อบก.เชื่อมรัฐ-เอกชน บูมคาร์บอนเครดิตป่า
#อบก. #ทันหุ้น – อบก. อวดโฉมแพลตฟอร์ม TGO Forestry Platform เชื่อมรัฐ–เอกชน จับมือปลูกและฟื้นฟูป่า พร้อมพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตคุณภาพของประเทศไทยภายใต้โครงการ T-VER ยก DITTO ออกโทเคนผลักดันกระแสสิ่งแวดล้อมสร้างเงิน พ.ร.บ.โลกร้อน เข้าสภาปลายปีผลักดันคึกคัก ด้านกระทรวงทรัพยากร ดัน Net Zero เต็มที่
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เปิดเผยว่า ได้เปิดตัว“TGO Forestry Platform” เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการปลูกและฟื้นฟูป่า พร้อมพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตคุณภาพของประเทศไทย
แพลตฟอร์มนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนที่ต้องการสนับสนุนการปลูกป่าและพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต กับหน่วยงานภาครัฐที่มีพื้นที่และภารกิจด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้
พร้อมกันนี้ อบก. ยังมุ่งพัฒนากลไกคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยภายใต้โครงการ T-VER ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero สอดรับกับ TGO Forestry Platform ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของประเทศ และสร้างโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร รวมทั้งยกระดับความน่าเชื่อถือและการยอมรับในระดับสากล ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
@ต่อยอดโลกการเงินผ่านโทเคน
นายณกรณ์ ยังระบุด้วยว่า กลไกเครื่องมือทางการเงินเป็นอีกมิติที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายคาร์บอนเครดิต เช่นกรณีล่าสุด บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO ประกาศโครงการ Blu Green Token ระดมทุนไม่เกิน 480 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นคาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลน รวมถึงอีกกรณีคือ ธนาคารกสิกรไทย ร่วมมือกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์, บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด, บริษัท ออร์บิกซ์ เทคโนโลยี แอนด์ อินโนเวชั่น จำกัด และมี อบก. ร่วมด้วย ดำเนินการโครงการนำร่องทดสอบการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคนดิจิทัล ตัวอย่างข้างต้นเหล่านี้ถือเป็นลักษณะการดึงดูดทุนเข้ามาสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
@เตรียมตัวก่อนคลอดพ.ร.บ.โลกร้อน
ขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิตภาคบังคับเพื่อสร้างความมั่นคงและแข็งแรงมากกว่าระบบสมัครใจเดิม และประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้เครื่องมือทั้งภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กันไปให้สามารถบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ครอบคลุมทั้งระบบในเวลาเดียวกัน ทำให้ช่วงนี้ อบก. ต้องเร่งปรับกระบวนการทำงานภายในเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับหน้าที่ที่เข้มข้นขึ้นภายใต้กฎหมายใหม่
โดย ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. โลกร้อน) เป็นกลไกหลักในการกำหนดกฎเกณฑ์ สิทธิประโยชน์ และจัดตั้งกองทุนเพื่อการขับเคลื่อนอย่างมีหลักเกณฑ์นั้น ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการตรวจพิจารณารายละเอียดทางกฎหมายของกฤษฎีกา โดยคาดการณ์ช่วงเวลาว่าจะสามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
@เป้าหมายจากภาครัฐบาล
ด้าน นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การยกระดับมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาคป่าไม้และพื้นที่สีเขียวจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนให้ได้ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปีค.ศ. 2037 และรักษาระดับดังกล่าวต่อเนื่องถึงปีค.ศ. 2050 การพัฒนาระบบคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ จะไม่เพียงช่วยสร้างแรงจูงใจในการปลูกและฟื้นฟูป่า แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมภาคธุรกิจไทยต่อกติกาและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเข้มข้นขึ้นในอนาคต