โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภัยเงียบ! เชื้อดื้อยาคร่าชีวิตอื้อ ไทยขยับแผน 10 ปีต่อเนื่องเฝ้าระวังป้องกัน

ไทยโพสต์

อัพเดต 15 มิถุนายน 2569 เวลา 3.03 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รมว.สธ. เปิดการประชุม AMR ชาติ ครั้งที่ 5 ทั่วโลกตายจากเชื้อดื้อยา 1.27 ล้านคน คาดอีก 5 ปี จะเพิ่มเป็น 39 ล้านคน หากไม่มีมาตรการรับมือ ส่วนไทย ตายปีละ 3.8 หมื่นคน สธ. จับมือ เกษตรฯ - ทส. - สสส. ขับเคลื่อนแผนต่อเนื่อง 10 ปี ภายใต้กรอบ One Health เดินหน้าเฝ้าระวังป้องกันเชื้อดื้อยา

14 มิ.ย.2569 - นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานการประชุมสัมมนาระดับชาติ เรื่อง การดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 5 "One Health, One Future: Act Now on AMR" โดยมีผู้แทนทั้งจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมขับเคลื่อนกว่า 30 องค์กรเข้าร่วม

นายพัฒนา กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพจัดเป็นภัยเงียบที่มองไม่เห็น แต่ผลกระทบเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน โดยมีผู้เสียชีวิตเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาประมาณ 1.27 ล้านคนต่อปี หากไม่มีมาตรการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ จะมีผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 39 ล้านคนใน 5 ปีต่อมา โดยผลกระทบจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัสต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้เป็นไปตามคำแนะนำทางการแพทย์ จะทำให้เกิดการดื้อยา เหมือนตำรวจจับผู้ร้าย คือ เมื่อร่างกายรับยาเข้าไปเรื่อยๆ เชื้อโรคมีการปรับตัว ทำให้เกิดการดื้อยา ยามีประสิทธิภาพน้อยลง ถามว่าเชื้อโรคกับยาสิ่งไหนจะถูกพัฒนาเร็วกว่ากัน ก็มีความเสี่ยงที่จะพัฒนายาได้เร็วไม่ทันกับการปรับตัวของเชื้อโรค ฉะนั้น สิ่งที่ควรต้องทำคือไม่ใช้ยาเกินกว่าความจำเป็น เพื่อไม่ให้เชื้อโรคดื้อยาและผลิตยาไม่ทัน ไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่รวมถึงยาที่ฉีดในสัตว์ กระทบไปถึงของเสียที่ออกมาในระบบบำบัดสู่สิ่งแวดล้อม จะต้องมองเป็นภาพรวม จึงต้องใช้กรอบการทำงานของ One Health ประกอบด้วย คน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อม

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า การป้องกันเฝ้าระวังแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระ แต่ควรมองว่าเป็นการลงทุนของประเทศ เพราะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข ช่วยยกระดับสินค้าทางการเกษตรและอาหาร อีกทั้งส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับโลก ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 10 ปีของการทำงานการดื้อยาต้านจุลชีพของไทยนับแต่มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพฉบับแรก สธ. ร่วมดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันการติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่โรงพยาบาล ควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาอย่างเหมาะสม พร้อมการเฝ้าระวังระบบดื้อยาในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง One Health รวมถึงสร้างความรอบรู้ให้แก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายตามเวทีสมัชชาสหประชาชาติปี 2567 ที่กำหนดเป้าหมายให้ลดการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพให้ได้ 10% ภายในปี 2573 ทั้งนี้ ช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ตนได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก 2569 มีประเทศสมาชิกให้การรับรองแผนปฏิบัติการระดับโลกสำหรับปี 2026-2036 ขององค์การอนามัยโลก ที่เป็นกรอบการดำเนินงานสำคัญของโลกในทศวรรษใหม่เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยก็จะจัดทำกรอบการดำเนินการ 10 ปีเรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ โดยใช้กรอบ One Health เพื่อติดตามและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สำหรับการประชุมในครั้งนี้เป็นมากกว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่มีการหารือกันว่าเราจะทำอะไรได้เพิ่มเติม ที่ผ่านมายังไม่ได้เน้นย้ำในส่วนตรงไหนที่ต้องมาเน้นย้ำเพิ่มเติม” นายพัฒนา ระบุ

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ เป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญของระบบสุขภาพไทยและโลก โดยไทยมีผู้เสียชีวิตเกี่ยวกับเชื้อดื้อยามากกว่า 3.8 หมื่นรายต่อปี เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่งผลกระทบสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สธ. จึงขับเคลื่อนตามแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health Approach) ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุบัติการณ์ติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การสร้างความตระหนักรู้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญเกี่ยวกับประเด็นการดื้อยาต้านจุลชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพคนไทย โดยร่วมเป็นคณะอนุกรรมการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมความรอบรู้ด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแก่ประชาชน ของแผนปฏิบัติการด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566 2570) ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยอายุ 20ปีขึ้นไป มีการใช้ยาเกินจำเป็น ไม่สมเหตุสมผล โดยมีอาการหวัดใช้ยาปฏิชีวนะร้อยละ 57.2 รองลงมาคือ อาการท้องเสียเฉียบพลันใช้ยาร้อยละ 49.8 และแผลฉีกขาดใช้ยาร้อยละ 34.9 ซึ่งกลุ่มอาการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ จึงอาจเป็นปัจจัยหลักนำไปสู่การดื้อยาปฏิชีวนะ และเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก เพราะทำให้การรักษาอาการติดเชื้อทั่วไปทำได้ยากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

“สสส. ส่งเสริมการสร้างความรอบรู้ความรอบรู้ (Health Literacy) ด้านการใช้ยาปฏิชีวนะ ตามแผนปฏิบัติการด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566-2570 โดยได้ออกแบบชุดความรู้ สื่อ และกิจกรรมการรณรงค์ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของประชาชนในแต่ละช่วงวัย พร้อมสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม เครือข่ายนักสื่อสารสุขภาพ เพื่อให้ความรู้เรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะ กลุ่มยาแก้ปวด และสมุนไพรที่ผสมสเตียรอยด์ อย่างสมเหตุผล โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ เกษตรกร และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อนำไปสู่ปรับเปลี่ยนการพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะทึ่ถูกต้อง เหมาะสม“ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...