สภา306เสียงไฟเขียวนิรโทษ
มติสภาฉลุย 306 เสียงไฟเขียวร่าง กม.นิรโทษกรรม ตาม สว.แก้ไข ปิดช่องเยาวชนถูกฟ้องคดี ม.112 ยื่นยุติคดี หลัง “ปชน.” ดาหน้าซัดเดือด ไม่จริงใจลดความขัดแย้ง “พนิดา” ลั่นอำมหิตสิ้นดี “ไอติม” ฮึ่ม ฝืนปิดประตูแรงจะพังเร็ว "ทนายแจม" งงท่าที "พท.” ในห้อง กมธ.อย่าง เขียนอีกอย่าง “มาร์ค” ห่วงเปิดช่องล้างผิดนักการเมืองเอี่ยวฮั้ว สว. “นิกร” แจงไม่มีซ่อนล้างผิดคดีฮั้ว สว.-อั้งยี่ “นายกฯ” มั่นใจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศดูแลอธิปไตยได้ “เท้ง” อัด "อนุทิน-ภท.” ปลดล็อกกัญชาทำไทยเป็นฮับยาเสพติด “ปลัด ยธ.” ไขก๊อกโดนย้ายเข้ากรุ “รุทธพล” เบรกเหตุมีชื่อโดนสอบคดีชั้น 14
ที่รัฐสภา วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน พิจารณร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข หลังจากที่วุฒิสภา (สว.) ส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาพิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎรไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา 112 แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่วุฒิสภาแก้ไขความผิดมาตรา 112 ไม่ให้รวมถึงเด็กอายุ 18 ปี ที่ผ่านมามาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งกลายเป็นจำเลย เพราะการตั้งคำถามหรือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยสันติ การตัดความผิดมาตรา 112 ตั้งแต่ต้นไม่ใช่การปรองดอง เป็นการเลือกปรองดองเฉพาะบางฝ่าย ให้อภัยเฉพาะบางคน ปัญหามาตรา 112 คือการตีความที่ไม่มีความแน่นอน แต่มีโทษรุนแรง จำคุก 3-15 ปี ที่เป็นผลมาจากการรัฐประหาร หลังเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน แก้ไขเพิ่มโทษมาตรา 112 เพราะเชื่อว่ามรดกความมั่นคงคือการทำให้ประชาชนเงียบ โครงสร้างโทษดังกล่าวอยู่กับสังคมไทยถึงปัจจุบัน ทำให้เยาวชนต้องมาแบกรับผลดังกล่าว ถูกดำเนินคดี คุมขัง เพียงเพราะเกิดมาในยุคที่กล้าตั้งคำถามมากขึ้น
“ความขัดแย้งไม่เคยแก้ได้ด้วยการเอาคนเห็นต่างไปขังคุก หากจะนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างจริงใจ ต้องไม่ถูกตัดออกจากการพิจารณาโดยอัตโนมัติ ถ้าไม่แตะคดี 112 จะไม่สามารถปิดบาดแผลทางการเมืองได้” สส.พรรค ปชน.ระบุ
ส่วนนายธงธรรม เวชยชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า ขอร่วมสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ และยอมรับว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่ สว.แก้ไขไม่ให้เด็กอายุ 18 ปีได้รับนิรโทษกรรมความผิดมาตรา 112 เข้าใจถึงความผิดหวังนี้ แต่การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีกฎหมายใดที่ทำให้ทุกฝ่ายได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ แต่ถ้าหากสภาเลือกใช้วิธีตั้งกรรมาธิการร่วมฯ สิ่งที่ต้องเจอคือการรอคอยอย่างน้อย 1 ปี ทำให้ประชาชนหลายพันคนไม่มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ และระหว่างรอก็ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะหลักการกฎหมายถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วาระที่ 1 โอกาสเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญกฎหมายแทบเป็นไปไม่ได้
