โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สารเคมีอุตสาหกรรม! ทำ ‘ชั้นโอโซนของโลก’ เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่คาด

SpringNews

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ชี้ว่า ชั้นโอโซนของโลกเริ่มเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้หลายสิบปี โดยอาจเริ่มเกิดสัญญาณความเสียหายตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1950 หรือเกือบ 30 ปีก่อนการค้นพบหลุมโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกาหรือขั้วโลกใต้ในปี 1985 ซึ่งเปลี่ยนมุมมองของผู้คนที่มีต่อปัญหามลพิษทางอากาศและการทำลายชั้นบรรยากาศของโลก

การค้นพบหลุมโอโซนในปี 1985 นำไปสู่ความร่วมมือระดับโลกในการลดการใช้สารเคมีที่ทำลายชั้นโอโซน โดยเฉพาะสารเคมีในกลุ่มคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ CFCs ที่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมทำความเย็นและสเปรย์ต่าง ๆ จนนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงมอนทรีออล (Montreal Protocol) ในปี 1987 ที่ถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมที่ประสบความสำเร็จที่สุดของโลก

ปัจจุบัน ชั้นโอโซนเริ่มฟื้นตัวจากการดำเนินมาตรการต่างๆ ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดของทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และสถาบันอื่นๆ อีกหลายแห่ง ชี้ให้เห็นว่าความเสียหายต่อชั้นโอโซนของโลกอาจเริ่มเกิดขึ้นเร็วกว่าที่เคยรับรู้มาก่อน

คำเตือนที่ซ่อนอยู่จากยุค 1950

การศึกษานี้ได้ตั้งประเด็นคำถามง่ายๆ ว่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของชั้นโอโซนได้ตั้งแต่เมื่อใด หากโลกมีดาวเทียมสมัยใหม่ แบบจำลองคอมพิวเตอร์ และระบบตรวจวัดสภาพชั้นบรรยากาศแบบปัจจุบันใช้งานตลอดช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

ทีมนักวิจัยจำลองสภาวะทางเคมีของชั้นบรรยากาศโลกย้อนหลังไปในช่วงเวลาหลายทศวรรษ และพบว่า สัญญาณแรกเริ่มที่ตรวจพบได้ของการลดลงของชั้นโอโซนอันเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์นั้น อาจปรากฏให้เห็นตั้งแต่ปี 1957 หรือเกือบ 30 ปีก่อนการค้นพบหลุมโอโซน ซึ่งเร็วกว่าที่เคยเชื่อกันอย่างมาก

ที่น่าประหลาดใจคือ สัญญาณแรกไม่ได้ปรากฏขึ้นเหนือทวีปแอนตาร์กติกา แต่กลับปรากฏชัดในชั้นบรรยากาศระดับสูงหนือบริเวณเขตร้อน

ตัวการใหม่ที่คาดไม่ถึง

หนึ่งในประเด็นสำคัญของงานวิจัยคือการค้นพบว่า สารเคมีที่อาจเป็นตัวการทำลายชั้นโอโซนในระยะแรกไม่ใช่ CFCs อย่างที่เคยเชื่อกัน แต่เป็นคาร์บอนเตตระคลอไรด์ (Carbon tetrachloride)

เจียน กวน (Jian Guan) นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจากภาควิชาวิทยาศาสตร์โลก บรรยากาศ และดาวเคราะห์ (EAPS) ของ MIT กล่าวว่า สิ่งที่เรียนรู้จากตำราคือ CFCs เป็นสาเหตุของการทำลายชั้นโอโซน แต่ผลการศึกษาชี้ว่า ยังมีสารอีกชนิดที่ทำให้เกิดการลดลงของโอโซนก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก

สารคาร์บอนเตตระคลอไรด์ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1930 ในอุตสาหกรรมซักแห้งและเป็นตัวทำละลายสำหรับล้างไขมันในเครื่องจักร ก่อนจะเริ่มสะสมในชั้นบรรยากาศตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940

ชั้นโอโซน: เกราะป้องกันสำคัญของโลก

ชั้นโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ประกอบด้วยโมเลกุลออกซิเจน 3 อะตอม ทำหน้าที่สำคัญในการดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ หากไม่มีชั้นโอโซน โลกจะเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ต้อกระจก และผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เช่น พืช ป่าไม้ และระบบนิเวศทางทะเล

เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า เมื่อแสงแดดทำลายโมเลกุล CFCs อะตอมของคลอรีนจะถูกปล่อยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะไปทำลายโมเลกุลของโอโซนซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง

หลักฐานจากแกนน้ำแข็งโบราณ

งานวิจัยนี้ยังใช้ข้อมูลจากแกนน้ำแข็ง (Ice Cores) ชั้นน้ำแข็งที่กักเก็บฟองอากาศโบราณไว้ภายใน ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถย้อนดูองค์ประกอบของบรรยากาศในอดีตได้

ศาสตราจารย์ซูซาน โซโลมอน (Susan Solomon) จากสถาบัน MIT อธิบายว่า ข้อมูลจากแกนน้ำแข็งแสดงให้เห็นว่าระดับของคาร์บอนเตตระคลอไรด์เริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940 ซึ่งสอดคล้องกับการใช้งานสารชนิดนี้ที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมยุคนั้น

สัญญาณแรกจากเขตร้อน

นักวิจัยพบว่าการสูญเสียของโอโซนน่าจะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ปรากฏให้เห็นชัดเจนที่สุดบริเวณชั้นบรรยากาศเหนือเขตร้อน เนื่องจากมีความผันแปรตามธรรมชาติค่อนข้างน้อย ทำให้สัญญาณที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ปรากฏเด่นชัดกว่า

การใช้แบบจำลองสมัยใหม่ร่วมกับข้อมูลอุตสาหกรรมและข้อมูลธรรมชาติ เช่น การปะทุของภูเขาไฟและปรากฏการณ์เอลนีโญ ช่วยให้นักวิจัยสามารถแยกผลกระทบจากธรรมชาติออกจากมลพิษที่เกิดจากมนุษย์ได้

ผลการจำลองชี้ว่า สัญญาณการเสื่อมสภาพของโอโซนที่สามารถตรวจพบได้ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1957

ความท้าทายในอนาคต

แม้ปัจจุบันทั่วโลกจะลดการใช้คาร์บอนเตตระคลอไรด์และสาร CFCs ลงอย่างมากแล้วภายใต้ข้อตกลงมอนทรีออล แต่สารเหล่านี้ยังคงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ยาวนานหลายสิบปี ทำให้การฟื้นตัวของโอโซนต้องใช้เวลา

นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า แม้แนวโน้มปัจจุบันของชั้นโอโซนจะดีขึ้น แต่การติดตามตรวจสอบยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าชั้นบรรยากาศของโลกฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ไว้ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีก

ที่มา: Earth.com

https://www.earth.com/news/earths-ozone-layer-started-thinning-decades-earlier-than-we-realized/

Credit ภาพ: Reuters & NASA

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...