โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เบื้องหลังการเติบโตตลอด 15 ปี ของ KAMU KAMU สู่รายได้รวมกว่า 600 ล้านบาท

Capital

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

ไดโนไมโล แรปเตอร์ ชานมดอกคามิเลีย มัทฉะ วาราบิโมจิ และอีกสารพัดเมนูจาก KAMU KAMU ที่ขึ้นแท่นเป็นเครื่องดื่มในดวงใจของใครหลายคนจนสร้างรายได้รวมกว่า 600 ล้านบาท พร้อมการครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 10% ของตลาดชานมไข่มุก และจัดอยู่ในอันดับท็อป 5 ของแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุด

ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ดูน่ารักสดใส ทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นแบรนด์คนไทยที่อยู่มายาวนานถึง 15 ปี ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและการแข่งขันที่เข้มข้น

แม้ภาพรวมตลาดชาในประเทศไทยที่มีมูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท และหากเจาะเฉพาะตลาดชานมไข่มุกจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่ส่วนแบ่งหน้าเค้กนี้กลับมีแบรนด์คู่แข่งถึง 45 แบรนด์ โดยมีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์จากต่างประเทศ

ในวาระครบรอบ 15 ปีของ KAMU KAMU ภายใต้เครื่องดื่มสุดหวานหอมนี้มีเรื่องราวการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับจุดแข็งด้านคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเราได้สรุปทั้งเบื้องหลังความสำเร็จและทิศทางการดำเนินธุรกิจของ KAMU KAMU มาให้อ่านกันผ่านคอลัมน์ Keynote ในครั้งนี้

จาก ‘คุณภาพ’ สู่ ‘ความได้เปรียบในการแข่งขัน’

ตลอดเส้นทางกว่า 15 ปีของ KAMU KAMU เติบโตจากแบรนด์ชานมสไตล์ญี่ปุ่น สู่แบรนด์เครื่องดื่มที่มีสาขามากกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และมีการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของแบรนด์ในการปรับตัวและเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดเครื่องดื่ม

เบื้องหลงความสำเร็จนี้เกิดจาก ‘การเลือกสิ่งที่ดีที่สุด’ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การชงสดใหม่ในทุกวัน ไปจนถึงการพัฒนาเมนูที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย KAMU KAMU ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการต้มใบชาสดใหม่ทุกวันในทุกสาขา การใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง และการพัฒนาเมนูผ่านการทดลองกับผู้บริโภคจริง ซึ่งทั้งหมดนี้คือมาตรฐานที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน KAMU KAMU ยังพัฒนาแบรนด์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่ดื่มเครื่องดื่ม แต่ดื่มด่ำไปกับความสวยงามของแก้วด้วย จึงรีแบรนดิ้งไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา เปลี่ยนหน้าตาของแก้วให้ดูน่ารักสดใสมากยิ่งขึ้น

‘ชา’ คือหัวใจของแบรนด์ สู่แกนหลักการเติบโตในบทใหม่

สำหรับ KAMU KAMU กลุ่มชานมไข่มุกยังคงเป็นเมนูหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็น 60% ของยอดขาย ขณะที่กลุ่มชา เช่น ชาไทย มัทฉะ และชาอื่นๆ คิดเป็น 20% และกลุ่มเครื่องดื่มอื่นๆ คิดเป็น 20% สะท้อนให้เห็นว่า ‘ชา’ ไม่ได้เป็นเพียงรากฐานของแบรนด์ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดพอร์ตสินค้าและขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป

นอกจากนี้ยังต่อยอดสู่หมัดเด็ดที่หลายคนติดใจ ทั้งเมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดีและฮอตฮิตมากในหมู่คนรักโกโก้ ชาไทยไม่ใส่สีที่ตอบรับกับเทรนด์รักสุขภาพ เมนูมัทฉะที่หลากหลายเอาใจสายมัทฉะเลิฟเวอร์ เมนูชาดอกไม้และชาผลไม้ สอดคล้องกับเทรนด์ในตอนนี้ที่คนไม่ได้แค่ดื่มด่ำกับรสชาติอร่อยแต่ยังชอบกลิ่นหอมของเครื่องดื่ม ไปจนถึงท็อปปิ้งเด็ดอย่างวาราบิโมจิสุดนุ่มหนึบที่ทำสดใหม่ทุกวัน

เมื่อ Product & Brand Experience คือเรื่องเดียวกัน

KAMU KAMU ได้เปิดตัวเมนูใหม่ ‘Oolong Peach’ ภายใต้แนวคิด The Harmony of Oolong Peach ซึ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างชาอู่หลงที่มีกลิ่นหอมละมุนกับความหวานสดชื่นของพีช เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มที่นุ่มนวล สดชื่น และมีความพรีเมียมในทุกคำ

ขณะเดียวกันก็ได้เปิดตัว ‘Kamu & Friends’ แก๊งมาสคอตสุดน่ารักที่เป็นตัวแทนความสดใสและวัตถุดิบหลักของ KAMU KAMU เช่น คามุซัง มาสคอตหมีที่เป็นตัวแทนภาพลักษณ์หลักของแบรนด์, เลมอนซัง มาสคอตเลมอนสุดเปรี้ยวซ่า ตัวแทนของเครื่องดื่มกลุ่มชาผลไม้ และโมโม่จัง น้องพีชสีชมพูละมุน สมาชิกใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับเมนูพิเศษ เพื่อสร้าง brand engagement เพิ่มการจดจำและเชื่อมโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่ในระยะยาว

หมุดหมายต่อไปของ KAMU KAMU

จากปัจจุบันรายได้กว่า 600 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายก้าวสู่รายได้ 1,000 ล้านบาท และจาก 200 สาขา ขยายสาขาสู่ 300 แห่งภายใน 3 ปี โดยการเติบโตดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ผ่านรูปแบบร้านที่คล่องตัว โดยมีขนาดเฉลี่ยราว 23 ตารางเมตร เพื่อรองรับทำเลที่หลากหลายและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยมีการเปิดตัวเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน เพื่อสร้างความสดใหม่และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

3. การสร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อให้ KAMU KAMU เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีบุคลิกชัดเจน ทันสมัย และอยู่ในใจผู้บริโภคในระยะยาว

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ของ KAMU KAMU จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีต แต่เป็นการตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ในการก้าวสู่อนาคต ในฐานะแบรนด์ที่มี ‘ชา’ เป็นแกนหลักของการเติบโต และมุ่งสร้างประสบการณ์เครื่องดื่มคุณภาพที่เข้าถึงผู้บริโภคไทยในทุกวัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...