“หากมองตามข้อเท็จจริงในวันนี้ก็ไม่มีเยาวชน 18 ปีถูกคุมขังตามความผิดมาตรา 112 ดังนั้นการรอ 1 ปี ก็อาจไม่มีผลลัพท์ทางปฏิบัติตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง และโอกาสที่ กมธ.ร่วมจะเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญทางกฎหมายก็มีอย่างจำกัด ดังนั้นต้องเลือก จะให้ประเทศเดินหน้าได้ทันที หรือให้ทุกอย่างหยุดรอ โดยไม่มีหลักประกันสิ่งที่หวังจะเกิดขึ้นจริง หัวใจ กม.นี้คือการก้าวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่สังคมยอมรับได้ ไม่มีใครได้ทั้งหมด ไม่มีใครเสียทุกอย่าง กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นก้าวแรกที่เกิดขึ้นจริง ย่อมมีค่ามากกว่าก้าวที่สมบูรณ์แบบแต่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง” สส.พรรค พท.ระบุ
ส่วน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า ตนสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ที่ สว.แก้ไข แต่กังวลในบัญชีแนบท้ายที่กำหนดให้นิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 124 มาตรา 184 และมาตรา 190 ซึ่งว่าด้วยความผิดที่เกี่ยวกับความลับประเทศ การช่วยให้ผู้อื่นไม่ให้รับโทษ และช่วยเหลือผู้หลบหนี ซึ่งตนกังวลว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมอย่างไร หรือต้องการเอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่
“ขอฝากไปยังกรรมการตามกฎหมายที่ต้องใช้ดุลยพินิจพิจารณานิรโทษกรรมด้วยว่า หากใช้ดุลยพินิจที่เอื้อประโยชน์ทางกฎหมายใน 3 มาตราดังกล่าว และใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ อาจทำให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ได้” นพ.วรงค์กล่าว
หวั่นเปิดช่องล้างผิดฮั้ว สว.
เวลา 15.52 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ตนและพรรค ปชป.สนับสนุนให้มีกฎหมายฉบับนี้ ต้องการที่จะนิรโทษกรรมเพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ การเดินไปข้างหน้าของสังคมและสร้างความสันติสุข โดยมีข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ในมาตรา 3 ในเรื่องของความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบ มาตรา 112 หรือการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้สื่อได้รับอันตรายสาหัส ทำความผิดต่อส่วนตัว หรือต่อกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ใช่หน่วยงานรัฐเฉพาะรายเฉพาะกลุ่ม หลักการเหล่านี้เพวกเราเห็นด้วยหมด และทราบดีว่ามีพี่น้องประชาชนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องและจะได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้จำนวนมากประมาณ 6,000 คน ที่รอคอยที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หน้าที่เราต้องพิจารณาสิ่งที่วุฒิสภาได้แก้ไข จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมาพิจารณาให้เกิดความรอบคอบ โดยมี 2 ประเด็น ที่เห็นว่าสมควรที่จะต้องมีการพิจารณาเพิ่มเติม ประเด็นที่ 1 การแก้ไขของวุฒิสภา ในมาตรา 11 ที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน และมาตรา 112 สิ่งที่พวกเราต้องมาพูดกันคือ ถ้าเราอยากสร้างความสันติสุขเป็นจริง กรณีที่มีเยาวชนที่กระทำความผิดและไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตัดสินใจที่จะขอเพื่อได้รับการบำบัดฟื้นฟู เขาควรจะได้รับโอกาสนั้นหรือไม่ ตนคิดว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าการเปิดโอกาสให้กับเยาวชนที่จะเข้ามาช่องทางนี้ น่าจะเป็นวิธีการที่ทำให้ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับสถาบันลดลง
ประเด็นที่ 2 ที่ตนประหลาดใจและไม่ค่อยสบายใจ คือการที่วุฒิสภาไปเพิ่มในบัญชีท้าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มีการกำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะที่ไม่เกี่ยวพันกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรมและคุณสมบัติอันเป็นเท็จ ที่แปลกใจคือไม่เคยทราบเลยว่าความขัดแย้งทางการเมือง เหตุการณ์ทั้งหลายที่เป็นความขัดแย้งไปเกี่ยวข้องกับการเลือกวุฒิสภาครั้งที่ผ่านมา
