สหรัฐ ระงับวีซ่าผู้เดินทางจาก 3 ประเทศแอฟริกา สกัดการระบาด อีโบลา ครั้งใหญ่
รัฐบาลทรัมป์สั่งระงับออกวีซ่าให้ผู้ที่เคยเดินทางไปคองโก ยูกันดา และซูดานใต้ ภายใน 21 วันก่อนเข้าสหรัฐ หลัง WHO เตือนการระบาดของ อีโบลา สายพันธุ์หายากอาจรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี
วันที่หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal รายงานเมื่อวันศุกร์ (22 พ.ค.) ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ระงับการออกวีซ่าให้แก่ผู้ที่เคยเดินทางไปยังซูดานใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดา ภายในช่วง 21 วันก่อนเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคอีโบลา ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์ครั้งนี้อาจกลายเป็นการระบาดรุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
มาตรการดังกล่าวถูกระบุไว้ในเอกสารภายในของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และยังครอบคลุมถึงผู้พำนักถาวรตามกฎหมายของสหรัฐฯ ที่เพิ่งเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยบุคคลเหล่านี้อาจถูกจำกัดการเดินทางกลับเข้าสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว
รัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump กำลังเร่งควบคุมการระบาดของเชื้ออีโบลาสายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ยาก และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีรักษาที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ
การระบาดเริ่มต้นจากจังหวัดอิตูรี ทางตะวันออกของคองโก ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็ว จนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศยืนยันการระบาดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พ.ค. โดยล่าสุด WHO รายงานผู้เสียชีวิตต้องสงสัยติดเชื้อแล้ว 177 ราย และมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีกกว่า 750 ราย
สหรัฐฯ ได้อนุมัติงบฉุกเฉินมูลค่า 23 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนศูนย์รักษาเฉพาะทางสูงสุด 50 แห่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกัน Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญไปยังยูกันดา เพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวังโรค การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการติดตามผู้สัมผัสเชื้อ
นอกจากนี้ CDC ยังทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขของเคนยา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสาธารณสุขในภูมิภาคแอฟริกากลางและตะวันออก
อย่างไรก็ตาม มาตรการรับมือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับโครงสร้างความช่วยเหลือต่างประเทศครั้งใหญ่ โดยนักวิจารณ์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขบางส่วน มองว่า การยุบ United States Agency for International Development หรือ USAID เมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงการลดงบช่วยเหลือระหว่างประเทศ อาจทำให้เครือข่ายสาธารณสุขในพื้นที่อ่อนแอลง และส่งผลให้การตรวจพบเชื้อไวรัสล่าช้า
ด้าน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า สหรัฐฯ ยังคงสนับสนุนด้านสาธารณสุขในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างข้อตกลงด้านสาธารณสุขระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ ที่ลงนามร่วมกับ DRC เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา