โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

Presense ป้องกันเหตุก่อนเกิด เชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพครบวงจร

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

Presense เทคโนโลยีดูแลครบวงจรตั้งแต่ติดตามการกินมื้ออาหาร ตรวจจับกิจกรรมท่านอน นั่ง พร้อมแจ้งเตือนความเสี่ยงและส่งข้อมูลสู่ผู้ดูแล แพทย์ AiR Sensor เซนเซอร์ตรวจจับท่ายืน นั่ง นอน ติดบริเวณเอว ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงการล้ม แผลกดทับ

เชื่อมต่อข้อมูลกับ นาฬิกาอัจฉริยะ (Smart Watch) รายงานผลตั้งแต่การนอน อัตราการเต้นหัวใจ ผ่านแอป ‘Presense+’ และ ‘Continuous Patient Monitoring’ สำหรับแพทย์ ส่งต่อข้อมูลที่แม่นยำกว่าการซักถามทั่วไป

ท่ามกลางการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ประเทศไทยเผชิญความท้าทายจากค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอุบัติเหตุพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ และการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งสร้างภาระงานแก่บุคลากรทางการแพทย์อย่างมาก นวัตกรรม “Presense” ที่ผ่านการพัฒนามาเกือบ 10 ปี จึงก้าวเข้ามาเป็นโซลูชันสุขภาพเชิงป้องกัน ยกระดับการดูแลจากการรักษาไปสู่การป้องกันก่อนเกิดเหตุอย่างเป็นรูปธรรม

จุดเริ่มต้นของ Presense เกิดจากการวิจัยร่วม 10 ปี โดย “ผศ.ดร.สุรภา เทียมจรัส” หัวหน้าโครงการและทีมพัฒนา โดยหลังจากสำเร็จการศึกษาด้านเซนเซอร์ติดตามร่างกาย (Body Sensor Network) จากต่างประเทศ โดย ผศ.ดร.สุรภา ได้รับแรงบันดาลใจจากงานวิจัยในห้องปฏิบัติการที่ได้รับทุนสนับสนุนกว่า 5 ล้านปอนด์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์วัดสัญญาณชีพขั้นสูงทั้งคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) และระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2) จึงเกิดแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีนี้กลับมาพัฒนาในไทย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงอุปกรณ์ดูแลสุขภาพประสิทธิภาพสูงในราคาที่ถูกลง แทนการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘MyPresense’คุมอาหารการกินเชิงลึก

ในช่วงแรกของการพัฒนาในประเทศไทยในห้องแล็บของ สวทช. ทีมวิจัยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับการล้มได้สำเร็จ แม้การตรวจจับหลังเกิดเหตุจะยังไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในระยะแรก ทว่าความพยายามดังกล่าวไม่สูญเปล่า เนื่องจากในปี 2018 ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัล ลอรีอัล (L'Oréal-UNESCO For Women in Science) จนไปเข้าตาผู้บริหารจากบริษัท EMETWORKS และนำไปสู่การซื้อสิทธิ์การใช้งาน (Licensing) พร้อมจัดตั้งทีมงานร่วมกันพัฒนาเพื่อต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์เพื่อเป้าหมายการต่อยอดนวัตกรรมสู่การส่งออกต่างประเทศ และให้คนไทยสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ได้ในราคาต้นทุน

ผลิตภัณฑ์แรกที่เปิดตัวภายใต้ความร่วมมือนี้คือ MyPresense แอปพลิเคชันติดตามโภชนาการสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมอาหารและผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ต้องดูแลเรื่องการกินอย่างใกล้ชิด โดยแอปพลิเคชันใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ภาพถ่ายอาหารเพื่อประเมินปริมาณพลังงานและสารอาหารที่ได้รับในมื้อนั้นทันที

นอกจากการติดตามมื้ออาหารแล้ว MyPresense ยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับนาฬิกาอัจฉริยะ (Smartwatch) เพื่อติดตามกิจกรรมประจำวัน เช่น พฤติกรรมการนอนและการนับก้าว นำมาประมวลผลร่วมกับข้อมูลการกินเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพ พร้อมให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล เช่น การควบคุมน้ำหนักสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

‘AiR Sensor’ จับสัญญาณอันตราย

หนึ่งในนวัตกรรมที่เป็นตัวชูโรงของระบบคือ AiR Sensor เซนเซอร์ขนาดกะทัดรัดสำหรับติดบริเวณเอว มีจุดเด่นคือการตรวจจับความเสี่ยงเพื่อป้องกันเหตุก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง ซึ่งพัฒนาขึ้นจาก Pain Point ของโรงพยาบาลที่ไม่ต้องการเพียงแค่อุปกรณ์ตรวจจับหลังล้ม แต่ต้องการระบบป้องกันก่อนสายเกินแก้ ซึ่งนวัตกรรมนี้ถือเป็นแห่งแรกของโลกและได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วทั้งในไทยและต่างประเทศ

ความสามารถของ AiR Sensor ครอบคลุมการใช้งานหลากหลายรูปแบบ เช่น การแจ้งเตือนเมื่อผู้สูงอายุที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดพยายามพยุงตัวลุกจากเตียงเองในเวลากลางคืน เพื่อให้ผู้ดูแลเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนเกิดการล้ม การช่วยป้องกันแผลกดทับสำหรับผู้ป่วยติดเตียงผ่านระบบติดตามท่านอนและระยะเวลา รวมถึงการดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมด้วยการแจ้งเตือนเมื่อผู้ป่วยเดินออกนอกพื้นที่ที่กำหนดหรือเดินหลงทาง

ผศ.ดร.สุรภา อธิบายว่า ปัญหาการล้มส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่ผู้ป่วยตื่นไปเข้าห้องน้ำกลางดึกแต่เกรงใจผู้ดูแล หรือบางรายมีอาการมึนงงจากยาและเพิ่งผ่านการผ่าตัดกระดูกขาแต่อยากลุกจากเตียง ระบบ AiR Sensor จึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้วยการแจ้งเตือนผู้ดูแลล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ ผ่านการประเมินความเสี่ยงลักษณะเฉพาะของคนไข้ ร่วมกับท่าทางที่กำลังดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งช่วยลดอุบัติเหตุรุนแรงและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้อย่างมหาศาลที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ ทีมพัฒนายังได้ต่อยอดระบบเซนเซอร์จากการติดตามสุขภาพบุคคล ไปสู่ระบบตรวจจับตำแหน่งและสถานะการใช้งานของอุปกรณ์หรือสินทรัพย์ทางการแพทย์ (Asset Tracking) เพื่อช่วยโรงพยาบาลบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด

‘Presense+’ และ ‘Continuous Patient Monitoring’ เชื่อมต่อข้อมูลสู่ผู้ดูแลและแพทย์อย่างครบวงจร เพื่อบูรณาการข้อมูลสุขภาพอย่างครบวงจร ทีมงานได้พัฒนาแอปพลิเคชัน Presense+ และระบบ Continuous Patient Monitoring เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากระบบ AiR Sensor แอปพลิเคชัน MyPresense และนาฬิกาอัจฉริยะเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

แอปพลิเคชัน Presense+ ทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลและการแจ้งเตือนเรียลไทม์จากเซนเซอร์ที่ติดอยู่กับตัวผู้สูงอายุไปสู่ผู้ดูแล โดยระบบสามารถแจ้งเตือนสัญญาณชีพ ตรวจสอบความเสี่ยง ตลอดจนตั้งค่าโปรไฟล์พื้นฐานเฉพาะตัวของคนไข้ เช่น เป็นผู้ป่วยแผลกดทับ หรือผู้ป่วยหลังผ่าตัด ทั้งยังแสดงผลข้อมูลจากนาฬิกาอัจฉริยะร่วมกับข้อมูลโภชนาการจากแอป MyPresense เพื่อให้ผู้ดูแลได้รับข้อมูลครบถ้วนในแอปพลิเคชันเดียว

ในส่วนของระบบ Continuous Patient Monitoring จะแสดงผลในรูปแบบแดชบอร์ดบนหน้าจอเว็บของโรงพยาบาล โดยดึงข้อมูลจาก Presense+ เข้าสู่ระบบของโรงพยาบาลโดยตรง แพทย์สามารถกำหนดประเด็นที่ต้องการตรวจสอบ บันทึกลักษณะเฉพาะตัว หรือบันทึกผลแล็บของคนไข้ได้ด้วยตนเอง ระบบนี้ช่วยเปลี่ยนข้อมูลกิจกรรมให้เป็นรูปธรรมและแม่นยำกว่าการสอบถามจากผู้ดูแล เช่น ข้อมูลการตื่นนอนกลางดึกหรือความถี่ในการพลิกตัวจริง ช่วยให้แพทย์ประเมินอาการและวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก้าวต่อไปตรวจจับความเสี่ยงNCDs

ปัจจุบันนวัตกรรม Presense กำลังพัฒนาต่อเนื่องผ่านโครงการความร่วมมือกับคลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อนำองค์ความรู้และแนวทางการรักษาของแพทย์มาใส่ในระบบ สร้างแผนการดูแลรักษาร่วมกับสถานพยาบาล เพื่อเป็นตัวช่วยให้คำแนะนำเบื้องต้นและลดภาระงานของแพทย์ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก พร้อมทั้งพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงด้วย AI โดยแปลงข้อมูลจากเซนเซอร์ให้เป็นคะแนนความเสี่ยงเฉพาะตัวที่เทียบเท่ากับแบบสอบถามทางการแพทย์ เพื่อช่วยประเมินภาวะสมองเสื่อมหรือความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้ง่ายขึ้น

“เราตั้งเป้าที่จะเป็น Generic Platform ที่สามารถให้คำแนะนำกับการดูแลแก่ผู้ป่วยได้ แต่ในขณะเดียวกัน คำแนะนำสำหรับคนไข้แต่ละคนเหมือนไม่สามารถเหมือนกันได้แม้จะมีความเสี่ยงเดียวกัน เนื่องจากบริบทของผู้ใช้งานในแต่ละที่นั้นแตกต่างกัน ผู้ป่วยบางที่ไม่มีสมาร์ตโฟน หรือบางคนอยู่ในพื้นที่ที่เข้าถึงบุคลากรทางการแพทย์ได้ยาก จะมีวิธีแนะนำอย่างไรให้ตอบโจทย์กับข้อจำกัดของแต่ละคน นั่นคือโจทย์ใหญ่ที่ทีมกำลังพัฒนาอยู่ ณ ปัจจุบัน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...