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อมีการใส่เรื่องนี้เข้ามา นั่นหมายความว่า ต่อไปถ้าใครโดนดำเนินคดี เรื่องนี้ก็สามารถที่จะไปให้คณะกรรมการซึ่งมีนายกฯ เป็นประธานชี้ขาดได้ว่าสมควรจะได้รับการลดโทษกรรมหรือไม่ อาจจะมีการบอกว่าเขาเขียนไว้แล้วที่เราพูดว่าฮั้ว สว. มันก็น่าจะแปลว่าฮั้วเป็นการทุจริตเลือกตั้งไม่เป็นธรรม ลองคิดเล่นๆ การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม ที่ทุจริต จะไปจบลงจากการวินิจฉัยของ กกต.ว่าต้องเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ต้องให้ใบเหลือง ใบแดง หรือไม่เพิกถอนสิทธิ์ใครอย่างไร แต่มันมีความผิดอื่นตามกฎหมายการเลือกวุฒิสภา คนที่ไปเกี่ยวข้องก็จะอ้างว่านี่เป็นความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องการเลือกตั้งไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่ามีการทุจริต ก็จะได้รับอานิสงส์จากการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้
“ถ้าเราไม่พิจารณา 2 ประเด็นนี้อย่างถ่องแท้ สุดท้ายเราสร้างปมความขัดแย้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งเรื่องเกี่ยวข้องกับสถาบันสูงสุดที่เราต้องการจะปกป้อง อีกหนึ่งเรื่องบานปลายเป็นเรื่องของการใช้อำนาจของนักการเมืองด้วยกันเอง เพราะอย่าลืมว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างที่ตนพูด ใครก็ตามในสภานี้ที่เห็นชอบกันตามนี้ น่าจะปฏิบัติขัดกับรัฐธรรมนูญ คือเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ทำหน้าที่โดยมีความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นข้อห้ามตามมาตรา 114 แห่งรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
จากนั้นเวลา 16.00 น. นายจักรภพ เพ็ญแข สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. อภิปรายครั้งแรก หลังเพิ่งรายงานตัวเป็น สส.และได้ปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาฯ ตอนหนึ่งระบุว่า อยากให้สมาชิกเลือกพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ในทัศนะของการพัฒนาประเทศ เราไม่สามารถพาทุกคนไปได้ในขณะนี้ แต่เราต้องสร้างเรือที่จะพาคนไปได้มากที่สุด และวันหลังเราจะมาย้อนกลับมารับคนที่ติดค้างอยู่ ซึ่งยังติดค้างอยู่อย่างมหาศาล แต่ในเมื่อมันมีทะเลให้ต้องไป ก็อย่าหยุดคิดเรื่องการสร้างเรือเลย
ปชน.ซัดปิดประตูปรองดอง
เวลา 16.40 น. น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. อภิปรายว่า ในฐานะที่เป็น กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ เมื่อได้อ่านข้อความที่ สว.แก้ไขแล้วรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะการแก้ไขครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไม่ช่วยสร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่กลับทำให้กฎหมายฉบับนี้สูญเสียเจตนารมณ์สำคัญที่สภาผู้แทนราษฎรพยายามวางหลักไว้ตั้งแต่ต้น ในมาตรา 11 เดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นิรโทษกรรมเด็กและเยาวชน แต่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามกฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัว แทนการเดินหน้าคดีอาญาจนติดตัวไปตลอดชีวิต
“ถ้ามาตรานี้ได้รับการเห็นชอบ นั่นหมายความว่ารัฐสภากำลังสร้างประวัติศาสตร์บาดแผลใหม่ให้สังคมไทย เป็นการซ้ำเติมให้ปัญหาความขัดแย้งให้หยั่งรากลึกยิ่งไปกว่าเดิม ทำไมแสงสว่างเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็นของเยาวชนที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมด้วยซ้ำ เรากลับปิดประตูใส่หน้าพวกเขา และลงกลอนประตูซ้ำเข้าไปอีก นี่มันอำมหิตสิ้นดี” สส.พรรค ปชน.ระบุ
