โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

แม่เฉลยแล้วทำไม? "ไอ้โฟ" ต้องใส่ 2 แว่น ออกตัวแทนลูกทวง 5 ล้านไม่ได้จึงฆ่า

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 31 พ.ค. 2567 เวลา 15.13 น. • RS PCL

จากกรณีคนร้ายได้ก่อเหตุใช้อาวุธมีดกระหน่ำแทงนายไพศาล หรือโต๊ส อายุ 54 ปี เสียชีวิตในห้องพักคอนโดมิเนียมหรู ย่านนนทบุรี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยคนร้ายนำศพไปหมกไว้ในห้องพักนานหลายวัน ก่อนหลบหนี

ล่าสุดเมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 31 พ.ค. 67 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 1 ได้แกะรอยตัวผู้ต้องสงสัยรายนี้ โดยทราบเส้นทางการหลบหนี พบว่า ได้จ้างวานรถแท็กซี่ จาก จ.ชลบุรี ให้ไปส่งที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้วโดยสารรถทัวร์ต่อมาลงที่บริเวณสี่แยกปฐมพร อ.เมืองชุมพร

จากนั้นนายเอกชัย ได้โทรศัพท์ให้ญาติ ได้ใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่น ซีอาร์วี สีขาว มารับไปยังบ้านญาติซึ่งเป็นอดีตผู้นำท้องถิ่นคนหนึ่ง ที่ ม.4 ต.วังใหม่ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งห่างจากสี่แยกปฐมพร เพียง 20 กม. โดยบ้านของอดีตผู้นำท้องถิ่นรายนี้ อยู่ห่างจากถนนเพชรเกษม สายชุมพร-ระนอง เส้นทางเข้า จ.ชุมพร เพียง 400 เมตร เป็นบ้านปูนชั้นเดียว ปลูกในสวนทุเรียน กว่า 10 ไร่

ซึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภาค 1 ได้สะกดรอยตามไปจับได้หลังจากที่สืบแน่ชัด จึงวางกำลังกระจายบุกเข้าตรวจค้นจับกุมได้โดยละม่อม พร้อมยึดของกลางเป็นทองแท่งจำนวนมาก ก่อนนำตัวนายภูริณัฐ อายุ 27 ปี พร้อมของกลางมาสอบปากคำที่ฝ่ายปฏิบัติงานสืบสวน สภ.เมือง จ.ชุมพร โดยใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง ก่อนนำตัวขึ้นรถมาส่งพนักงานสอบสวน ที่ สภ.นนทบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

ขณะเดียวกัน เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ทีมข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของนายภูริณัฐ หรือโฟ หลังถูกจับกุมตัวได้ที่บ้านในพื้นที่จังหวัดชุมพร ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านของแม่ที่อยู่กับญาติ ซึ่งเป็นเนื้อที่กว่า 60 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนและสวนปาล์ม เป็นที่ดินมรดกของยาย และมีการปลูกบ้านเอาไว้1หนัง ซึ่งอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ โดยสังเกตว่าทางครอบครัวของคนก่อเหตุค่อนข้างมีฐานะ เนื่องจากรถที่จอดอยู่ในโรงรถมีทั้งรถหรู และรถทั่วไป

ด้านแม่ ของคนก่อเหตุ เปิดใจกับทีมข่าวช่องแปดหลังลูกถูกจับ ว่า สำหรับข่าวที่มีการนำเสนอเกี่ยวกับว่าลูกชายตนเองเป็นคู่ขากับคนตายนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะเนื่องจากลูกชายรู้จักกับคนตายประมาณปีเศษ ในฐานะคนที่ทำธุรกิจและรู้จักกัน อาจจะรู้จักกันในฐานะรุ่นพี่หรือน้อง แต่ไม่ได้เป็นลักษณะเชิงชู้สาว เพราะลูกชายมีแฟนอยู่แล้ว ฉะนั้นจากที่ปรากฏว่าลูกชายตนเองไปมีสัมพันธ์กับคนตายนั้นจึงยืนยันกับสังคมว่าไม่ใช่ความจริง

แต่ส่วนสาเหตุที่ลูกชายไปทำกับเขา ตนเองได้ฟังจากปากของลูกชายมาเล่าความจริงให้ฟังหลังความจริงปรากฏและถูกจับว่า ในวันนั้นตั้งใจที่จะไปเคลียร์เกี่ยวกับการทวงเงินคืนจำนวน 5 ล้านบาท เพราะถึงวันครบกำหนด จะต้องนำเงินมาคืนให้กับแม่และรวมถึงเพื่อนที่หยิบยืมเอาไปให้คนตายหมุนเวียนทำธุรกิจ แต่คนตายมีลักษณะ ไม่ยอมจ่ายและบ่ายเบี่ยง จึงทำให้มีปากเสียงกันในห้อง และตัวของคนตายด้วยความที่มีอายุมากกว่าและรวมถึง อาจจะดูแข็งแรงกว่าหรือไม่ มีการบีบคอลูกชายจนกระทั่ง คออักเสบ และจากการเอ็กซเรย์ก็พบว่ามีลักษณะคอหัก ซึ่งหลังจากที่ลูกชายถูกคนตายบีบคอก่อน จึงบันดาลโทสะโดยใช้มีดที่พกติดตัวไป ออกมาป้องกันตัวจนเป็นเหตุทำให้นายไพศาลถึงแก่ความตาย และยืนยันว่าลูกชายไม่ได้มีเจตนาที่จะซื้อมีดเพื่อเตรียมการ แต่ต้องการที่จะไปทวงเงินจึงได้ตัดสินใจซื้อมีดไปเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น และหลังจากก่อเหตุที่ลูกชายจำเป็นต้องหนี เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากอาการตกใจจึงได้มีการเตลิดและไปทั่ว

สำหรับวิธีการแต่งกายหรือการใช้ชีวิตหลังก่อเหตุ ตนเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าลูกชายตนเองจะมีลักษณะพฤติกรรมแบบนี้ มีการคลุมใบหน้าใส่เสื้อฮู้ดตลอดเวลา หรือแม้แต่สวมใส่แว่นตา 2 ชั้น แต่ส่วนตัวก็เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากอาการตกใจและต้องการซ่อนอำพรางจึงได้มีการแต่งกายลักษณะแบบดังกล่าว เพราะก่อนหน้าไม่เคยเห็นลูกชายแต่งแบบนั้น แต่งลักษณะแบรนด์เนมเต็มตัว เพราะเจ้าตัวทำเกี่ยวกับการขายของแบรนด์เนมด้วย

และหลังจากวันที่ 27 พ.ค. ตนเองดูข่าวจากสื่อหลายสำนัก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือข่าวของช่องแปด ที่ตนเองนั่งดูข่าวแบบละเอียด จนกระทั่งเห็นพฤติกรรมและใบหน้า รวมถึงบางส่วนที่พอจะจำเค้าโครงได้ ตนเองจำได้ตั้งแต่วันแรกที่เห็นข่าวว่าเป็นลูกชาย แต่ได้มีการสอบถามลูกชายว่าคนในข่าวใช่ลูกหรือไม่ แต่ลูกชายดันปฏิเสธแล้วอ้างว่าเป็นคนอื่น เพียงแค่คนหน้าคล้ายหรือคนหน้าเหมือน สักวันตำรวจก็คงจับคนนั้นได้ซึ่งไม่ใช่ผมครับ หลังจากที่ลูกพูดได้ประโยคดังกล่าวตนเองก็อยากจะเชื่อ แต่ก็เชื่อไม่ได้ 100%เพราะเนื่องจากตนเองรู้ว่ามันคือบุคลิกและตัวตนของลูก จนกระทั่งมีโอกาสไปรับลูกมาจากจุดที่โรงรถ ซึ่งก็ไม่ได้ถามอะไรมาก จนกระทั่งมีตำรวจเข้ามาแสดงตัวจับกุมจึงรู้ความจริงทั้งหมด

ในคืนวันที่ลูกชายนั่งรถจากหัวหินมาลงที่ชุมพร ตนเองคือคนที่ขับรถออกไปรับลูกกลับบ้าน ซึ่งตอนนั้นลูกชายก็ไม่ได้พูดหรือเล่าความจริงอะไรให้ฟัง มีแต่พูดทำนองว่าผมกลับบ้านแม่มารับหน่อย ตัวเองก็ออกไปรับตามปกติ

สำหรับเรื่องของการที่ถูกกล่าวหาว่ามีการไปขโมยทรัพย์สินของคนตาย เอาทรัพย์สินไปขาย เอาเงินไปซื้อทอง หลังจากเกิดเหตุและข้อเท็จจริงปรากฏตนเองได้ถามลูกชาย ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า การที่ไปทวงเงินจำนวน 5,000,000 จากคนตายไม่ได้ และคนตายตายไปแล้ว จึงไม่รู้จะหาเงินมาคืนแม่และเพื่อนที่หยิบยืมไปด้วยวิธีใด จึงตัดสินใจเอาทรัพย์สินที่มีไปขายเพื่อที่จะเอาเงินมาคืน และเอาเงินอีกบางส่วนไปซื้อทอง ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดหลังจากที่ลูกชายซื้อหรือแปลงกลับมา ตนเองก็คืนให้ตำรวจไปหมดแล้ว

