ฮองเฮาสองวิญญาณ (จบแล้ว มีอีบุ๊ก)
ข้อมูลเบื้องต้น
ช่องทางสั่งซื้ออีบุ๊ก (เล่มเดียวจบ)
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjA3ODg2OCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI5OTAzNSI7fQ
จ้าวเลี่ยงเฟิ่ง คือสตรีที่อยู่บนจุดสูงสุดของแคว้นในฐานะฮองเฮาผู้เป็นมารดาของแผ่นดิน นางสิ้นอายุขัยลงในวัยสามสิบปีจากอาการป่วยที่มีมานาน ฮองเฮาแห่งแคว้นคิดว่าตนเองปล่อยวางได้ทุกสิ่งแล้ว แต่ไฉนวิญญาณที่ควรไปสู่สุคติกลับมาวนเวียนผูกติดกับคุณหนูรองสกุลหลินที่มีชีวิตไม่ต่างอะไรจากมดปลวกที่ไร้ค่า
หลินเยว่ชิง คือสตรีที่อยู่ในจุดต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แม้จะเป็นคุณหนูรองของสกุลหลินทว่ามีชีวิตไม่ต่างอะไรจากสาวใช้ ซ้ำยังถูกกดขี่ข่มเหงจากมารดาเลี้ยงและพี่สาวต่างมารดา เท่านั้นไม่พอนางยังมองเห็นวิญญาณตั้งแต่จำความได้ ทุกคืนวันถูกรังควานหลอกหลอนจนไม่เป็นอันทำสิ่งใด นางถูกผู้คนมองว่าเป็นเด็กประหลาดจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย
ทว่าทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อหลินเยว่ชิงและวิญญาณของจ้าวเลี่ยงเฟิ่งได้ตกลงจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ พวกนางจะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันจนได้มาซึ่งความเปลี่ยนแปลง… ความฝัน… และความสำเร็จ…
***ได้โปรดแวะอ่านสักนิด***
คำเตือน : บุคคล สถานที่ และเนื้อหาต่างๆ ของเรื่อง ไม่อิงประวัติศาสตร์ใดนะคะ ทั้งหมดนี้ เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งล้วนๆ
หากมีคำแนะนำในด้านใดสามารถคอมเมนต์ได้เลยนะคะ ไรต์พร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไปเพื่อผลงานที่ดีและมีคุณภาพค่ะ (แต่รบกวนไม่ใช้คำหยาบคายหรือถ้อยคำรุนแรงนะคะ ไรต์ใจบ๊างบาง5555)
นิยายเรื่องนี้ ไม่เน้นดราม่านะคะแม้ช่วงแรกจะเห็นว่าน้องชิงของเราถูกรังแกก็เถอะ555 แต่หลังจากนั้นน้องจะเก่งขึ้นและพัฒนาตัวเองอย่างดีแน่นอนค่ะ และ และ และ… เรื่องนี้มีพระเอกเน้อออออ อาจมาช้าสักเล็กน้อย แต่รับประกันความหว๊านหวานนะเจ้าคะ ชดเชยที่เรื่องที่แล้วไร้ความหวานเกินไปหน่อย ฮ่าาาาา ขอให้นักอ่านทุกท่าน เอ็นจอยไปกับนิยายของไรต์นะคะ
***เวลาลงนิยาย***
7 วันแรก วันที่ 15/03/24 - 21/03/24 ไรต์จะลงวันละ 2 ตอน เวลา 12.00 น. และ 19.00 น. นะคะ
หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 22/03/24 เป็นต้นไป ไรต์จะลงวันละ 1 ตอน เวลาเดิม 19.00 น. ค่ะ
ลงให้อ่านฟรีจนจบไม่มีการติดเหรียญใดๆ ทั้งสิ้น แต่เมื่อลงจนจบแล้วก็จะติดเหรียญปกตินะคะ
ไรต์บุหลันรังรอง มีเพจ Facebook และ Tiktok แล้วน้า สามารถไปติดตามพูดคุยกันได้นะคะ☺❤
https://www.facebook.com/profile.php? id=100088829591788&mibextid=ZbWKwL
Tiktok
https://www.tiktok.com/@pom_wps.3001? t=8cmBVnjG2Es&r=1
ฝากติดตาม และให้กำลังใจกันด้วยนะคะ❤
บทที่ 1 ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต(1/2)
จวนสกุลหลิน
วันนี้มีพิธีสำคัญทำให้ทั่วทั้งจวนคึกคักเป็นพิเศษ โคมประดับถูกห้อยตกแต่งอย่างสวยงาม ภายในห้องจัดพิธีมีการนำเครื่องเรือนอย่างดีมาใช้ เหล่าขุนนางผู้สนิทชิดเชื้อมาร่วมเป็นสักขีพยาน ส่วนผู้ที่ห่างเหินกันก็มาพอเป็นพิธีเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันผิวเผิน
หนาวนี้หิมะโปรยตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน พิธีปักปิ่นของหลินเยว่ชิงจึงถูกโอบล้อมด้วยความหนาวเหน็บของฤดูกาล ว่ากันว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตที่สำคัญยิ่ง แต่ไฉนนางจึงไม่รู้สึกว่าจะมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปจากนี้อีกแล้ว ชีวิตของนางโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิง ไร้ความสุข และจมดิ่งอยู่เช่นนี้มาโดยตลอด และต่อไปคงไม่มีสิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงมันได้