เวลา 16.55 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า มาตรา 11 กําลังจะทําให้เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ห่างไกลจากเป้าหมายในการสร้างเสริมสันติสุขมากขึ้นกว่าเดิม การสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ต้องไม่ใช่การนิรโทษกรรมแบบสองมาตรฐาน ที่พอเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะปิดสถานที่ราชการ ล้อมคูหาเลือกตั้ง เราพร้อมจะลบล้างความผิดโอบรับเขากลับเข้าคืนสู่สังคม แต่พอเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองของคนอีกกลุ่มหนึ่งแม้ว่าอาจจะเป็นเพียงการแชร์โพสต์ในเฟซบุ๊ก ผู้กระทําอาจอายุน้อยกว่า 18 ปี กลับไปตีตราเขาว่าการกระทําเขานั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยกโทษให้ได้
“มาถึงวันนี้เสมือนกับว่าเสียงข้างมากของสภาในวันนี้กําลังจะเดินไปที่ประตูเล็กๆ ที่เปิดไว้อยู่ แล้วปิดประตูสนิทใส่หน้าพวกเขา เพิ่มล็อกอีกหลายชั้น เพื่อจะบอกกับสังคมว่าสังคมสันติสุขที่อยู่หลังประตูบานนั้นไม่ต้อนรับพวกเขา ขอทิ้งท้ายข้อสังเกตว่า ยิ่งท่านฝืนปิดประตูแรงเท่าไหร่ ประตูบานนั้นจะยิ่งพังเร็วขึ้น” นายพริษฐ์กล่าว
น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. อภิปรายว่า การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่เราเอาความจริงมาพูดกันว่ามาตรา 11 ที่ทางพรรค พท.บรรจงเขียนเพิ่มลงไป ถูกลบความหมายไปทั้งหมดด้วยการเพิ่มวรรคสองของ สว. พรรค พท.ไม่เอะใจ ไม่ได้ติดใจ แต่ตนงง ในเมื่อห้องกรรมาธิการ พวกท่านเสนอมาว่าจะเปิดช่องมาตรา 11 เลี่ยงบาลีไม่ใช้คำว่า นิรโทษกรรม แต่ในเนื้อหาก็ไม่มีคำว่านิรโทษกรรม นั่นหมายความว่าเป็นบาร์ที่ต่ำที่สุดแล้ว คือการเลี่ยงไปใช้มาตรการศาลเยาวชน มาตรา 112 ยังถูกล็อกด้วยวรรคสอง ถูกปิดประตู ปิดหู ปิดปาก มัดมือ มัดเท้า แล้วก็มาปลอบประโลมด้วยคำว่าการเมืองในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ
“หลายท่านบอกว่าถ้านิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 เดี๋ยวก็กลับมาทำอีก ท่านไม่เห็นตั้งคำถามว่าจะกลับมาทำอีกกับคดีอื่นๆ เลย มีอะไรมายืนยันว่าไม่ทำอีก ก็ไม่มีเหมือนกัน” น.ส.ศศินันท์กล่าว
เวลา 17.05 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายว่า ในบัญชีแนบท้ายที่ สว. แม้จะเขียนยกเว้นว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งไม่สุจริต เลือกตั้งไม่เป็นธรรมและคุณสมบัติ แต่ตนมองว่าอาจถูกตีความให้รวมถึงการนิรโทษกรรมคดีฮั้ว สว. ที่จัดการเลือกในปี 2567 เพราะการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของ กกต. หากจะเขียนไม่กำกวม ต้องเขียนให้ชัดว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีเลือก สว. ต้องยกเว้นมาตราใดบ้าง เป็นต้น
“ยังมีคดีอั้งยี่และฟอกเงินด้วย หากประเด็นนี้ไม่ได้รับคำตอบ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เซาะกร่อนบ่อนทำลาย ดังนั้นจึงอยากได้ความชัดเจน และเพื่อความรอบคอบ ควรตั้งกรรมาธิการร่วมกัน เพราะการเขียนกฎหมายต้องไม่แอบแฝง ไม่เขียนกำกวม หากแอบแฝงกำกวมแล้วกฎหมายจะเป็นสมบัติส่วนตัวของกรรมการ ที่อาจทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต” พ.ต.อ.ทวีระบุ
ฉลุยร่าง กม.นิรโทษตาม สว.แก้
