แก้ปัญหายิวที่ไทย… มิใช่ง่าย : เมื่อทุนยุทธศาสตร์โลก ชนกำแพงคอร์รัปชั่นและวัฒนธรรมลอยนวล
บทความพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
การนำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบเกาะพะงันและภูเก็ตของนายกรัฐมนตรี เพื่อสกัดกั้นการถือครองที่ดินและธุรกิจผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ “กลุ่มประชากรและทุนชาวยิว (อิสราเอล)” กำลังถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่จากสังคมว่า เป็นเพียง “อีเวนต์การเมืองชั่วคราว” หรือเป็นวาระแห่งชาติที่ทำจริง?
ปัญหานี้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อมองผ่านโรดแมปใหญ่ที่ไทยกำลังขับเคลื่อน ทั้งโครงการ “แลนด์บริดจ์ (Landbridge)” และ “กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)” ที่เปิดประตูรับทุนต่างชาติอย่างเสรี
ทว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคและสารตั้งต้นของความหายนะที่แท้จริง กลับไม่ใช่ความเก่งกาจของทุนนอก แต่คือ “โรคร้ายเรื้อรังภายใน” ของระบบราชการและนักการเมืองไทย ที่มองการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา และมีวัฒนธรรมปล่อยคนผิดให้ลอยนวล (Impunity)
ซึ่งกลายเป็นพรมแดงผืนใหญ่ที่เอื้อให้เกิดการรุกคืบอธิปไตยทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
สถานการณ์ปัจจุบัน กลุ่มทุนยิวรุกคืบยึดครองพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไปแล้วกว่าร้อยละ 20 โดยอาศัยกลยุทธ์ที่แยบยลควบคู่กับความหย่อนยานของรัฐไทย :
กลยุทธ์นอมินีอำพราง (วิกผมดำ) : การตั้งบริษัทหลายทอด ถือหุ้นไขว้ไปมาเพื่อพรางตาให้ดูเหมือนเป็นบริษัทไทยตามกฎหมาย (ถือหุ้นไม่เกิน 49%) แต่โครงสร้างอำนาจ เงินทุน และการควบคุมเบ็ดเสร็จเป็นของทุนยิว 100% บางกรณีแยบยลถึงขั้นใช้ทุนสัญชาติอื่นบังหน้าอีกชั้นหนึ่ง
การสร้างคอมมิวนิตี้ปิด (State within a State) : เมื่อรวมตัวกันเป็นชุมชนได้หนาแน่น ขั้นต่อไปคือการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยระบบปิด (Security) ระดับแถวหน้าของโลกที่อิสราเอลเชี่ยวชาญมาใช้ ก่อเกิดเป็น “พื้นที่กึ่งเอกเทศ” ที่ตัดขาดและปฏิเสธการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น
ช่องโหว่ด้านข่าวกรองและความมั่นคง : งานข่าวกรองเชิงรุกของไทยอยู่ในภาวะเป็นอัมพาต ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่ส่งสัญญาณเตือนมาตลอด
แต่กลไกส่วนกลางกลับเพิกเฉย ปล่อยให้ระบบทุนเข้ายึดชัยภูมิที่ดีที่สุดของประเทศไปต่อหน้าต่อตา
หากเข้าใจประวัติศาสตร์ชาวยิว จะรู้ว่าพวกเขาคือชนชาติที่ผ่านการพลัดถิ่นและเผชิญภัยคุกคามรอบด้านมานับพันปี
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้นักลงทุนและนักยุทธศาสตร์ชาวยิวมีความฉลาดหลักแหลม
มีแผนการที่ลึกซึ้ง และมีโมเดลการสร้างกลุ่มอิทธิพลเบื้องหลังความมั่นคงและการเมืองในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามาแล้ว
ดังนั้น เมื่อกลุ่มทุนที่มีทักษะขั้นสูงระดับนี้ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยที่มีระบบการตรวจสอบที่หละหลวม
มีชัยภูมิที่น่าอยู่อาศัยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เมียนมา หรือกัมพูชา
การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการตั้งรกรากจึงกลายเป็นเรื่องที่ “ง่ายดายและราบรื่น” สำหรับพวกเขา
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้คือปัญหาสามเส้า (The Triple Threat) ที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญและยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน :
1. กฎหมาย SEC และแลนด์บริดจ์ คือ “ช่องทางถูกกฎหมาย”
โครงการแลนด์บริดจ์และกฎหมาย SEC หากผ่านถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุนต่างชาติ ทั้งการเช่าที่ดินระยะยาว สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการเข้าเมืองที่ง่ายขึ้น ทุนยิวที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและทุนสามารถชุบตัวผ่านช่องทางนี้ได้อย่างถูกกฎหมาย ทำให้การตรวจสอบนอมินีในอดีตกลายเป็นเรื่องล้าสมัย เพราะกฎหมายใหม่เปิดทางให้พวกเขาเข้ามาคุมจุดยุทธศาสตร์โลก (มหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก) ได้โดยตรง
2. วัฒนธรรม “คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา”
เมื่อข้าราชการท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่ดิน ตรวจคนเข้าเมือง และนักการเมืองไทยมองว่าการรับเงินใต้โต๊ะหรือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติเป็นเพียง “ค่าบริหารจัดการ” หรือเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำกัน เม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากกลุ่มทุนต่างชาติจึงสามารถซื้อได้ทั้งโฉนดที่ดิน ใบอนุญาตประกอบกิจการ และความเงียบจากเจ้าหน้าที่รัฐ
3. วัฒนธรรม “ปล่อยคนผิดลอยนวล” (Culture of Impunity)
เมื่อเกิดคดีความหรือมีการร้องเรียน การบังคับใช้กฎหมายมักจบลงที่การจับกุมตัวเล็กตัวน้อย หรือการลงโทษแบบผักชีโรยหน้า ตัวการใหญ่ที่เป็นนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่หนุนหลังกลุ่มทุนนอมินีไม่เคยต้องรับโทษ ความหย่อนยานเชิงโครงสร้างนี้ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติรับรู้ว่า “กฎหมายไทยซื้อได้ และไม่มีความเสี่ยงที่แท้จริง”
ข้อเสนอแนะ : ยุทธศาสตร์ผ่าทางตัน (ระยะต้น – กลาง – ถาวร)
การแก้ปัญหานี้ “มิใช่ง่ายสำหรับรัฐบาลไทย” เพราะศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่นักลงทุนต่างชาติ แต่คือเนื้อร้ายในระบบราชการไทยเอง นโยบายแก้ปัญหาจึงต้องทำแบบ “หักดิบ” และมีความต่อเนื่องทางยุทธศาสตร์ :
ระยะต้น (ทันที – 3 เดือน)
• ตั้งวอร์รูมข่าวกรองความมั่นคงร่วม (ดีเอสไอ, สภาความมั่นคง, ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินบนเกาะพะงันและภูเก็ต
• สั่งรื้อถอนและห้ามตั้งระบบรักษาความปลอดภัยปิดกั้นพื้นที่สาธารณะของคอมมิวนิตี้ต่างชาติ
• สั่งย้ายล้างบางเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจในพื้นที่ที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงเอื้อประโยชน์ให้ทุนต่างชาติ
• เปิดช่องทางร้องเรียนตรงถึงส่วนกลางที่ไม่ผ่านกลไกท้องถิ่น
ระยะกลาง (6 เดือน – 1 ปี)
• ออกข้อกำหนดแนบท้ายกฎหมาย SEC (Negative List) หากผ่าน บล็อกไม่ให้ทุนที่มีลักษณะครอบงำความมั่นคงเชิงพื้นที่เข้าถือครองสิทธิ์
• แก้กฎหมายเพิ่มโทษอาญาขั้นรุนแรง ยึดทรัพย์ทั้งคนไทยที่เป็นนอมินีและกลุ่มทุนต่างชาติ
• บังคับใช้มาตรการทางวินัยและอาญาขั้นเด็ดขาดกับข้าราชการที่พัวพัน ขจัดวัฒนธรรมลอยนวล
• ใช้ระบบจดทะเบียนบริษัทแบบดิจิทัลที่สืบค้นถึง “ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง” (Ultimate Beneficial Owner : UBO)
ระยะถาวร (1 – 3 ปีขึ้นไป)
• บรรจุเรื่อง “การยึดครองพื้นที่ทางเศรษฐกิจโดยทุนเฉพาะกลุ่ม” เป็นภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ
• กำหนดให้สัดส่วนการถือครองที่ดินและโครงสร้างพื้นฐานรอบเขตแลนด์บริดจ์ต้องเป็นของรัฐและประชาชนไทยในท้องถิ่นอย่างแท้จริง
• ปฏิรูประบบราชการส่วนท้องถิ่นในเมืองท่องเที่ยวให้เป็นระบบเปิดที่โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยภาคประชาชน
• ตั้งศาลชำนาญพิเศษเพื่อดำเนินคดีคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวเนื่องกับอธิปไตยของชาติโดยไม่มีอายุความ
บทสรุป
ความพยายามในการแก้ปัญหาทุนยิวบนเกาะพะงัน หรือการป้องกันไม่ให้แผ่นดินทองคำในเขตแลนด์บริดจ์ตกเป็นของต่างชาติ จะไม่มีวันสำเร็จได้เลย หากรัฐบาลไทยยังไม่สามารถปราบปรามการคอร์รัปชั่นและทำลายวัฒนธรรมลอยนวลในหมู่นักการเมืองและข้าราชการไทยลงได้
ทุนยิวและทุนโลกมีความฉลาดและมองเห็นช่องโหว่ของไทยเป็นอย่างดี ถ้ารัฐบาลทำเพียงแค่จัดอีเวนต์สร้างภาพไปวันๆ กฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ (หากผ่าน) ที่ตั้งใจจะใช้พัฒนาประเทศ จะกลายเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดให้ต่างชาติเข้ามากลืนกินอธิปไตยทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์แบบ
ถึงเวลาที่ผู้นำประเทศต้องเลือก ระหว่างการรักษาผลประโยชน์ของชาติ กับการปล่อยให้ระบบราชการที่ฉ้อฉลพาประเทศไปสู่จุดที่ไม่อาจทวงคืนแผ่นดินกลับมาได้อีกต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แก้ปัญหายิวที่ไทย… มิใช่ง่าย : เมื่อทุนยุทธศาสตร์โลก ชนกำแพงคอร์รัปชั่นและวัฒนธรรมลอยนวล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly