โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กินมะม่วงอย่างไรให้ลีน? เคล็ดลับช่วยลดน้ำตาล-ไขมันในเลือด พร้อม 4 สิ่งที่ต้องเลี่ยงเด็ดขาด!

sanook.com

เผยแพร่ 20 พ.ค. เวลา 10.43 น. • Sanook
กินมะม่วงอย่างไรให้ลีน? เผยเคล็ดลับช่วยลดน้ำตาล-ไขมันในเลือด พร้อม 4 สิ่งที่ต้องเลี่ยงเด็ดขาด!

กินมะม่วงอย่างไรให้ลีน? เผยเคล็ดลับช่วยลดน้ำตาล-ไขมันในเลือด พร้อม 4 สิ่งที่ต้องเลี่ยงเด็ดขาด!

ฤดูร้อนแบบนี้ "มะม่วง" สุกงอมส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจไปทั่ว! แต่หลายคนกลับส่ายหน้าหนีเพราะกลัวว่าความหวานจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน โรคอ้วน หรือระบบเผาผลาญพัง… แต่รู้หรือไม่? ถ้าคุณ "กินมะม่วงอย่างถูกวิธี" ผลไม้ชนิดนี้อาจเป็นฮีโร่ที่ช่วยลดทั้งน้ำตาลและไขมันในเลือดได้อย่างเหลือเชื่อ!

เปิดงานวิจัย: กินมะม่วง 100 แคลอรี ช่วยปรับสมดุลร่างกาย

จากการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไชน่าไทมส์ (China Times) ดร.จาง เจียหมิง หัวหน้าแผนกพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลทหารผ่านศึกไทเป (ไต้หวัน) ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า การรับประทานมะม่วงในปริมาณที่เหมาะสมส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Life เมื่อปี 2023

งานวิจัยดังกล่าวได้ทำการทดลองให้อาสาสมัครที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน รับประทานมะม่วงสดในปริมาณคงที่ 100 แคลอรีต่อวัน (เทียบเท่าเนื้อมะม่วงสดประมาณ 167 กรัม) ติดต่อกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งตัวชี้วัดอื่นๆ ยังบ่งชี้ว่า มะม่วงมีส่วนช่วยปรับปรุงระบบไขมันในเลือดและช่วยปกป้องเซลล์บุผนังหลอดเลือดได้อีกด้วย

"แมงจิเฟอริน" สารลับในมะม่วง ตัวช่วยคุมไขมันและน้ำตาล

ดร.จาง อธิบายว่า กุญแจสำคัญของประโยชน์ข้อนี้คือ "แมงจิเฟอริน" (Mangiferin) ซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่พบได้ทั้งในเนื้อ เปลือก ใบ และเมล็ดของมะม่วง สารชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบที่ทรงพลัง มีกลไกช่วยควบคุมการเผาผลาญไขมันและน้ำตาลในร่างกาย

"สารแมงจิเฟอรินมีส่วนช่วยปรับปรุงระดับไขมันในเลือด โดยจะเข้าไปลดไตรกลีเซอไรด์, คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) รวมถึงคอเลสเตอรอลรวม และช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) หลายคนมักเข้าใจผิดว่าไขมันในเลือดสูงเกิดจากการกินมันๆ เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมักเกี่ยวข้องกับภาวะดื้อต่ออินซูลินและระบบเผาผลาญที่ผิดปกติด้วย"

4 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง! ถ้าไม่อยากให้มะม่วงทำร้ายสุขภาพ

แม้ว่ามะม่วงจะมีประโยชน์มหาศาล แต่หากรับประทานอย่างไม่ระมัดระวัง ผิดเวลา หรือมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นโทษต่อระบบเผาผลาญได้เช่นกัน และนี่คือ 4 พฤติกรรมต้องห้ามที่คุณควรเลี่ยง:

1. นำมะม่วงไปปั่นหรือคั้นเป็นน้ำผลไม้

ดร.จาง แนะนำว่าหลักการสำคัญที่สุดคือ "ควรเคี้ยวเนื้อมะม่วงสดทั้งลูก" มากกว่าการดื่มน้ำมะม่วงปั่น เพราะการกินผลสดจะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารและกากใยตามธรรมชาติได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ช่วยให้เราอิ่มนานและควบคุมปริมาณการกินได้ดีขึ้น ในทางกลับกัน การดื่มแบบปั่นหรือคั้นน้ำมักทำให้เราได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลยสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาล

2. รับประทานมากเกินไปในคราวเดียว

เนื่องจากมะม่วงเป็นผลไม้รสหวาน ปริมาณจึงเป็นเรื่องที่ต้องเคร่งครัด ดร.จาง แนะนำให้เริ่มต้นทานเพียงชิ้นเล็กๆ สองสามชิ้น ไม่ควรกินหมดลูกใหญ่ๆ ในครั้งเดียว อ้างอิงจากข้อมูลของ ศูนย์ข้อมูลอาหาร กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ปริมาณ 100 แคลอรีที่ส่งผลดีต่อร่างกายนั้น คิดเป็นเนื้อมะม่วงสดเพียงประมาณ 167 กรัมต่อวัน เท่านั้น หากคุณมีโรคประจำตัว เช่น ไขมันสูง หรือเบาหวาน ควรจำกัดปริมาณให้ดี

3. กินมะม่วงล้างปากทันทีหลังมื้ออาหารหนัก

พฤติกรรมยอดฮิตคือการกินมะม่วงเป็นของหวานปิดท้ายมื้อใหญ่ แต่ ดร.จาง เตือนว่า หากมื้อหลักของคุณอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต (แป้ง/น้ำตาล) และไขมันสูงอยู่แล้ว การตบท้ายด้วยมะม่วงจานโตจะยิ่งเพิ่มภาระให้ระบบเผาผลาญทำงานหนักเกินรับไหว ทางที่ดีควรนับแคลอรีของมะม่วงรวมเข้าไปในสัดส่วนอาหารสารอาหารประจำวัน หรือเลือกทานเป็นมื้อว่างแทน

4. รับประทานในช่วงที่ไม่มีกิจกรรมทางกาย

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการกินมะม่วงคือ ช่วงเวลากลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมต่างๆ มากที่สุด และหลังจากรับประทานเสร็จแล้ว การเดินยืดเส้นยืดสายเบาๆ สักนิด จะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ดึงน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อสังเกตจากร่างกาย: หากคุณทานมะม่วงเข้าไปแล้วรู้สึกง่วงนอนผิดปกติ กระหายน้ำ ท้องอืด หรือตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่า ปริมาณที่คุณกินเข้าไปนั้น… มันมากเกินกว่าที่ร่างกายของคุณจะรับไหวแล้ว!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...