เวลา 17.30 น. นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายว่า ส่วนที่มีข้อถกเถียงรุนแรง การนิรโทษกรรมที่อาจเกี่ยวกับกรณีฮั้ว สว. ในการได้มาซึ่ง สว. ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ไม่จริง เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจะต้องมีการเตรียมการไว้ แต่ในส่วนนี้มีการเสนอฐานความผิดไว้ตั้งแต่ตอนเสนอกฎหมาย ในเรื่องที่เกี่ยวกับความผิดเลือกตั้ง จากการปิดหน่วยเลือกตั้งหรือฉีกบัตรเลือกตั้ง ซึ่งตนเองเป็นคนเพิ่มเข้าไปเอง จึงให้ความเห็นกับ สว.ไป ว่าควรทําให้ชัดเจนในคําว่าเฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยทุจริต การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติที่เป็นเท็จ
“กรณีอั้งยี่นั้นไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผิดเลือกตั้ง เป็นกฎหมายอีกฉบับ ถ้ามีความผิดฐานอั้งยี่ซ่องโจรก็รับโทษไป ไม่ได้เกี่ยวกับการได้มา สว. จึงขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวกัน” นายนิกรระบุ
จากนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่มีการแก้ไขด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน ไม่มี ถือว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 81 ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ผ่านการพิจารณาจากชั้น สว. ได้แก้ไขเพิ่มเติมที่สำคัญในประเด็นมาตรา 11 ที่กำหนดเงื่อนไขสำหรับบุคคลที่กระทำผิดซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในขณะที่กระทำความผิด ซึ่งเป็นคดีที่ไม่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้าย สามารถเข้าสู่การได้รับการพิจารณาสั่งยุติคดีได้ ซึ่ง สว.ได้เพิ่มวรรคท้ายว่า ไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการจัดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569 หรือ THAILAND Defence Industry Exhibition 2026 : THAIDEF-EX 2026 ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 ก.ค.2569 โดยนายกฯ ได้ขึ้นรถหุ้มเกราะล้อยาง First Win ของบริษัท ชัยเสรีฯ ตรวจแถวเกียรติยศ
นายอนุทินกล่าวว่า นิทรรศการครั้งนี้แสดงถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในวันนี้ รู้สึกประทับใจและความมั่นใจว่าประเทศไทยปลอดภัย สามารถป้องกันตนเองจากการรุกรานของข้าศึกได้แน่นอน ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจ สบายใจว่าเราจะดูแลอธิปไตยปกป้องผืนแผ่นดินของเราอย่างเต็มที่
ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎร แถลงหลังประชุม ครม.เงา ถึงปัญหากัญชาและยาเสพติดว่า ความเสื่อมเสียของไทยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2565 สมัยนายอนุทินดำรงตำแหน่งเป็น รมว.สาธารณสุข ที่ปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติด ขณะที่หลายประเทศปลายทางยังจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย
"พรรค ปชน.ไม่ได้เห็นค้านในการใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่การมีกฎหมายกำกับควบคุมดูแลที่เข้มงวดและดีเพียงพอเป็นสิ่งที่นายอนุทินและพรรค ภท.มีการละเลยใน 4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2565-2569 จึงเรียกร้องไปถึงรัฐบาล ในระยะสั้น นายกฯ จะต้องลงดูแล ป.ป.ส. หน่วยงานด้านความมั่นคง กรมศุลกากรที่จะต้องสกัดกั้นไม่ให้มีการส่งออกกัญชาจากประเทศไทยรวมถึงยาเสพติดชนิดอื่นๆ ไปยังประเทศปลายทาง เพื่อไม่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสื่อมเสียไปมากกว่านี้ ระยะกลางและระยะยาว จะต้องเร่งผลักดันกฎหมายเพื่อควบคุมกัญชาในประเทศ” นายณัฐพงษ์กล่าว
ขณะที่นายอนุทินให้สัมภาษณ์กรณีการลักลอบขนกัญชาจากไทยออกนอกประเทศว่า คนที่ลักลอบคือคนที่ตั้งใจทำผิดกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุขได้ร่างและนำเสนอกฎหมายเพื่อที่จะควบคุมการใช้กัญชาให้ใช้ในหมวดของสุขภาพ ทางการแพทย์ และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อสันทนาการหรือสูบเสพ
ส่วน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ยืนยันว่า การลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่ผลจากนโยบายของรัฐบาล เพราะกัญชาเป็นพืชควบคุม การนำเข้า ส่งออก และครอบครองต้องเป็นไปตามกฎหมาย ผู้ที่ลักลอบนำออกนอกประเทศต้องถูกดำเนินคดีทั้งในประเทศไทยและประเทศปลายทาง
“รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลที่สมบูรณ์ ควบคู่กับการรักษาประโยชน์ทางการแพทย์ เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของประชาชน ยืนยันจุดยืนของรัฐบาลคือกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่กัญชาเพื่อสันทนาการอย่างชัดเจน” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ
เบรกปลัด ยธ.ไขก๊อกรอสอบ
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมนางนันทนา นันทวโรภาส สว.พร้อมกลุ่ม สว.อิสระ ร่วมกันแถลงทวงถามความคืบหน้าหลังฝ่ายค้านเข้าชื่อกล่าวหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และยื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา กรณียกคำร้องซุกหุ้นและยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ มาไต่สวน ป.ป.ช.
ส่วน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีดีเอสไอสอบสวนนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กรณีเกี่ยวข้องกับคดีฟอเร็กซ์ว่า ยังไม่มีการรายงาน แต่ตอนนี้ได้มีการสอบปากคำผู้เสียหายประมาณ 100 คนแล้ว ควบคู่กับการรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงข้อมูลธุรกรรมต่างๆ ซึ่งได้มาเยอะแล้ว ตนเชื่อว่าน่าจะทันปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ถามถึงการโอนนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ และแต่งตั้งนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลยืนยันว่า ไม่มีเรื่องการเมืองเกี่ยวข้อง เนื่องจากนางพงษ์สวาทปฏิบัติหน้าที่ครบ 4 ปี ในวันที่ 18 ก.ค. ซึ่งต้องมีการปรับย้าย
มีรายงานว่า เมื่อประมาณ 15.00 น. (8 ก.ค.) นางพงษ์สวาทได้ยื่นใบลาออกจากราชการต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติ เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดก่อน คาดว่าสาเหตุน่าจะมาจากความไม่พอใจที่ถูกโอนย้ายมาเป็นที่ปรึกษานายกฯ โดยนางพงษ์สวาทยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี
แหล่งข่าวในกระทรวงยุติธรรมระบุว่า เหตุที่นางพงษ์สวาทลาออกน่าจะหวั่นว่าจะไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถในงานด้านราชการตามที่ตนเองมี ลักษณะคล้ายไปแขวนให้นั่งตบยุง และนอกจากนี้ปกติแล้วการได้ต่อตั๋วดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมสามารถต่อได้ครั้งละ 1 ปี ไม่เกิน 6 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมามีเพียงกรณีของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับการต่ออายุตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมยาวถึง 6 ปี ส่วนนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยก่อนหน้านางพงษ์สวาทก็ไม่ได้ต่อตั๋วเช่นเดียวกัน
ล่าสุด พล.ต.ท.รุทธพลยอมรับเรื่องการยื่นหนังสือลาออกของนางพงษ์สวาท แต่ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติ อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าสามารถอนุมัติได้หรือไม่ เพราะมีชื่อถูกยื่นตรวจสอบไปยัง ป.ป.ช.กรณีคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ.