถึงคนตายไป

“เหตุใดถึงไม่มีใครมาเก็บของป่าแถวนี้เลยล่ะ” เขาอดที่จะถามออกไปไม่ได้ ดูป่าไผ่ที่มีหน่อไม้แตกหน่อออกมาเกลื่อนภูเขาไปหมดก็อดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้ ของพวกนี้สามารถทำเป็นอาหารได้หลายอย่างเลยนะแถมมันยังอร่อยมากด้วย!

“หน่อไม้ที่นี่มีรสขม แถมยังเป็นหน่อไม้ที่ขึ้นอยู่หลังศาลบรรพชน จึงไม่มีชาวบ้านคนใดกล้ามาเก็บเจ้าค่ะ” ซิงอีหันไปตอบผู้เป็นนายพลางมองหน่อไม้ที่โผล่ขึ้นมาจากดินด้วยตาเป็นประกาย เหตุใดนางจึงไม่ก้าวข้ามความกลัวแล้วมาเก็บหน่อไม้ที่นี่ไปให้คุณชายน้อยกินนะ หากนางมีความกล้าสักนิดคุณชายน้อยคงไม่ต้องทนหิวรอจนถึงมื้อเย็นทุกวันเช่นนี้

“เช่นนั้นรีบเก็บแล้วกลับกันเถอะ เอามากที่สุดเท่าที่จะเอากลับไหว” เซี่ยเชียนบอกอีกฝ่ายแล้วเริ่มลงมือหักหน่อไม้ตรงหน้าทันที หน่อไม้ที่แตกหน่อขึ้นมาใหม่ทั้งกรอบทั้งหวาน นึกไปถึงเมนูที่จะทำในเที่ยงนี้ก็อดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้

“ตอนเดินกลับพวกเราอ้อมไปทางเนินเขากันเถอะ” เขาไม่อยากต้องตอบคำถามคนพวกนั้นว่าเอาหน่อไม้ไปทำอะไร เอามาจากไหน

“เจ้าค่ะ” ซิงอีตอบรับคำและรีบหักหน่อไม้ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่นานตะกร้าสะพายหลังที่ตนนำมาด้วยก็เต็มไปด้วยหน่อไม้ขนาดใหญ่ จนไม่สามารถยัดใส่ลงไปได้อีกนางถึงได้พอ

เซี่ยเชียนเดินลัดเลาะไปตามทางลาดของภูเขาจนมาถึงบ้านของตนเอง เห็นเด็กทั้งสามกำลังนั่งเขี่ยอะไรบนพื้นอยู่จึงเดินไปดูด้วยความสงสัย “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดกันอยู่หรือ?”

“ท่านแม่กลับมาแล้ว! พี่รองกำลังสอนพวกข้าอ่านหนังสือขอรับ” เสี่ยวเยี่ยนตอบมารดาเสียงใส พี่รองกำลังใช้กิ่งไม้เขียนลงไปบนดิน เพื่อสอนว่าตัวนี้อ่านว่าอย่างไร

“เด็กดีเล่นอยู่กับพี่ชายเจ้าที่นี่อย่าได้ไปที่ไหนไกลล่ะ แม่จะทำอาหารให้พวกเจ้ากิน” เซี่ยเชียนชะโงกหน้าเข้าไปมองสิ่งที่เด็กชายเขียนอย่างสนใจ ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะรู้หนังสือด้วย

ต้องบอกก่อนว่าเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านธรรมดาในโลกนี้จะไม่รู้หนังสือ แต่หากมองว่าต่อไปเด็กชายในหมู่บ้านจะกลายเป็นทหารรับใช้ชาติ การรู้หนังสือคงไม่ใช่เรื่องแปลกกระมัง เขากำชับเด็กชายตัวน้อยจบก็เดินไปทางครัวทันที ต้องรีบทำกับข้าวประเดี๋ยวจะถึงเวลาเที่ยงแล้ว

เด็กน้อยทั้งสามเป็นบุตรของเจ้าของร่าง จะปล่อยปละละเลยก็ไม่ได้ เด็กตัวแค่นั้นในยุคปัจจุบันพ่อแม่ยังไม่อาจคลาดสายตาได้ด้วยซ้ำ ในเมื่อตอนนี้เขาได้กลายเป็นมารดาของเด็กชายทั้งสาม เขาก็จะตั้งใจเลี้ยงให้ดีที่สุด!

ต้องขุนให้ตัวอ้วนกว่านี้…

ต้องหาเสื้อผ้าดีๆ ให้สวม…

ต้องสอนให้เอาชีวิตรอดในสังคมแบบนี้ให้ได้!

เชิงอรรถ

[1] 丘陵 qiūlíng/ชิวหลิง เนินเขา

ตอนที่ 2 ผัดหน่อไม้ใส่ไข่

“ซิงอีก่อไฟต้มน้ำให้ข้า ประเดี๋ยวหน่อไม้พวกนี้ข้าจัดการเอง” เซี่ยเชียนหันไปบอกซิงอีเมื่อพวกเขานำหน่อไม้ที่ได้มาวางเอาไว้ข้างถังใส่น้ำเรียบร้อยแล้ว เขานำมันออกมาปอกเปลือกพร้อมคิดหาเมนูที่จะทำไปพลาง ดูในครัวแล้วไม่มีเครื่องปรุงอะไรเลยนอกจากเกลือติดก้นกระปุก

พอนึกถึงเกลือเขาลืมแอปเชาซื่อไปได้อย่างไรแอปพลิเคชันนี้ย่อมมีเกลือขายแน่นอน แถมยังมีราคาถูกมากด้วย อย่างไรเขาก็มีเงินถึงหนึ่งพันหยวน บวกกับคะแนนสะสมที่ใช้แทนเงินสดได้เป็นพันหยวน เท่ากับตอนนี้เขามีเงินติดกระเป๋าสองพันหยวน ราคาเกลือแค่ไม่กี่หยวนเท่านั้น ซื้อมาเป็นกระสอบยังได้!

พอชีวิตเริ่มมีหวังความเร็วในการใช้มีดปอกหน่อไม้ก็เร็วขึ้นมาทันตา เขาล้างและปอกเปลือกทั้งหมดใช้เวลาหนึ่งเค่อ [1] ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว เข้าไปในครัวเห็นซิงอีก่อไฟต้มน้ำเสร็จพอดี “ซิงอีนำหน่อไม้พวกนั้นมาต้มให้หายขมทีนะ ข้าจะไปซื้อเกลือกับน้ำตาลเสียหน่อย”

พูดจบเซี่ยเชียนก็นำกระปุกเกลืออันเดิมเดินออกมา เขาเดินผ่านบุตรชายทั้งสามอีกครั้งตอนนี้เด็กๆ กำลังช่วยกันกวาดใบไม้หน้าลานบ้าน เป็นเด็กดีกันจริงๆ

เขาเดินลัดเลาะไปตามลาดเขาทางไปศาลบรรพชน หามุมด้านหลังต้นไม้เหมาะๆ จากนั้นก็นึกถึงแอปเชาซื่อภาพหน้าจอฮอโลแกรมขนาดกลางก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าทันที หน้าจอนี้คนอื่นมองมาจะไม่เห็น จะเห็นเพียงเขากำลังใช้มือวาดไปมาในอากาศเท่านั้น

นิ้วเรียวเลื่อนไปมาบนหน้าจอเพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบที่สำคัญในการดำรงชีวิต แม้เงินที่มีจะน้อยนิดแต่จะเก็บเอาไว้ไม่ใช้เลยก็คงไม่ได้ เขาจะต้องหาวิธีทำเงินให้มากอยู่แล้วดังนั้นใช้ไปสักเล็กน้อยคงไม่เป็นไร

วัตถุดิบหลักอย่างเกลือและน้ำตาลซื้อมาอย่างละสองชั่ง น้ำมันและซีอิ๊วอย่างละสองชั่งเช่นกัน พร้อมทั้งซื้อเครื่องเทศอย่างอื่นอีกเล็กน้อย ไข่ไก่ก็ขาดไม่ได้ จะให้กินแต่ผักกับน้ำมันคงไม่อร่อย เป็นไปได้เขาอยากซื้อเนื้อด้วยซ้ำไป แต่มันจะดูสะดุดตาเกินไปเช่นนั้นเอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน การช็อปครั้งนี้ของเซี่ยเชียนถือเป็นการช็อปน้อยที่สุดในประวัติการ

พอกดสั่งซื้อและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว โดยรวมหมดเงินไปเพียงหนึ่งร้อยกว่าหยวนเท่านั้น พริบตาเดียวกล่องไม้ขนาดพอดีใส่ของหนึ่งกล่องก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเขาทันที เขารีบนำเกลือและน้ำตาลมาแกะใส่กระปุกทิ้งเศษพลาสติกลงไปในกล่องไม้ดังเดิม ไม่นานกล่องไม้ใบนั้นก็หายไปเหลือเพียงวัตถุดิบที่เขาซื้อวางเอาไว้ เขาเปลี่ยนภาชนะบรรจุให้พวกมันเรียบร้อยแล้วเดินกลับบ้านทันที

“ท่านแม่ไปไหนมาหรือขอรับ แล้วของพวกนี้ไปเอามาจากที่ใด” เสี่ยวชีเดินเข้ามาหามารดาด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวด เขาจำได้ว่าในบ้านเหลือเงินไม่มาก มารดาของเขาคงไม่ได้เอาไปซื้อของพวกนี้หมดแล้วหรอกนะ หากต่อไปในบ้านมีใครป่วยขึ้นมาจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่ายา

“ซื้อมาน่ะในครัวของหมดแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องใส่ใจหรอกเป็นหน้าที่แม่ที่ต้องจัดการอยู่แล้ว อีกเดี๋ยวแม่จะทำหน่อไม้ผัดไข่ให้กิน” เห็นสายตาเคลือบแคลงของบุตรชายคนโต เซี่ยเชียนก็อดที่จะตอบอย่างบ่ายเบี่ยงไม่ได้ ที่มาของพวกนี้ในใจเขาย่อมรู้ดีว่ามันมาจากไหน แต่จะให้บอกความจริงได้อย่างไรเลยได้แต่โกหกหน้าตายไปทั้งแบบนั้น

เดินผ่านพวกเด็กๆ มายังห้องครัวถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก บุตรชายคนโตของเขานี่ไม่ธรรมดาเลยเจ้าตัวเฉลียวฉลาดสายตาเจ้าตัวบ่งบอกว่าสงสัยขนาดไหน ขืนยังอยู่ตรงนั้นต่อไปเขาได้โป๊ะแตกกันพอดี เขารีบนำของขึ้นไปวางบนชั้นในห้องครัว แล้วเดินไปดูหม้อต้มหน่อไม้ที่กำลังเดือดปุดๆ

“หน่อไม้พวกนี้ขมมากเจ้าค่ะ คงต้องต้มอีกนานหน่อย บ่าวจะไปเอาฟืนมาเพิ่ม” ซิงอีนำฟืนท่อนสุดท้ายยัดเข้าไปในเตา แล้วลุกขึ้นยืนเดินไปทางด้านหลังกระท่อม นางเก็บฟืนที่หามาได้ทั้งหมดไว้ตรงนี้กองเนินเป็นภูเขา แม้จะขาดอาหารการกินเพียงใดแต่สิ่งหนึ่งที่นางไม่เคยทำให้ขาดก็คือฟืน ป่าด้านหลังมีกิ่งไม้แห้งมากมาย เก็บวันเดียวก็พอใช้ได้เป็นเดือนแล้ว

เซี่ยเชียนเองก็ไม่ได้ทำให้เวลาสูญเปล่า เขานำหม้อข้าวขึ้นมาตั้งขึ้นอีกเตาเพื่อหุงข้าวสวย จำได้ว่าเมื่อเช้าทางการแจกเสบียงใหม่มา แต่พอดูแล้วเป็นข้าวสารเพียงน้อยนิด แค่นี้จะไปพอกินได้อย่างไร จะว่าไปแล้วเขาลืมซื้อข้าวสารมาจากแอปเชาซื่อเสียได้ เป็นของสำคัญเสียด้วย เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน เขาต้องวางแผนให้ดีกว่านี้ก่อนที่เงินในแอปจะหมดเขาต้องมีรายได้เข้ามาให้ได้!

“หน่อไม้จืดได้ที่แล้วเจ้าค่ะ จะทำอย่างไรกับพวกมันหรือเจ้าคะ” หลังจากเติมฟืนเข้าไปอีกสองรอบ หน่อไม้ที่ต้มจนมีรสจืดก็พอให้นำมารับประทานได้แล้ว ซิงอีจึงหันไปถามผู้เป็นนายถึงอาหารที่จะทำในวันนี้ เห็นไท่ไทซื้อไข่กลับมามากมายเพียงนั้น คงจะนำมาบำรุงให้คุณชายน้อยทั้งสาม เป็นเรื่องดียิ่งนัก

“แบ่งส่วนหนึ่งออกมาผัด ที่เหลือทำเป็นหน่อไม้ดองพลิกก็แล้วกัน” ตัดสินใจเสร็จก็นำหน่อไม้ที่มีควันพวยพุ่งออกมาใส่ในกะละมังเพื่อล้างน้ำให้เย็น ให้ซิงอีซอยมันให้เป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ ส่วนตนเองจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับผัด จะว่าไปแล้วครัวแห่งนี้ไม่มีแม้แต่กระทะ!

มันน่าโมโหจริงๆ จะใช้สอยสิ่งใดก็ไม่มีเลยสักอย่าง เซี่ยเชียนได้แต่นำหม้อใบเดิมไปล้างแล้วนำมาค้างบนเตาให้แห้งเตรียมผัด ขั้นแรกนำน้ำมันพืชที่พึ่งซื้อมาจากเชาซื่อใส่ลงไป ตามด้วยกระเทียมและพริก ผัดให้มีกลิ่นหอม ตอกไข่ลงไปสี่ฟอง ผัดให้ไข่สุกเล็กน้อยแล้วใส่หน่อไม้ลงไป ทำการปรุงรสด้วยซีอิ๊ว เกลือและน้ำตาล ใส่น้ำลงไปพอขลุกขลิก ตักขึ้นมาชิมเล็กน้อย ความอร่อยของมันทำเอาท้องส่งเสียงร้องขึ้นมาทีเดียว

ผัดหน่อไม้ใส่ไข่เสร็จ ข้าวก็สุกได้ที่พอดี เซี่ยเชียนพักพวกมันเอาไว้ก่อน แล้วตนเองไปทำหน่อไม้ดองพริกต่อ นำน้ำขึ้นไปต้มบนเตาอีกครั้ง จากนั้นนำหน่อไม้ลงไป เติมพริกแห้ง โป๊ยกัก อบเชย น้ำตาลกรวด ชวงเจีย[2] เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชูและพริกดองลงไป ปิดฝาหม้อแล้วตั้งไฟให้เดือด เสร็จแล้วตักขึ้นมาพักเอาไว้ นำส่วนหนึ่งแบ่งออกไปกิน ที่เหลือหมักดองทิ้งเอาไว้