ทั้งนี้ กรณีที่ปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับลูกชาย มีการประกาศขายแปลงที่ดินจำนวน 12 ไร่ ขายในราคา 5.5ล้าน นั้น ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของเพื่อนที่นำมาฝากขาย และช่วงหลังลูกชายก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นนายหน้าขายที่ดิน จึงได้มีการไปโพสต์ขาย และหวังกินเปอร์เซ็นต์จากค่าในหน้า ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งร้อยละ 3 แต่ที่ดินดังกล่าวได้ถูกขายไปแล้วจากในหน้าคนอื่น ซึ่งไม่ใช่ลูกชาย ดังนั้นลูกชายจึงไม่ได้ส่วนแบ่งจากเงินจำนวนดังกล่าว เพียงแค่ยังมีโพสต์ทิ้งเอาไว้ในโซเชียลเท่านั้น , แต่ก่อนที่จะเกิดเรื่องตนเองก็เพิ่งฝากลูกชายไปโพสต์ขายที่ดิน โดยเป็นที่ดินมรดกแต่มีการแบ่งขายจำนวน 22 ไร่ ไร่ละ 3 ล้าน หากลูกชายขายได้ก็จะได้เงินส่วนแบ่งจากตนเอง

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นแม้ว่าตนเองจะเป็นแม่ของคนก่อเหตุ ซึ่งก็ได้แต่แสดงความเสียใจกับครอบครัวคนตาย โดยคนตายก็พูดไม่ได้ ดังนั้นคนที่รู้ดีมากที่สุดก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างลูกชายกับคนตาย ส่วนตัวก็ได้แต่เป็นเพียงแค่แม่จึงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ และเข้าใจว่าไม่สามารถที่จะไปขออโหสิกรรมได้ด้วยตนเอง แต่ก็ได้แต่แสดงความเสียใจไปเท่านั้น และหลังจากนี้ลูกชายก็ต้องว่าไปตามกระบวนการของกฎหมาย ในเมื่อทำลูกเค้าตาย

ทีมข่าวตรวจสอบกล้องวงจรปิด โดยพบว่ามีภาพวันที่ 28 พ.ค. เวลา 23.09 น. จับภาพรถของนายกลาง ซึ่งได้รับการว่าจ้างจากนายโฟชายใส่เสื้อฮู้ดจำนวน 5500 บาทจากหัวหิน ให้มาแวะส่งที่จังหวัดชุมพร

โดยภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านขายดอกไม้แห่งหนึ่งจากภาพว่ารถได้มีการจัดส่งที่หน้าร้านขายดอกไม้ ก่อนที่จะเห็นตัวของนายโฟชายใส่เสื้อฮู้ดเดินลงจากรถ , หลังจากส่งรถของนายกลางก็ขับกลับหัวหิน , ส่วนนายโฟชายใส่เสื้อฮู้ดได้มีการเดินเรียบไปกับถนน เพื่อไปรอแม่มารับอีกจุดหนึ่ง โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้

จากนั้น ซึ่งมีภาพจากกล้องวงจรปิดในคืนวันที่ 28 พ.ค. เวลา 23.14 น. (เวลากล้องช้า ) จับภาพรถสีขาวของแม่นายโฟ ชายใส่เสื้อฮู้ด หลังจากขอให้นายกลางคนขับรถอีโนว่าที่ออกจากหัวหินมาแวะส่งที่แยกดังกล่าว

โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดจับรถสีขาวซึ่งเป็นรถของแม่ ขับเข้ามารับตัวของลูกชายเพื่อกลับบ้านหลังหลบหนีมุ่งหน้าลงใต้ โดยกล้องวงจรปิดจับภาพได้เพียงแค่รถของแม่ซึ่งยังไม่เห็นเจ้าตัวตอนที่ยืนคอยหรือตอนขึ้นลงรถ

ล่าสุดทีมข่าวช่อง 8 ได้พูดคุยกับดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากรอาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล ถึงลักษณะภาษากายต่างๆของนายโฟ ฆาตรกร 2 แว่น โดยดร.ตฤณห์ ได้เผยกับทีมข่าวช่อง 8 ว่า จากการสังเกตบุคลิกของนายโฟ ในตอนแรกจะภายในลิฟต์ พบว่านายโฟและผู้ตาย ค่อนข้างมีการรักษาระยะห่างของแต่ละคนอย่างชัดเจน โดยส่วนตัวเชื่อว่าหากทั้งคู่ยอมรับกันว่าเป็นคู่ขากันจริง จะต้องมีการแตะเนื้อต้องตัวกันบ้าง หรือมีความสบายใจในการหันหน้าพูดคุยกันมากกว่านี้ แต่นี่ไม่มีเลย อีกทั้งยังเห็นว่าทางนายโฟ ยังมีการเอามือขึ้นมาบังตัวเองตลอดเวลา นั่นหมายความว่ามีความรู้สึกไม่ชอบหรือมีความรู้สึกเกลียดผู้ตายอย่างแน่นอน แต่ลักษณะลักษณะของทางผู้ตายและมีความรีแล็กซ์ มีความเปิดเผย และมีการหันมองนายโฟอยู่ตลอด ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่า ทางผู้ตายน่าจะมีความรักใคร่กับทางนายโฟอย่างมากเลยทีเดียว และนั่นหมายความว่าอีกหนึ่งคนเกลียดอีกหนึ่งคนรัก ก็มีความต่างพอสมควรแล้ว อีกทั้งยังสามารถจับสังเกตจากบทสนทนาภายในลิฟต์ได้บางประโยค จึงเชื่อได้ว่าทั้งคู่น่าจะรู้จักกันมาไม่นานเพราะดูแล้วลักษณะการพูดคุยไม่มีความสนิทสนมกันเลย และนี่จึงเชื่อได้ว่าทางผู้ตายน่าจะโดนนายโฟหลอกให้รัก เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่างแน่ๆ

ต่อมาคือเรื่องของบุคลิกช่วงจะก่อเหตุและหลังก่อเหตุ ดูแล้วเป็นคนที่มีบุคลิกที่ใจเย็นมากๆ มีสภาวะทางอารมณ์ที่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าการก่อเหตุครั้งนี้มีการเตรียมการวางแผนไว้แล้ว เนื่องจากก่อนเกิดเหตุผู้ตายมีการไปซื้อมีด และหลังจากที่ทำการก่อเหตุเสร็จแล้ว ก็มีการเดินช้าๆ มีการเปลี่ยนชุดในการกลับเข้าไปอยู่ภายในห้องที่เกิดเหตุไปอยู่กับศพ ถ้าเป็นคนที่มีเหตุการณ์เฉพาะหน้าคงไม่ทำแบบนี้คงจะรีบหนีออกไปทันที แต่นายโฟพลาดนิดเดียวคือไม่นำศพไปทิ้ง และจัดการร่องรอยต่างๆให้เรียบร้อย ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงจะเพอร์เฟคและยากต่อการติดตามอย่างแน่นอน

ถัดมาเรื่องของการใส่ 2 แว่น ส่วนตัวเชื่อว่านายโฟ มีปัญหาทางสายตา และจำเป็นต้องมีการพรางตัว เพื่อปกปิดตัวเอง จึงเชื่อได้ว่านายโฟไม่ได้มีการเตรียมการในเรื่องนี้มาก่อน เพราะตนมองว่าหากในโฟเตรียมการเรื่องนี้มา นายโฟร์จะต้องใส่แว่นตากันแดดที่มีการตัดเป็นแว่นสายตามาแล้ว และนี่ก็เป็นสิ่งที่พลาดอีกอย่างหนึ่งของนายโฟ ที่ทำให้การใส่สองแว่นนั้นกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวจนสามารถนำไปสู่การจับกุมจนได้

และสำหรับเรื่องของการคนมีชาติตระกูลมีการศึกษาที่ดี อยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนดีเสมอไป คนเหล่านี้ก็มีอารมณ์แอบแฝงและมีด้านมืดในตัวไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป ดังนั้นอย่าคิดว่าคนเหล่านี้จะกระทำความผิดเหมือนชาวบ้านทั่วไปไม่ได้

สุดท้ายทางตนเชื่อว่าคดีนี้มีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนกันอย่างแน่นอน เนื่องจากตนได้สืบทราบมาว่านายโฟ มีแฟนเป็นผู้หญิง ซึ่งก็ไม่รู้ว่ารสนิยมแอบแฝงจะเป็นเช่นไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเชื่อว่านายโฟ ต้องการหลอกทางผู้เสียชีวิต เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่เมื่อผู้ตายเริ่มมีความขัดแย้งและให้ตามคำขอของนายโฟไม่ได้ หรือถูกบังคับหรือให้กระทำในสิ่งที่ไม่เป็นตัวเองจนไม่สามารถ ระงับอารมณ์ในการก่อเหตุเช่นนี้ได้ ทางนายโฟจึงเตรียมการและลงมือสังหารผู้ตายอย่างเลือดเย็น เพราะดูลักษณะบาดแผลแล้ว เป็นการก่อเหตุที่มีความโกรธแค้นเข้าครอบงำจิตใจ อีกทั้งทางพ่อแม่จากการที่ดูข่าวก็เชื่อว่าไม่สนิทกับลูกจริงเพราะไม่ทราบอะไรกับตัวลูกเลย ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าทางนายโฟ เป็นคนที่ถูกกดดันมาตั้งแต่เล็กจนทนไม่ไหวและมาก่อเหตุระบายอารมณ์เช่นนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...