"วิโรจน์" บุก กกต. ล่าความจริงแชต “ช่วยน้ำเงินด้วย” ฟาด “อนุทิน” มัวเกรงใจ ‘เจ้าของปราสาทสายฟ้า’
"วิโรจน์" บุก กกต. ยื่นร้องให้สอบปมอธิบดีปกครอง ไลน์สั่ง “ช่วยน้ำเงินด้วย” ช่วงเลือกตั้ง ฟาด “อนุทิน” ไม่สั่งการอะไรเลย หรือเกรงใจ ‘เจ้าของปราสาทสายฟ้า’ เหตุอธิบดีเป็นอดีตผู้ว่าฯบุรีรัมย์หรือไม่
วันที่ 9 มิ.ย. 69 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชนและนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋นบุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. ให้มีการสอบสวนกรณีที่อธิบดีกรมการปกครองมีภาพแชตไลน์หลุดสั่งผู้ว่าฯภูเก็ต 'ช่วยน้ำเงินด้วย' ในช่วงเลือกตั้ง สส. หลังจากที่นายวิโรจน์ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
นายเฉลิมพงศ์กล่าวว่า นายวิโรจน์และตนเข้ามายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้สอบสวนกรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบของอธิบดีกรมการปกครอง จากการไลน์สั่งผู้ใต้บังคับบัญชาให้ 'ช่วยสีน้ำเงินด้วย' ขณะอยู่ในช่วงการเลือกตั้งว่า ผิดกฎหมายการเลือกตั้งหรือไม่ และให้ตรวจสอบขยายผลด้วยว่าอธิบดีกรมการปกครองมีการสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาทั้ง 77 จังหวัดเลยหรือไม่
นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อไปว่า การกระทำเช่นนี้ เป็นการสั่งการโดยไม่เห็นหัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นการทำการโดยอุกอาจหรือเพราะมีเบื้องหลังดี จึงกล้าฝ่าฝืนและไม่เห็นหัวผู้บังคับบัญชา ตนจึงอยากให้กกต.ช่วยตรวจสอบการดำเนินงานและการสั่งการว่ามีความถูกต้องหรือชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ขณะที่ นายวิโรจน์กล่าวว่า การจะพิสูจน์ว่า นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ หรืออธิบดีกรมการปกครองนั้น เป็นผู้พิมพ์แชตหรือไม่ ก็มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนแล้วว่า แม้ LINE ID หรือบัญชีผู้ใช้งานจะสามารถลงในหลายอุปกรณ์ได้ แต่ไม่ว่าอุปกรณ์ใดจะพิมพ์ข้อความขึ้นมา ก็จะปรากฏในทุกอุปกรณ์เหมือนกันหมด และในแชตที่นายเฉลิมพงศ์รวบรวมหลักฐานมา ก็เป็นการแชตคุยต่อเนื่อง ดังนั้นหากบอกว่าไม่ได้เป็นคนพิมพ์ แต่เมื่อพบว่าปรากฏข้อความไม่เหมาะสมขึ้นและไม่รู้ว่าใครเป็นคนพิมพ์ ก็ต้องรู้สึกตกใจ และสืบสวนสอบสวนว่าใครเป็นคนพิมพ์ แต่ปรากฏว่าในแชตก็ยังมีการคุยกันต่อไปเหมือนปกติ แล้วจะปฏิเสธได้อย่างไรว่าไม่รู้เรื่อง นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบผ่าน แอปพลิเคชัน Get Contact จากเบอร์ที่ผูกไว้กับแอคเคาต์ไลน์ ก็พบว่ามีผู้บันทึกเบอร์นี้ไว้เป็นชื่อของอธิบดี แต่เพื่อความแน่ใจก็ต้องไปตรวจสอบกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ว่าใครเป็นเจ้าของเบอร์ดังกล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า หากการสั่งการนี้เกิดขึ้นจริง ก็ต้องตั้งข้อสังเกตว่าสั่งไปยังจังหวัดใดบ้าง เพราะอธิบดีกรมการปกครองมีเครือข่ายกับผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ และปลัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ จึงอยากให้กกต.และ ป.ป.ช. ตรวจสอบไลน์ที่ใช้คุยกับผู้ว่าฯ และปลัดจังหวัดทุกคน ว่ามีการคุยอะไรกันบ้าง มีการบอกให้ช่วยน้ำเงินเยอะหรือไม่ หากมีจริงก็จะเป็นการใช้อำนาจทางราชการในการแทรกแซงการเลือกตั้ง ซึ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ข้าราชการไม่สามารถกระทำการเช่นนั้นได้ และจะเข้าข่ายการใช้อำนาจในทางมิชอบ ตามมาตรา 172 ของพ.ร.ป. ป.ป.ช. และผิดกฎหมายเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุผลที่ต้องร้องเรียนทั้งป.ป.ช.และกกต. ในวันนี้
นายวิโรจน์ ตั้งข้อสงสัยถึงการที่นายนฤชา เคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์มาก่อนว่า ตนทราบข่าวว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ไม่ปลื้มหรือไม่ได้พอใจหรือเห็นดีเห็นงามกับพฤติกรรมของนายนฤชาหากทำแบบนี้จริง แต่กลับปรากฏว่านายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการอย่างรวดเร็วอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้มีหลายคนบอกตนว่าอาจเป็นเพราะผู้สนับสนุนคนสำคัญของอธิบดีกรมการปกครอง คือ 'เจ้าของปราสาทสายฟ้า' ที่นายกฯเกรงใจ จึงทำให้นายนฤชาไม่เกรงกลัวหรือเกรงใจนายกฯก็ได้ นี่เป็นหนึ่งในข้อสันนิษฐานที่ตนได้รับมา แต่จริงเท็จอย่างไร นายกรัฐมนตรีควรสั่งสอบสวนหรือย้ายนายนฤชาไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่นระหว่างการสอบสวน แต่ทุกวันนี้ก็ยังเห็นว่าอธิบดีก็ยังทำงานตามปกติ