ที่สำคัญตัวเอกของงานในวันนี้นั้นไม่ใช่นาง หากแต่เป็นพี่สาวร่วมบิดาอย่างหลินเสี่ยวหรง มีนางเพื่อไม่ต้องจัดงานซ้ำซากให้สิ้นเปลือง ทำให้พิธีปักปิ่นในวัยสิบห้าปีของหลินเยว่ชิงหนาวเหน็บยิ่งกว่าเดิม
เด็กสาวในชุดขาวจืดชืดไร้สีสันผู้นี้ไม่มีใครมองออกว่าเป็นบุตรสาวจวนเจ้านาย นางทำผมเรียบง่ายยิ่งกว่าสาวใช้บางคน ทั้งยังเอาผมมาปรกใบหน้าจนมองไม่เห็นรูปโฉมชัดเจน และมองไม่ออกว่างดงามหรือไม่
งานนี้นอกจากขุนนางอาวุโสที่มาเข้าร่วม หลายคนก็พาบุตรชายบุตรสาวมาเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ไว้กับสกุลหลิน แม้หลินเจิ้งหานผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นประมุขของจวนจะมีตำแหน่งหัวหน้าแม่ทัพมณฑล เรียกได้ว่าเป็นเพียงขุนนางขั้นที่สี่ ทว่าสองสามปีที่ผ่านมานี้เขาก็ได้สร้างชื่อและขึ้นตรงต่อแม่ทัพบูรพาจนกลายเป็นที่รู้จักในแวดวงขุนนางมากขึ้น หากพวกเขาจะสานสัมพันธ์เอาไว้ก็นับว่าไม่เสียหายอะไร ดังนั้นจึงเห็นได้ว่ารอบกายของหลินเจิ้งหานบัดนี้ถูกรายล้อมไปด้วยขุนนางน้อยใหญ่มากหน้าหลายตา
ฮูหยินรองผู้เป็นมารดาของหลินเสี่ยวหรงปรารถนาผลักดันบุตรสาวให้เข้าตาบุตรชายขุนนางชั้นสูงสักคน จึงประดับลานกว้างด้านหน้าจวนที่เคยเป็นสวนให้เหมาะแก่การแสดงความสามารถของนาง แต่ในส่วนลูกเลี้ยงอย่างหลินเยว่ชิงนั้น นางไม่สนใจ…
“เจ้าก็เตรียมตัวเสียเล่า อย่าได้ทำให้ขายหน้ามาถึงข้าและพ่อของเจ้า” ซินเฟยเอ่ยบอกกับหลินเยว่ชิงอย่างเย่อหยิ่ง มองอีกฝ่ายหยามเหยียดตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้จะบอกว่าอย่าทำให้ขายหน้า ทว่าในใจกลับคิดตรงกันข้าม เพราะยิ่งเด็กคนนี้ไร้ความสามารถมากเท่าใด ก็จะยิ่งส่งเสริมให้หลินเสี่ยวหรงบุตรสาวของนางโดดเด่นมากขึ้นเท่านั้น
หลินเยว่ชิงไม่ชอบสายตาเช่นนี้เอาเสียเลย แต่นางก็ได้รับมันมาจากฮูหยินรองอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งพี่สาวที่เกิดก่อนนางเพียงสองเดือนผู้นั้นยังเลียนแบบพฤติกรรมมารดาไปเสียทุกกระเบียดนิ้ว
เด็กสาวที่เพิ่งได้ก้าวเข้าสู่โลกของสตรีเมื่อไม่กี่เพลาก่อนตัวสั่นด้วยความประหม่าปนหวาดกลัว สายตาของผู้คนที่จ้องมองมาล้วนทิ่มแทงและเปรียบเทียบอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทำด้วยไม่อยากถูกต่อว่าและลงโทษ ที่ผ่านมานางคิดเพียงว่ามีที่ให้ซุกหัวนอนก็ดีแล้ว
อาหารงานเลี้ยงถูกจัดวางไว้ละลานตา แต่ตกไม่ถึงท้องนางแม้แต่คำเดียว นอกจากสำรับที่จัดไว้ให้นางโดยเฉพาะแล้ว หลินเยว่ชิงไม่กล้าแตะต้องสักอย่าง
หลินเสี่ยวหรงโดดเด่นที่สุดในงานด้วยการประทินโฉมตามรับสั่งของฮูหยินรอง สตรีวัยแรกรุ่นเดินเฉิดฉายอยู่ในงานพร้อมรอยยิ้มที่มีประดับใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ใครได้เห็นเป็นชื่นตาชื่นใจ นี่คือความสดใสที่บานสะพรั่งในวัยนี้เท่านั้น
ทุกอย่างของหลิวเยว่ชิงถูกจัดเป็นรองหลินเสี่ยวหรงทั้งหมด ไม่ว่าเสื้อผ้าหน้าผม หลินเสี่ยวหรงก็โดดเด่นและสดใสกว่านาง หญิงสาววัยแรกปักปิ่นถดตัวเข้าไปหลบในเงาของห้องเพราะไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นตัวเอง ในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงลำดับของการแสดงความสามารถ หลินเสี่ยวหรงที่ก้าวขาออกไปยังลานกว้างนั้นช่วยดึงดูดสายตาไปได้มาก ทำให้นางพอมีเวลาหายใจได้โล่ง หลินเยว่ชิงก้มหน้างุดใช้ความคิดอย่างหนักเมื่อถูกบังคับให้ทำการแสดงต่อจากหลินเสี่ยวหรง แม้จะถูกส่งไปเรียนที่สำนักศึกษา ทว่านางไม่เคยทำสิ่งใดได้ดีเลยสักครั้ง
วงดนตรีที่ได้จ้างมาเริ่มบรรเลงเพลงที่ให้จังหวะง่ายๆ แก่ผู้เริ่มต้น บุตรสาวคนโตของจวนสกุลหลินสะบัดผ้าแพรออกไปด้วยมือทั้งสองข้าง หมุนกายยักย้ายไปตามจังหวะเพลง ด้วยมีใบหน้างามพร้อม เพียงนางสบตาผู้ชมและมอบรอยยิ้มให้ตลอดการแสดงก็ตราตรึงใจผู้ชมได้ไม่ยาก ยามหลินเสี่ยวหรงหมุนกายไปรอบลานแสดง ผ้าของนางก็จะสะบัดพลิ้วซ้อนกันขนานไปกับพื้น ดูแล้วเพลิดเพลินนัก หากจะบอกว่านี่คือความสำราญของงานปักปิ่นก็ไม่เกินจริง
สิ้นเสียงบรรเลงวรรคสุดท้าย เสียงปรบมือก็ดังขึ้น หญิงสาวค้อมกายลงก่อนก้าวออกไปจากตรงนั้น ยิ้มอย่างพอใจให้ตัวเอง นางทำได้ดีถึงเพียงนี้แล้ว แม้แต่อาจารย์ก็ยังออกปากชม
คุณหนูใหญ่นึกลำพองใจอยู่ไม่น้อย ในงานนี้ไม่มีใครโดดเด่นไปกว่านางอีกแล้ว หากหลินเยว่ชิงทำอะไรอับอายขายขี้หน้าตัวเองก็ยิ่งเชิดชูตัวนางให้โดดเด่น
หากฮูหยินรองไม่ผลักสตรีแรกรุ่นผู้หนึ่งมากลางลานอีกคน พวกเขาคงลืมตัวตนของนางไปสิ้นแล้ว
หญิงสาวสวมชุดขาวปลอดแทบทั้งตัว มีลายปักง่ายๆ ไม่โดดเด่นสีฟ้าอ่อนที่ชายชุดเพียงเล็กไม่ให้ขายหน้าตระกูลเท่านั้น หลินเยว่ชิงกำพัดที่รวบไว้ในมือ ทั้งตัวสั่นเทิ้มด้วยความประหม่า บรรยากาศโดยรอบช่างไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย เมื่อครู่พวกเขายังสำราญกันอยู่แท้ๆ นางรู้สึกกดดันจนหายใจไม่ทั่วท้อง อยากหาหน้ากากมาปกปิดใบหน้าเสียเดี๋ยวนี้
ท่าทางสั่นเทาราวลูกนกตกน้ำของนางดูน่าเวทนาเสียจนผู้คนที่รอชมต่างลอบถอนหายใจ แม้เห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจนแต่ก็รู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวจากนัยน์ตาของนาง ที่เล่าลือกันไปว่าบุตรสาวจากฮูหยินเอกชอบเก็บตัวและทำตัวประหลาดคงไม่เกินจริง กระนั้นในแวดวงขุนนางก็ยังต้องรักษาหน้าและให้เกียรติกันบ้าง และใช่ว่าผู้มีอำนาจเหล่านี้จะเห็นความน่าสมเพชของนางเป็นเรื่องสนุกไปเสียหมด
หลินเยว่ชิงเหลือบสายตามองโดยรอบอย่างกล้าๆ กลัวๆ อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังรู้สึกสมเพชตนเองก็ยิ่งก้มหน้างุด มือสองข้างจับกันเอาไว้แน่นไม่ให้สั่นเทาไปมากกว่านี้ แต่กลับไม่เป็นผลเลย ขณะนี้เสียงรอบด้านทำให้นางรู้สึกหูอื้อยิ่งกว่าเดิม ในใจพลันวูบโหวงและหวาดกลัวกับทุกสิ่ง
หากเป็นไปได้ นางอยากหายไปจากตรงนี้เสียเลย…
แววตาหดหู่ของหลินเยว่ชิงยังส่งผลให้บางคนเกิดความสงสารขึ้น ขณะที่บุตรสาวขุนนางผู้หนึ่งตั้งใจจะโน้มน้าวกับฮูหยินรองให้นางหยุดทำการแสดงก็เป็นอันต้องหยุดความตั้งใจ เมื่อเห็นว่ามีบางอย่างแปลกไปจากเดิม โดยเฉพาะแววตาคู่นั้น
ท่าทางหวาดกลัวจนถึงเมื่อครู่ของหลินเยว่ชิงหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น แววตาของนางเด็ดเดี่ยวเฉยชาต่างจากที่เห็นเมื่อครู่ หญิงสาวเหยียดหลังตรงสง่าเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนหันสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจไปที่คณะดนตรี ก่อนจะพยักหน้าเป็นสัญญาณให้พวกเขาเริ่มบรรเลงเพลง
มุมปากของคนบนลานการแสดงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างน่ามอง ส่งผลให้ผู้คนโดยรอบรู้สึกอึ้งไปตามๆ กัน และเกิดความสงสัยขึ้นภายในใจ ว่าบุตรสาวคนรองตระกูลหลินงดงามเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด
สตรีบนลานตั้งท่าสง่างามเพื่อเตรียมพร้อม ทุกอิริยาบถเปี่ยมล้นไปด้วยความดึงดูดสายตา
“นั่นอะไร”
“นางก็จะร่ายรำเช่นนั้นหรือ”
ผู้คนส่งเสียงเซ็งแซ่ด้วยความสงสัยใคร่รู้ หลินเจิ้งหานผู้เป็นบิดาก็เลิกคิ้วขึ้นแปลกใจเช่นกัน ยิ่งฮูหยินรองและบุตรสาวคงไม่ต้องเอ่ยถึง พวกนางมีสีหน้าราวคนเห็นผีก็ไม่ปาน