“ท่านแม่ทำอะไรกินหรือขอรับ หอมมาก!” เด็กทั้งสามพากันมาเกาะประตูห้องครัวตั้งแต่ที่ได้กลิ่นหอมของน้ำมันผัดไข่แล้ว เห็นมารดามองมาเสี่ยวชิงก็อดที่จะถามมารดาด้วยความตื่นเต้นไม่ได้

“นี่มันผัดหน่อไม้ แถมยังใส่ไข่ด้วย!” เสี่ยวเยี่ยนเกาะอยู่ประตูด้านล่างสุดมองไปยังจานผัดหน่อไม้ด้วยสายตาเป็นประกาย ดมจากกลิ่นต้องไม่ผิดแน่ ท่านแม่ทำผัดหน่อไม้ใส่ไข่!

“นั่นมันข้าวสวย…” เสี่ยวชีมองข้าวสวยที่หุงจนพูนหม้อพลางกลืนน้ำลาย พวกเขาสามพี่น้องไม่ได้กินข้าวสวยมานานเท่าไหร่แล้ว แต่ว่าข้าวหม้อนั้นต้องใช้ข้าวสารมากขนาดไหนกัน…

“รีบไปล้างมือเตรียมกินข้าว เสี่ยวชิงแม่ฝากเจ้าล้างมือให้น้องด้วย ล้างให้สะอาดหน่อยนะ” เซี่ยเชียนมองไปตามเสียงอุทานของเด็กๆ ถึงกับต้องหลุดขำกับภาพที่เห็น เด็กสามคนกำลังยืนเรียงกันเกาะขอบประตูโผล่ให้เห็นแต่ศีรษะเล็กๆ เสี่ยวชีสูงที่สุดจึงยืนอยู่ด้านบนสุด รองลงมาเป็นเสี่ยวชิง สุดท้ายคือเสี่ยวเยี่ยน เขาไม่รอช้าบอกให้เด็กๆ ไปล้างมือด้วยตนเอง พอล้างเสร็จอาหารคงจัดเตรียมเสร็จพอดี

“ขอรับท่านแม่!” เสี่ยวชิงรับคำมารดาแล้วรีบจูงน้องชายไปล้างมือทันที วันนี้ท่านแม่อารมณ์ดียิ่งนัก ถึงกับออกมาจากห้องเพื่อมาทำอาหารให้พวกตนกิน ใบหน้าเด็กชายจึงยกยิ้มไม่หุบ

ผิดกับเสี่ยวชีที่มองมารดาอย่างพิจารณา วันนี้ท่านแม่ของพวกเขาดูแปลกไปจริงๆ เหมือนไม่ใช่มารดาของพวกเขา…

จัดอาหารตั้งโต๊ะกลางเรือนเสร็จ เด็กทั้งสามก็เดินเข้ามาพอดี พวกเขานั่งประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเชียนจึงเริ่มตักข้าวให้กับทุกคน “เสี่ยวชีข้าวพอหรือไม่?”

“พอขอรับ” มองข้าวที่ตักจนพูนจานพร้อมกับน้ำเสียงที่อ่อนโยนของมารดา เสี่ยวชีได้แต่ตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เขาไม่เคยได้กินข้าวเยอะขนาดนี้มาก่อน จะกล้าบอกว่าไม่พอได้อย่างไร

“ท่านแม่ตักให้ท่านก่อน เหลือค่อยให้ข้าก็ได้ขอรับ” เสี่ยวชิงรีบบอกเมื่อเห็นว่ามารดากำลังตักให้ตนเองจนพูนชามเหมือนพี่ชาย เด็กชายกลัวว่าข้าวจะไม่พอให้มารดาได้กิน

“เด็กโง่ข้าวยังเหลืออีกมาก ไม่ต้องให้เจ้ามาเสียสละให้ข้า” เซี่ยเชียนวางถ้วยข้าวลงตรงหน้าเด็กชาย พลางกล่าวอย่างไม่จริงจังนัก แค่ข้าวพูนชามไม่กี่ชาม เหตุใดเด็กชายทั้งสามต้องตื่นเต้นขนาดนี้ อย่างไรเขาก็วางแผนเอาไว้แล้วว่าจะต้องเลี้ยงพวกเขาให้ดี อย่างน้อยก็ต้องมีข้าวสวยให้กินเพียงพอทุกมื้อ

“เอาล่ะในเมื่อได้ข้าวครบทุกคนแล้วก็กินข้าว! อย่าให้แม่เห็นว่าพวกเจ้าใช้ของสิ้นเปลืองกินไม่หมดล่ะ” เซี่ยเชียนตักอาหารให้ทุกคนอย่างไม่ตระหนี่ จากนั้นพุ้ยข้าวเข้าปากคำโต เขาเริ่มกินเป็นคนแรกเด็กๆ ถึงได้ทำตาม

“อร่อยมากขอรับ!” เสี่ยวเยี่ยนเอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก อร่อยจนเด็กชายอยากกัดลิ้นตนเองแล้วกลืนลงไปด้วยเสียเลย ท่านแม่ทำอาหารอร่อยขนาดนี้เหตุใดถึงไม่เคยทำให้พวกเขากินเลยนะ

“ท่านแม่เก่งกาจยิ่งนัก ข้าไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนขอรับ!” เพื่อยืนยันคำพูดของตนเอง เสี่ยวชิงพุ้ยข้าวเข้าปากไปครึ่งชามกับอาหารแค่นิดเดียว ของอร่อยต้องเก็บไว้กินมื้อหน้าด้วย จะกินมื้อเดียวหมดไม่ได้ เดิมทีพวกเขาก็กินข้าวแค่วันละสองมื้อ คือมื้อเช้ากับมื้อเย็น มื้อกลางวันเพียงดื่มน้ำให้มากหน่อยก็ได้แล้ว

เสี่ยวชีกินข้าวในชามพลางน้ำตาคลอหน่วย เหตุใดอาหารนี่ถึงได้อร่อยเช่นนี้ หรือเป็นเพราะอาหารที่ใส่น้ำมันและไข่จะอร่อยแบบนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว?

“อร่อยก็กินให้มากหน่อย ไม่ต้องประหยัดถึงเพียงนั้น ต่อไปนี้พวกเจ้าจะต้องได้กินอาหารที่ดีกว่านี้อีกแน่นอน!” เซี่ยเชียนกลืนข้าวลงคออย่างยากลำบาก เหตุใดทั้งคำพูดและการกระทำของเด็กทั้งสามถึงทำให้จิตใจเขาอ่อนแอเช่นนี้

ชาติก่อนเขาใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อซื้อของมากมายที่มองแล้วไม่มีความจำเป็น ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเงินเพียงน้อยนิดของตนจะทำให้เด็กยากจนได้กินอิ่มนอนหลับสบาย เขาได้แต่บอกกับตนเองในใจว่าต่อไปเด็กๆ จะต้องได้กินอาหารที่ดีกว่านี้

อย่างไรเสียเขาก็ทะลุมิติมายังต่างโลกพร้อมสูตรโกงของระบบซูเปอร์มาร์เก็ต เขาจะไม่ปล่อยให้สิ่งที่ได้มาเสียเปล่าแน่นอน ต้องหาวิธีเติมเงินเข้าไปแล้วซื้อของดีๆ ให้เด็กทั้งสามได้กิน

เชาซื่อก็เหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตพกพา มีของสดและเครื่องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร บางเทศกาลยังมีสินค้าพิเศษมาวางขายอีกด้วย อยู่ที่ว่าจะมีเงินซื้อพอหรือไม่เท่านั้นเอง

เชิงอรรถ

[1] 1 เค่อ เทียบเท่ากับ 15 นาที

[2]ชวงเจีย(พริกหอม)ก็คือเครื่องเทศชนิดหนึ่งของประเทศจีน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...