นายวิโรจน์ ระบุว่า หากแชตนี้เป็นเรื่องจริง นี่จะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนของระบอบสีน้ำเงินที่แทรกซึมการเลือกตั้ง หากกกต.ไม่ทำอะไรหรือดึงเรื่องถ่วงเวลา เพื่อปกป้องไม่ให้กระบวนการสอบสวนดำเนินการไปอย่างราบรื่น กกต.ก็ยิ่งถูกสังคมสงสัยว่า ถูกระบอบสีน้ำเงินครอบงำไปแล้วหรือไม่ ดังนั้น ทั้งกกต.และป.ป.ช.จึงต้องพิสูจน์ความจริงใจเรื่องนี้ เพราะสังคมกำลังกังวลเรื่องระบอบสีน้ำเงิน รวมถึงล่าสุดประธานวุฒิสภา ถึงกับกราบขอโทษรัฐมนตรีกลางสภา จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า หากสว. อยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงินและองค์กรอิสระต้องผ่านการเห็นชอบขั้นสุดท้ายจากสว. ก็จะกลายเป็นองค์กรอิสระสีน้ำเงิน ไปจนถึงศาลรัฐธรรมนูญก็อาจถูกกล่าวหาได้ว่าเป็นศาลสีน้ำเงิน
เมื่อถามว่าหากองค์กรอิสระใช้เวลานาน จะใช้กลไกสภาในการตรวจสอบได้หรือไม่ นายเฉลิมพงศ์ ระบุว่า ในวันพฤหัสบดีนี้ได้นำเรื่องนี้เข้าในวาระการประชุมกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ และอยากเรียนเชิญอธิบดีกรมการปกครองมาชี้แจงในเบื้องต้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าท่านสั่งการจริงหรือไม่ ในฐานะที่อธิบดีมีอำนาจสั่งการทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงกรณีรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเอง ก็มีข้อครหาว่ามีการนำเงินไปซื้อเสียงให้กับนักการเมืองในพื้นที่ รวมถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน
ซึ่งหากข้าราชการท่านใดที่อยู่ในระบบสีน้ำเงิน ก็จะไม่ได้รับการตรวจสอบ แต่หากใครเป็นปรปักษ์ของระบอบก็จะถูกจัดฉากกลั่นแกล้งและโยกย้ายอย่างที่ปรากฏชัดกรณีนายอำเภอเมืองภูเก็ตที่ทำงานไม่สำเร็จ แพ้การเลือกตั้ง ทำให้โดนกล่าวหาว่ามีการรับสินบนในเรื่องของใบอนุญาตปืน เพื่อให้ย้ายออกจากพื้นที่
นายวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีการตั้งกรรมการสอบเรื่องนี้ ก็ต้องติดตามว่ามีความเป็นกลางหรือพลังภายในของคณะกรรมการจะต้านทานเจ้าของประสาทสายฟ้าได้หรือไม่ ซึ่งตนยืนยันว่าแชตไลน์สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ หากติดต่อไปทางบริษัท Line หรือบริษัทเครือข่ายมือถือ ซึ่งรัฐบาลจะต้องพิสูจน์ความจริงใจ แต่หากมีการชะลอถ่วงเวลา ก็จะยิ่งทำให้ประชาชนเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายจะถูกประชาชนตั้งแง่ และถูกลงโทษโดยประชาชน ส่วนกรอบระยะเวลาในการพิสูจน์ว่ามีความจริงใจต่อประชาชน เราก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องเร่งรัดเป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องการความเป็นธรรม หากกรอบระยะเวลาในคดีทั่วไปเป็นอย่างไร ก็ต้องการให้รัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทยรวมถึง กกต. และป.ป.ช. ดำเนินการตามกรอบเวลานั้น และแถลงความคืบหน้าให้ประชาชนทราบเป็นระยะ
ขณะที่นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า ความคาดหวังในการดำเนินการเรื่องนี้ ตนหวังกับพรรคในซีกรัฐบาลได้น้อยที่สุด แต่วันนี้มีหลายภาคส่วนโดยเฉพาะแกนนำของพรรคฝ่ายค้าน ออกมาขับเคลื่อนในเรื่องนี้ หรือว่าตนในฐานะที่เป็นทนายความของปลัดจังหวัดภูเก็ต ก็นำความไปฟ้องเองที่ศาลอาญาทุจริต 8 ที่ภาคใต้ ซึ่งตนเดินทางมา กกต.เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกตนเคยมายื่นเรื่องนี้ให้กับกกต. ดำเนินการสืบสวนไต่สวนแล้วรอบหนึ่ง
ทั้งนี้นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่า นี่ถือเป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญที่บ่งบอกถึงกระบวนการในการสั่งการถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้าน โดยมีหลักฐานปรากฏว่าเครือข่ายสีน้ำเงินที่ภูเก็ต ลงไปขนาดนั้นแล้วกกต. จะว่าอย่างไร โดยเฉพาะกกต. ช่วงหลังภายใต้การนำของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งตนทราบมาว่าจะสู้ต่อเกี่ยวกับการประเมินผลงาน จะส่งเรื่องไปที่กฤษฎีกาเพื่อตีความจริงอย่างที่พูดหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายกระบวนการในการเลือกตั้งอย่างมากเพราะจะทำให้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไม่สุจริต มันไม่ต่างอะไรจากการที่เจ้าหน้าที่และเจ้าพนักงานของรัฐ ใส่เครื่องแบบไปเป็นหัวคะแนนให้กับนักการเมืองทำลายระบบการเลือกตั้ง