เมื่อยามที่กู่เจิงสามตัวบรรเลงคลอเคล้าไปกับเสียงหลักที่ตั้งแยกไปอีกด้านของลานแสดง หลินเยว่ชิงที่ตั้งท่าในคราแรกก็สะบัดพัดคู่ออกมาตามจังหวะเสียง
สีหน้าของนางแสดงความไม่พอใจเล็กน้อยเมื่อยามร่างกายเคลื่อนไหวไม่ได้อย่างใจคิด ด้วยหลินเยว่ชิงไม่เคยได้รับการสั่งสอนอย่างเหมาะสม ทำให้ร่างกายของนางไม่คุ้นชินกับการร่ายรำ ตัวนางอ่อนช้อยไม่มากพอจะออกมาเป็นท่วงท่าที่สวยงามตามขนบ
แม้ชุดที่สวมอยู่จะมิได้งดงาม ใบหน้ามิได้เติมแต่งด้วยเครื่องประทินโฉม ทว่าผู้คนกลับละสายตาออกไปจากนางไม่ได้ การร่ายรำเช่นนี้แม้จะดูติดขัด แต่โดยรวมให้ความรู้สึกสูงส่งจนยากจับต้อง
ผู้กำลังร่ายรำอยู่แสดงความไม่พอใจออกมาเพียงชั่วครู่ก็เปลี่ยนใจไปให้ความสำคัญกับการใช้พัดแทน ให้อุปกรณ์ชิ้นนี้ที่เลือกหยิบมาดึงความสนใจออกไปจากตัวนาง หากอ่อนช้อยไม่ได้ก็จงแข็งแรงและคล่องแคล่ว เสียงบรรเลงกู่เจิงปรับจังหวะและทำนองให้คล่องแคล่วขึ้นสมกับการเคลื่อนไหวของผู้แสดง
ผู้ชมต่างตกตะลึงกับภาพที่ไม่คาดคิดนี้ ไม่เว้นกระทั่งฮูหยินรองที่ผลักนางออกมาและคุณหนูใหญ่ที่หวังให้นางทำพลาด ไม่คาดคิดเลยว่าจะไม่เป็นดังหวัง ยิ่งเสียงปรบมือที่ดังขึ้นเทียบเสมอตนเอง ก็ยิ่งทำให้หลินเสี่ยวหรงไม่พอใจอย่างมาก
หลินเยว่ชิงก้าวลงมาจากลานแสดงด้วยท่วงท่าสง่างามแม้อยู่ในชุดสีขาวซีดไม่โดดเด่น ทว่าผู้คนกลับมองดูจนแทบลืมหายใจ ทุกการเยื้องย่างของนางทำให้พวกเขาราวกับต้องมนต์ ทว่าสตรีผู้นี้กลับไม่ประหม่าทั้งยังไม่สนใจรอบข้างเลย เมื่อนางเดินลงมาแล้ว ฉับพลันสายตาก็เหยียดมองสองแม่ลูกด้วยสีหน้าเฉยชาจนฮูหยินรองกับบุตรสาวสะดุ้งเฮือกไม่รู้ตัว ก่อนที่นางจะเดินหายออกไปหลังลานแสดง
“ท่านแม่ เมื่อครู่ลูกตาฝาดหรือไม่ นางคนประหลาดนั่นกล้าจ้องหน้าพวกเราได้อย่างไรกัน” หลินเสี่ยวหรงเอ่ยเสียงกระซิบกระซาบอย่างรู้สึกขัดใจ
อีกทางหนึ่ง สาวใช้ในจวนเห็นหลินเยว่ชิงหลบออกมาจากงานแล้วหมดสติล้มลงไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ คาดว่าคงเหนื่อยเกินไปกับการแสดงเมื่อครู่
ขณะเดียวกันบริเวณใกล้เคียงที่หลินเยว่ชิงหมดสติ กลับปรากฏเงาร่างหนึ่งขึ้นโดยที่ไม่มีผู้ใดเห็น เงาร่างนั้นคือวิญญาณที่ฉกชิงร่างของหลินเยว่ชิงไปเมื่อครู่ หรือกล่าวให้ถูกคืออยู่ดีๆ ก็ถูกดูดเข้าไปในร่างดรุณีน้อยผู้นี้โดยไม่ทันได้ตั้งตัวเสียมากกว่า
ที่สำคัญ วิญญาณตนนี้ยังเป็นถึงสตรีผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดแห่งแคว้นเซี่ยในฐานะฮองเฮานามว่า จ้าวเลี่ยงเฟิ่ง…
********************
มาแล้วค่ะทุกคนนนนนน ไรต์ขอแจ้งอีกทีถึงจะแจ้งในแนะนำเรื่องไปแล้วเผื่อใครยังไม่อ่าน แต่ยังไงย้อนกลับไปอ่านได้น้าาาา
นิยายเรื่องนี้ ไม่เน้นดราม่านะคะแม้ช่วงแรกจะเห็นว่าน้องชิงของเราถูกรังแกก็เถอะ555 แต่หลังจากนั้นน้องจะเก่งขึ้นและพัฒนาตัวเองอย่างดีแน่นอนค่ะ (แจ้งก่อน เดี๋ยวทุกคนเท555)
บทที่ 1 ช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต(2/2)
ย้อนเวลากลับไปราวหนึ่งเดือนก่อนที่งานปักปิ่นสกุลหลินจะเริ่มขึ้น ผู้ได้สมญานามมารดาแห่งแผ่นดิน เสด็จสวรรคตจากอาการประชวรที่มีมายาวนาน สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้แก่ครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แม้ที่ผ่านมาจ้าวเลี่ยงเฟิ่งจะเจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ใช้ชีวิตมาอย่างดี นางพร่ำบอกอยู่เสมอว่าตนเองเหมือนได้รับพรจากสวรรค์ เพราะครั้งหนึ่งเคยผ่านช่วงเวลาความเป็นความตายมาแล้ว เมื่อได้รับโอกาสจึงต้องใช้ชีวิตให้ดี ถึงวันที่นางจากไปจริงๆ ก็จะได้ไม่นึกเสียใจ
ทั้งยังกำชับเอาไว้ล่วงหน้าว่าการตายของนาง ไม่ควรเป็นเหตุผลให้ทุกอย่างหยุดชะงักเพื่อไว้อาลัยให้กับตนเอง จึงเห็นได้ว่าหลังจากการจากไปของฮองเฮา ผู้คนก็ยังใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ต้องงดงานสังสรรค์ร่วมปีเพื่อไว้อาลัยแก่มารดาของแผ่นดิน
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งคิดว่าตนเองไม่มีเรื่องใดให้ห่วง นางไม่มีบุตรแม้จะแต่งให้ผู้เป็นฮ่องเต้ แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจด้วยเพราะทั้งสองคนเป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็กมิได้มีใจคิดเกินเลยต่อกัน แม้จะถูกผู้ใหญ่หมั้นหมายเอาไว้แต่พวกเขาก็ตกลงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เขามีคนรักซึ่งดำรงตำแหน่งหวงกุ้ยเฟยในเวลานี้ ส่วนนางก็ยินดีกับคนทั้งคู่ และทำหน้าที่อันเหมาะสมกับตนเอง
ฉากหน้าจ้าวเลี่ยงเฟิ่งคือฮองเฮาผู้สูงส่งและเพียบพร้อมไปด้วยความสามารถเฉกเช่นสตรีชนชั้นสูง เมื่อกลายเป็นฮองเฮา ก็รักษาตำแหน่งเพียงในนามเท่านั้น แต่เบื้องหลังนางกลับชอบศึกษาหาความรู้และร่ำเรียนกลยุทธ์ในศาสตร์ทุกแขนง ดังนั้นเมื่อฮ่องเต้มาหานางในยามค่ำคืนมิใช่มีใจเสน่หา ความจริงมาเพื่อตบตาผู้อื่นและส่วนใหญ่มักจะขอความเห็นและขอความช่วยเหลือเรื่องงานราษฎร์งานหลวง แท้จริงแล้วไม่มีใครรู้ว่ากุนซือลับที่ฮ่องเต้เคยเอ่ยถึง คือฮองเฮาผู้นี้เอง
ฮองเฮาแห่งแคว้นคิดว่าตนเองปล่อยวางได้ทุกสิ่งแล้ว แต่ไฉนวิญญาณที่ควรไปสู่สุคติกลับมาวนเวียนผูกติดกับเด็กสาวอย่างหลินเยว่ชิง แม้นางจะพยายามหนีไปให้ห่างก็ถูกดึงกลับเข้ามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เช่นเดิม
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งต้องคอยเห็นอากัปกิริยาของหลินเยว่ชิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ เด็กสาวผู้นี้มีนิสัยประหลาดที่ชอบก้มหน้าก้มตาอยู่เสมอ ยิ่งสีหน้าแววตาห่อเหี่ยวตลอดเวลานั่นอีก คล้ายนางกำลังหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่าง
ความเป็นอยู่ของหลินเยว่ชิงไม่ต่างอะไรจากสาวใช้นางหนึ่ง เรือนที่อยู่ท้ายจวนทั้งเก่าทั้งซอมซ่อ เสื้อผ้าก็มีแต่สีซีดหมองทั้งยังมีรอยขาด เครื่องประดับที่มีก็แค่ปิ่นไม้เก่าๆ ชิ้นหนึ่ง ตระกูลหลินแม้มิได้ร่ำรวยมากนัก แต่ความเป็นอยู่ก็ไม่เรียกว่าขัดสน แต่ไม่ว่ามองมุมไหนนางก็ได้รับการปฏิบัติที่ไม่อาจเรียกได้ว่าสมเป็นคุณหนูผู้หนึ่ง
วันแล้ววันเล่า จ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็สังเกตได้ว่าคนผู้นี้ไม่มีแม้แต่เพื่อนที่สำนักศึกษา กระทั่งสาวใช้ก็ยังปฏิบัติไม่ดีด้วย และยังมีพี่สาวต่างมารดาที่คอยวนเวียนมากลั่นแกล้งนางอยู่ร่ำไป
“ไม่สู้คนเอาเสียเลย” สตรีสูงศักดิ์พึมพำกับตนเอง
เห็นหลินเยว่ชิงเป็นเช่นนี้นางก็หงุดหงิดนัก ชีวิตจ้าวเลี่ยงเฟิ่งไม่เคยพบกับสถานการณ์ที่ต้องยอมให้ใครกดหัวตัวเอง หากมีคนกล้าปะทะกับนาง ไม่โง่เง่ามากก็ต้องกล้าหาญมาก ทว่านางก็ไม่เคยเห็นใครที่ยอมให้ผู้อื่นมากถึงเพียงนี้ นี่มันมากเกินไปแล้ว…
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งสังเกตว่านอกจากตนเองแล้ว ก็ยังมีวิญญาณตนอื่นๆ คอยวนเวียนอยู่รอบๆ หลินเยว่ชิงจากที่ไกลๆ จนแทบมองไม่เห็น แต่แปลกมากที่พวกนั้นไม่ได้เข้ามาใกล้เด็กสาว ซึ่งเป็นเรื่องที่นางเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้
อีกด้านหนึ่งบริเวณเรือนของหลินเสี่ยวหรง เสียงพูดคุยของสองนายบ่าวช่างขัดกันกับความเงียบสงัดของเรือนด้านหลัง
“นั่นชุดงานพิธีปักปิ่นของคุณหนูรองหรือเจ้าคะ”
“ใช่”
“แต่ว่าลายมัน…” สาวใช้ผิงผิงอยากจะค้านผู้เป็นนาย ชุดไร้ลายปักแบบนี้ไม่ต่างกับชุดไว้ทุกข์เลย แถมยังจะจัดพิธีพร้อมกันกับคุณหนูของนาง แม้คนสวมจะเป็นคุณหนูรองผู้นั้น แต่ก็เกรงว่าจะส่งผลความไม่เป็นมงคลมาถึงคุณหนูใหญ่ของนางได้
“เปลี่ยนเถอะเจ้าค่ะคุณหนู ไม่เป็นมงคลกับคุณหนูนะเจ้าคะ” นางเอ่ยห้าม
หลินเสี่ยวหรงมองชุดในมือแล้วก็ขัดใจก่อนจะขว้างลงพื้นไม่สนใจคำทักท้วงของผิงผิง “ไปเอามาใหม่ เอาชุดที่แม้แต่สาวใช้อย่างเจ้ายังไม่คิดหยิบมาสวม ไปสิ” นางเอ่ยปากไล่เมื่อผิงผิงชักช้า
ไม่นานนักสาวใช้ผิงผิงก็กลับมาพร้อมชุดสีขาวเรียบๆ ปักลายนกสีฟ้าที่มองไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นนกอะไร นางพลิกดูไปมาก่อนจะยกยิ้มพอใจ จากนั้นจึงหอบเอาชุดที่ว่าเดินออกจากเรือนโดยมีจุดหมายปลายทางเป็นเรือนซอมซ่อท้ายจวน
ผู้เป็นคุณหนูใหญ่ของจวนเปิดประตูไม้โทรมๆ ผลักเข้าไปอย่างแรงก็ไม่คิดเอ่ยทักทายเจ้าของเรือน
หลินเยว่ชิงไม่ทันหันมามองผู้บุกรุกให้ดี ก็ถูกห่อผ้าโยนใส่หน้า
“คนอัปลักษณ์เช่นเจ้ามีชุดให้ใส่เข้าร่วมพิธีก็ดีแค่ไหนแล้ว สำนึกเสียด้วยว่าได้มีโอกาสมาอาศัยงานข้าจัดพิธี” เอ่ยพร้อมทั้งส่งสายตาหยามเหยียดก่อนจะหันกายเดินออกไปด้วยความรู้สึกสาแก่ใจ
หลินเยว่ชิงกำห่อผ้าที่กองอยู่บนตักไว้แน่น ต่อให้เป็นชุดที่คุณหนูใหญ่โยนทิ้งก็ยังดีกว่าชุดเก่าเก็บของนางที่ปะซ่อมจนพรุนไปหมด ถึงนางจะไม่ใส่ใจว่าต้องเป็นอาภรณ์ที่วิจิตรตระการตา แค่ไม่ถึงกับผิดกาลเทศะนางก็ใส่ได้ทั้งนั้น
ชุดที่ได้มาก็ไม่ใช่ดี มีด้ายหลุดลุ่ย ลวดลายขาดๆ เกินๆ คล้ายของที่จะทิ้งอยู่แล้ว หลินเยว่ชิงจึงนั่งปักนั่งซ่อมมันใหม่ อย่างไรนี่ก็เป็นวิธีเดียวที่ทำให้นางใจสงบ
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเหลือบมองกองผ้าที่มุมหนึ่งของห้อง นางเห็นหลินเยว่ชิงปักผ้าอยู่ทุกวันจนมันมีจำนวนมากยิ่งกว่าที่วางขายในร้านใหญ่ๆ ด้วยซ้ำ ด้วยความสงสัยว่านางกำลังถักลวดลายใดอยู่ จึงได้เดินเข้าไปใกล้จนชิด ก้มมองลายบนผ้าที่เยว่ชิงปักให้ชัดขึ้นเสียหน่อย
ทว่าเด็กสาวกลับมือสั่นตัวสั่นขึ้นมา ถึงขั้นทำอุปกรณ์เหล่านั้นร่วงลงพื้น จ้าวเลี่ยงเฟิ่งลืมตัวเช่นเคยว่าตนเองตายไปแล้ว จึงทำท่าก้มไปหมายจะหยิบอุปกรณ์เหล่านั้นขึ้น แต่ประจวบเหมาะพอดีกับที่มืออันสั่นเทาเอื้อมออกไปเช่นกัน ทว่าในเวลานั้น เยว่ชิงกลับชะงักและผงะไป
อาการเช่นนั้นทำให้ฮองเฮาแปลกใจอย่างมาก หรือสตรีผู้นี้เห็นนางอย่างนั้นหรือ…
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งตื่นเต้นจึงลดตัวลงไปในระดับสายตาจ้องหน้าเยว่ชิงในระยะใกล้ ทว่าอีกฝ่ายกลับหลับตาแล้วถอยกรูดไปอยู่ข้างผนัง ซุกตัวไปอยู่มุมซอกเตียง มือสองข้างยกขึ้นปิดหน้า ออกอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเบิกตากว้างขึ้นอย่างคาดไม่ถึง “เจ้ามองเห็นข้าอย่างนั้นหรือ”
คำถามของนางไม่ได้รับคำตอบ หลินเยว่ชิงเอาแต่สะอึกสะอื้นอยู่ตรงนั้นจนนางจนใจ
ในที่สุดก็รู้ว่าเด็กสาวนางนี้สามารถมองเห็นวิญญาณได้…
หลังจากวันนั้นจ้าวเลี่ยงเฟิ่งก็พยายามเข้าหานางอยู่ตลอดเวลา ชวนพูดคุยทุกโอกาสที่มี แต่หลินเยว่ชิงก็ใจแข็งไม่มองและไม่ตอบสักคำ
“เหตุใดเจ้าจึงต้องซักผ้าด้วยตนเองทั้งที่เป็นงานของสาวใช้”
“เหตุใดอาหารของเจ้าจึงดูจืดชืดเช่นนี้ มีแต่ผักไม่มีเนื้อสัตว์ แล้วจะเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากที่ใด”
“เหตุใดปิ่นของสาวใช้จึงดูดีกว่าปิ่นไม้ของเจ้าอีก ไม่มีเครื่องประดับชิ้นอื่นแล้วหรือ”
ข้ารู้แล้วว่าเจ้ามองเห็น เหตุใดยังทำนิ่งเฉยอยู่อีก ปิดปังไปก็ไร้ประโยชน์แท้ๆ
“เจ้าจะไม่ตอบคำถามหรือพูดคุยกับข้าหน่อยหรือ”
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งอยากรู้เหตุผลที่วิญญาณตนเองถูกดึงมาผูกติดกับหลินเยว่ชิงโดยที่ไม่สามารถจากไปไหนได้ ทว่าเพียงการพูดคุยขั้นพื้นฐานนางยังทำไม่สำเร็จก็อย่าเพิ่งหวังไปถึงขั้นนั้นเลย ดูท่าว่าสตรีผู้นี้คงไม่เปิดใจให้ง่ายๆ เพราะทุกวันที่ผ่านมามันไม่เคยได้ผลเลย
เวลาล่วงเลยจวบจนถึงวันงานพิธีปักปิ่นที่หลินเยว่ชิงอายุครบสิบห้าปี จ้าวเลี่ยงเฟิ่งจึงได้รู้ความจริงว่าสตรีผู้นี้มีวันคล้ายวันเกิดวันเดียวกันกับนาง นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลก็ได้ และหากนางไม่จากไปเสียก่อน วันนี้ก็คงได้ฉลองวันเกิดอายุครบสามสิบปีเช่นกัน
********************
ไรต์ขอแจ้งอีกที
นิยายเรื่องนี้ ไม่เน้นดราม่านะคะแม้ช่วงแรกจะเห็นว่าน้องชิงของเราถูกรังแกก็เถอะ555 แต่หลังจากนั้นน้องจะเก่งขึ้นและพัฒนาตัวเองอย่างดีแน่นอนค่ะ (แจ้งก่อน เดี๋ยวทุกคนเท555)
บทที่ 2 อยู่เคียงข้าง(1/2)
กลับมาเวลาปัจจุบันหลังจากงานปักปิ่นจวนสกุลหลินผ่านพ้นไปแล้ว ความรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายทำให้หลินเยว่ชิงสะดุ้งตื่นขึ้นมา นางกุมขมับด้วยความสับสน เพราะความทรงจำล่าสุดที่จำได้ คือตนเองกำลังยืนตัวสั่นบนลานแสดงในพิธีปักปิ่นอย่างไร้หนทาง แต่ทว่าในตอนนี้กลับตื่นขึ้นมาบนเตียงแข็งๆ ของตนเอง อีกทั้งยังรู้สึกได้ถึงความปวดเมื่อยตามร่างกาย
หญิงสาวไม่มีเวลาให้หาคำตอบมากนัก จึงสรุปเองว่านางคงตื่นเต้นจนหมดสติไป และคงมีคนพานางมาส่งที่เรือน เมื่อเหลียวมองนอกหน้าต่าง พบว่าตอนนี้เป็นเวลาปลายยามเหม่าแล้ว
หลินเยว่ชิงไม่มีสาวใช้ที่เชื่อใจได้มาปรนนิบัติ แม้จะมีศักดิ์เป็นถึงคุณหนูที่เกิดจากฮูหยินเอก แต่ได้รับการปฏิบัติไม่ต่างจากบ่าวคนหนึ่ง
ไม่รู้ว่าหากมารดายังมีชีวิตอยู่ ตัวนางในตอนนี้จะมีสิ่งใดเปลี่ยนไปหรือไม่…
เมื่อไม่มีคนมาคอยปรนนิบัติ นางก็ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง รุ่งสางแล้ว นางควรต้องล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย ทว่าหลินเยว่ชิงยังไม่ทันลุกจากเตียง เสียงผลักประตูโครมใหญ่ก็ดังขึ้นจนนางสะดุ้ง และก็พบว่าผู้ที่เข้ามานั้นเป็นฮูหยินรองกับหลินเสี่ยวหรงนั่นเอง
ซินเฟยรูปโฉมไม่โดดเด่นสะดุดตาแต่ก็นับว่างาม อีกทั้งสามีอย่างหลินเจิ้งหานก็เป็นคนที่มีใบหน้าเลิศล้ำ หลินเสี่ยวหรงที่เป็นบุตรสาวจึงมีรูปลักษณ์สมบูรณ์พร้อม แต่กระนั้นก็ยังมุ่งมั่นที่จะหาเรื่องต่อว่าคุณหนูท้ายจวนอย่างหลินเยว่ชิง
“นางคนอัปลักษณ์ ลุกมาเดี๋ยวนี้เลย” ไม่ว่าเปล่า ผู้เป็นบุตรสาวยังเดินมากระชากนางให้ลุกจากเตียงอีกด้วย
หลินเหยว่ชิงถูกกระชากคอเสื้อขึ้นมาแล้วเหวี่ยงตัวลงบนพื้นอย่างแรงโดยไม่ปรานี ทว่านางกลับหมอบอยู่อย่างนั้นไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาใคร ทั้งตัวยังสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความหวาดผวา ทั้งการที่เอะอะก็ต่อว่านางด้วยเสียงดังๆ หรือการใช้กำลังข่มเหง ล้วนทำให้ร่างกายของหลินเยว่ชิงฝังจำจนไม่อาจต่อต้าน
“ทำอะไรลงไปรู้ตัวบ้างหรือไม่ เจ้าไปแอบเรียนร่ายรำมาจากที่ใด พี่สาวเจ้าต้องถูกเพิกเฉยทั้งที่เป็นวันปักปิ่นของนาง” ซินเฟยไม่เปิดโอกาสให้คนบนพื้นโต้เถียง หลินเยว่ชิงก็ไม่รู้ว่านางทำผิดอันใดจึงต้องถูกว่ากล่าวเช่นนี้
“ขออภัย ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ…” นางได้แต่เอ่ยคำขอโทษจนติดเป็นนิสัย แม้จะยังไม่รู้ที่มาที่ไปก็ตาม น้ำเสียงนั้นไม่ต่างจากบ่าวไพร่คนหนึ่งร้องขอชีวิตผู้เป็นนาย ดูแล้วช่างน่าเวทนา
หลินเยว่ชิงไม่รู้เลยว่าสายตาของหลินเสี่ยวหรงที่มองนางนั้นแฝงแววริษยามากเพียงใด แม้ก้มหน้าก้มตาทำตัวคุดคู้อยู่เช่นนี้แต่ก็ยังเห็นเสี้ยวหน้าที่งดงามนั้น นางเคยเห็นภาพมารดาของหลินเยว่ชิงที่วาดเอาไว้ สตรีผู้นั้นดูงดงามทุกกระเบียดนิ้วแม้แต่ในรูปวาด ซินเฟยผู้เป็นแม่ของนางจึงดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
หลินเสี่ยวหรงไม่เคยรู้สึกพอใจในตัวหญิงสาวผู้นี้เลย แม้ท่านพ่อจะโปรดปรานตัวนางมากกว่าน้องสาววัยเดียวกันผู้นี้ก็ตาม ขอเพียงได้ยินชื่อก็ระคายหู เห็นหน้ายิ่งระคายตา ใบหน้างดงามดุจเทพเซียนประทานพรที่ยิ่งมารดาของนางต่อว่าเหยียดหยันรูปลักษณ์นั้นไปเท่าไรก็ยิ่งตำใจนางมากเท่านั้น เพราะรู้แก่ใจดีว่ารูปโฉมสตรีผู้นี้ยากหาใครเทียม
ดีว่านางทำตัวประหลาดมาตั้งแต่เด็ก ชอบเก็บเนื้อเก็บตัว แถมยังชอบพูดจาไร้สาระอยู่ตลอดจึงไม่มีใครเห็นค่าใบหน้านั้นเลย ทว่ายิ่งคิดก็ยิ่งชัดเจน ต่อให้หลินเยว่ชิงตกต่ำลงถึงเพียงนี้แล้ว ไฟริษยาของนางก็ไม่เคยมอดดับไป
“เจ้าขโมยเงินไปแอบเรียนมาหรือ ลำพังตัวเจ้ามีแต่ตัวเปล่าๆ ใครจะสอนให้ได้ สารภาพมาเดี๋ยวนี้ว่าขโมยไปเท่าใด” ฮูหยินรองจิกผมนางแล้วกระชากให้เงยหน้าขึ้น หลินเยว่ชิงแทบร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
“ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าข้าทำอะไรลงไป ฮูหยินรองโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ” นางวิงวอนทั้งน้ำตา จับมือซินเฟยไว้ไม่ให้กระชากแรงกว่านี้
“รู้ด้วยหรือ ว่าทำผิด แล้วเหตุใดยังกล้าทำ” ซินเฟยกระชากแรงกว่าเดิม
“ข้าไม่กล้าเจ้าค่ะ ข้าไม่กล้า แต่ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าทำอะไรลงไป” หลินเยว่ชิงเอ่ยทั้งน้ำตา รู้อยู่ว่าฮูหยินรองและหลินเสี่ยวหรงมักหาเรื่องนางทุกครั้งที่มีโอกาส ทว่าในครั้งนี้ดูเหมือนว่าทั้งสองคนกำลังโกรธมากจริงๆ ซึ่งนางไม่อาจเข้าใจเหตุผลได้
“ยังจะมีหน้ามาบอกว่าไม่รู้อีก เจ้ากล้ามากที่แสดงการร่ายรำกลบรัศมีของข้า และยังมาตีหน้าซื่อทำเป็นไม่เข้าใจ” หลินเสี่ยวหรงเอ่ยเสียงดัง
“ร่ายรำอันใด ข้าไม่รู้เรื่อง”
สิ้นคำพูดของนาง ฝ่ามือของผู้เป็นคุณหนูใหญ่ของจวนก็ฟาดเข้าที่ใบหน้าของหลินเยว่ชิงทันที
“หากเจ้าไม่รู้เรื่อง เช่นนั้นมีผีสิงร่างของเจ้าหรืออย่างไร” หลินเสี่ยวหรงลั่นวาจาออกมาด้วยความหงุดหงิด ทว่าประโยคนั้นกลับทำให้หลินเยว่ชิงชะงักไป
หลินเสี่ยวหรงยืนกอดอกกรีดพัดด้วยความสะใจที่ทำให้ใบหน้านั้นเกิดรอยแดงจางขึ้นมาได้ นางทำตัวไร้ค่าไม่มีราคาให้พูดถึงต่อไปนั่นก็ดีอยู่แล้ว จะเสนอหน้ามีตัวตนขึ้นมาทำไมกัน ไม่มีใครเห็นหัวอยู่แล้วก็จงไม่มีตัวตนต่อไปเสียสิ แล้วเมื่อวานนางอัปลักษณ์นี่ถึงทำการแสดงที่น่าชื่นชมกว่านางถึงขั้นนั้นได้
“ท่านแม่ นางต้องโกหกแน่ๆ เจ้าค่ะ หากไม่ได้ไปร่ำเรียนมาจากอาจารย์มากฝีมือ มีหรือนางผ้าขี้ริ้วนี่จะร่ายรำได้งดงามกว่าข้า”
“แม่ก็เห็นเป็นเช่นนั้น ทีนี้เจ้าจะบอกได้หรือยัง” ประโยคหลังฮูหยินรองหันมาถามผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกเลี้ยง หากเป็นปรมาจารย์ด้านการร่ายรำสักคน ซินเฟยก็ตั้งใจจะติดสินบนให้รับบุตรสาวของนางไปฝึกสอนจนไม่มีสตรีใดในเมืองนี้เทียบเคียง
“ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ ข้าไม่รู้เรื่องจริงๆ” หลินเยว่ชิงยืนยันคำเดิมทั้งน้ำตาไหลพราก นางแทบอยากคุกเข่าวิงวอนเสียตอนนี้ แต่ฮูหยินรองไม่เปิดโอกาสให้นางได้ทำเช่นนั้นเลย มีแต่จะกำกลุ่มผมของนางแรงขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น
“หน้าด้านไม่หยุดหย่อน คนอย่างเจ้าหากไม่ไปหลอกลวงใครให้สอน ใครจะอยากมาข้องเกี่ยวกัน”
หลินเยว่ชิงเหลือบมองไปยังข้างกำแพงที่ว่างเปล่าในทันที มีเพียงนางที่เห็นว่าที่ตรงนั้นมีอะไร นางคิดหาคำมาอธิบายก็ได้ความว่าวิญญาณตนนั้นมีความเกี่ยวข้องแน่นอน ทว่านางจะทำอะไรได้
สองแม่ลูกหงุดหงิดหัวเสีย คิดว่าเค้นคอไปกว่านี้ก็คงไม่ได้ความ พวกนางจึงกลับออกไปด้วยอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง ทั้งยังสั่งสาวใช้เอาไว้ว่าวันนี้ไม่ต้องตั้งสำหรับให้นางเป็นการลงโทษ