“ฮังการี” จ่อปลดประธานาธิบดีพันธมิตรออร์บาน หลังรัฐบาลใหม่เดินหน้ารื้อระบบอำนาจเก่า
"ฮังการี" เตรียมใช้เสียงข้างมากในรัฐสภาปลดประธานาธิบดีทามาส ซูโยก พร้อมเดินหน้าปฏิรูปการเมือง ปราบคอร์รัปชัน และฟื้นฟูหลักนิติธรรม หลังปิดฉากการปกครองของออร์บานที่ยาวนาน 16 ปี
วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.15 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ารัฐสภาฮังการีเตรียมลงมติปลด ทามาส ซูโยก ประธานาธิบดีที่ได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายกรัฐมนตรี วิกเตอร์ ออร์บาน หลังรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ปีเตอร์ มักยาร์ เดินหน้าปฏิรูประะบบการเมืองและรื้อเครือข่ายอำนาจเดิม ภายหลังชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดประธานาธิบดีมีแนวโน้มผ่านความเห็นชอบอย่างราบรื่น เนื่องจากพรรคทิสซา (Tisza) ของมักยาร์ครองเสียงข้างมากเกินสองในสามของรัฐสภา โดยรัฐบาลระบุว่า การปลดซูโยกเป็นหนึ่งในคำมั่นสำคัญที่ให้ไว้กับประชาชน เพื่อยุติอิทธิพลของกลุ่มที่สนับสนุนออร์บาน ซึ่งปกครองประเทศต่อเนื่องนาน 16 ปี และถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการทุจริต การบั่นทอนหลักนิติธรรม รวมถึงการจำกัดเสรีภาพของสื่อและภาคประชาสังคม
มักยาร์ กล่าวว่า ประธานาธิบดีควรทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย แต่ซูโยกกลับวางความภักดีทางการเมืองไว้เหนือหน้าที่ และเพิกเฉยต่อปัญหาสำคัญหลายประการในช่วงรัฐบาลออร์บาน ไม่ว่าจะเป็นกรณีการละเมิดเด็กในสถานดูแลของรัฐ หรือการคุกคามสื่อมวลชน
ด้านซูโยก วัย 70 ปี ปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ลาออก พร้อมระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปลดเขาเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน และอาจสร้างบรรทัดฐานที่เปิดทางให้ฝ่ายการเมืองปลดเจ้าหน้าที่อิสระในอนาคต
หากรัฐสภาผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซูโยกจะมีเวลา 5 วันในการลงนามรับรอง แต่หากปฏิเสธ รัฐบาลสามารถเดินหน้ากระบวนการถอดถอน (Impeachment) ได้ทันที โดยมักยาร์ตั้งเป้าหมายให้ฮังการีมีประธานาธิบดีคนใหม่ก่อนวันชาติในวันที่ 20 สิงหาคม
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลของมักยาร์ได้เร่งผลักดันการปฏิรูปหลายด้าน ทั้งการออกกฎหมายต่อต้านการทุจริตเพื่อปลดล็อกเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (EU) การยุบโครงสร้างสื่อของรัฐที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลออร์บาน รวมถึงการจำกัดวาระนายกรัฐมนตรีไว้ไม่เกิน 2 สมัย สมัยละ 4 ปี ซึ่งจะทำให้ออร์บานไม่สามารถกลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก
รัฐบาลยังต้องการหลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบโปแลนด์ ซึ่งนายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทัสก์ (Donald Tusk) แม้ชนะการเลือกตั้งในปี 2566 แต่ยังถูกประธานาธิบดีซึ่งเป็นพันธมิตรของรัฐบาลชุดก่อนใช้อำนาจขัดขวางการปฏิรูปหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการปลดประธานาธิบดีครั้งนี้ได้จุดคำถามสำคัญว่า การฟื้นฟูหลักนิติธรรมและระบอบประชาธิปไตยสามารถทำได้เพียงใด หากต้องอาศัยมาตรการที่อาจถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองกับองค์กรอิสระ
บาลินต์ รัฟฟ์ รองนายกรัฐมนตรีฮังการี กล่าวว่า การรื้อระบบที่มีลักษณะกึ่งอำนาจนิยมไม่ใช่เรื่องที่มีแบบอย่างในสหภาพยุโรป พร้อมระบุว่า "ไม่มีใครมีสูตรสำเร็จในการย้อนกลับจากระบอบลักษณะนี้ เพราะไม่เคยมีประเทศใดต้องเผชิญสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน" พร้อมย้ำว่าฮังการีกำลังกลายเป็นประเทศแรกที่ต้องหาคำตอบของโจทย์ดังกล่าว
อ้างอิง : www.bloomberg.com